ไลฟ์สไตล์
100 year

ผ่านโยบายหาเสียง ประชานิยมถล่มประเทศ

ทีมเศรษฐกิจ13 มิ.ย. 2554 14:30 น.
SHARE

ท่ามกลางการเลือกตั้งที่ยังคงมีความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย ภายใต้ความเชื่อที่ว่ายังไม่มีใครได้เสียงข้างมากไว้ในมือ ทุกพรรคการเมืองต่างทุ่มสรรพกำลัง เพื่อแข่งขันในสนามเลือกตั้งอย่างเมามันส์ เพื่อช่วงชิงทุกๆ คะแนนเสียง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหนกระแส “นโยบายประชานิยม-ประชาวิวัฒน์” ที่ถูกต่อยอดต่อแขน ต่อขา ลด แลก แจก แถม เบิ้ลกันขึ้นมาจากเดิมหลายเท่าตัว เพื่อเกทับ บลัฟแหลกฝ่ายตรงข้าม

จน นโยบายบางค่ายกลายเป็นประชานิยมไร้สติ ที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในอนาคต แถมยังพูดกันไปโดยไม่มี “สตางค์” ที่จะทำได้จริงอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเราจะรู้เท่าทัน...นโยบายล่อซื้อของนักการเมือง...เหล่านี้

ข่าวแนะนำ


สุวิทย์ เมษิณทรีย์
ผู้อำนวยการ Sasin Institute for Global Affairs (SIGA)


จาก การวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองที่ออกมาหาเสียงค่อนข้างน่าเป็น ห่วง เพราะไม่ใช้ชุดของนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ แต่เป็นชุดของการลด แลก แจก แถม และคงไม่มีประเทศไหนที่นโยบายแบบนี้ที่ออกมาเกทับกัน คนแรกให้หนึ่ง อีกคนให้สอง อีกคนเพิ่มอีกเท่าอย่างที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้

“ผมมอง ว่าเป็นนโยบายแบบ Short-term Gain (ได้ผลดี ระยะสั้น) แต่จะเป็น Long-term Loss (ความเสียหายระยะยาว) ซึ่งอาจจะสร้างผลเสียมหาศาลของประเทศในอนาคตได้”

ขณะ เดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องสำคัญของประเทศอย่างน้อย 4 ข้อ ข้อแรกคือ ไม่มีความชัดเจนในแนวทางการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงวิสัยทัศน์ที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่จุดใดในอนาคตข้างหน้า 2. ไม่มีความชัดเจนในการลงทุนในวันนี้เพื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่าง ยั่งยืนในอนาคต

3. ไม่มีการสร้างพื้นฐาน หรือวางกรอบที่เหมาะสมเพื่อที่จะนำพาประเทศให้ได้ประโยชน์จากการรวมอาเซียน เป็นหนึ่ง หรือการเข้าร่วมประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งอยู่ในช่วงที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้เข้ามาบริหารประเทศ และข้อ 4. ไม่มีคำตอบหรือการตัดสินใจสำหรับ “คำถามใหญ่” ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยในอนาคต

ในขณะนี้มีอย่างน้อย 7 เรื่อง เช่น การตัดสินใจเพื่อรับมือกับวิกฤติอาหาร และวิกฤติพลังงานของประเทศ การเตรียมการเพื่อรับมือการเข้าสู่สังคมสูงอายุ การเตรียมการเพื่อรองรับปัญหาภัยพิบัติที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น รวมทั้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกซึ่งจะส่งผลต่อการผลผลิตทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรมของประเทศ

ยังไม่มีการวางรากฐานที่จะพัฒนาคน และระบบการศึกษาที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาทักษะความรู้ในการทำงาน เพราะเรามีปัญหาเรื่องทักษะความรู้ความสามารถของ “คน” ในทุกระดับ ตั้งแต่แรงงานที่ไม่มีทักษะ จนถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านต่างๆ และสุดท้ายคือ บทบาทของประเทศในเวทีการค้าโลก ซึ่งในขณะที่ประเทศในอาเซียนทุกประเทศทำเขตการค้ากับสหรัฐฯหมดแล้ว ยกเว้นไทย แต่พรรคการเมืองไม่ได้ให้ความสนใจ

“เรื่องสำคัญที่ต้อง จัดการต้องตัดสินใจเพื่ออนาคตเหล่านี้ กลับไม่มีพรรคการเมืองใดแสดงวิสัยทัศน์หรือเสนอแนวทางแก้ปัญหา มีนโยบายลด แลก แจก แถม แต่ไม่มีนโยบายพรรคไหนดูแลการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ จริงอยู่หลายพรรค อาจจะบอกว่า เรามีนโยบายเหล่านี้ แต่ไม่ได้เอาขึ้นมานำ แต่ผมมองว่า เป็นเพียงการ “เช็กลิสต์” ให้มีนโยบายให้ครบทุกด้านเท่านั้น แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพื้นฐานที่จะทำได้จริง”

 

ขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศไทยในปี 2554 ตามรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั่วโลก ขององค์กรจัดอันดับไอเอ็มดี เราอยู่ที่อันดับ 27 จาก 59 ประเทศ แต่ผมไม่อยากให้มองแค่ ตัวเลขอันดับที่ 27 แต่อยากให้ดูลงไปว่าแต่ละด้านขีดความแข่งขันเราอยู่ที่เท่าไร ซึ่งจะพบว่าขีดความสามารถที่จะยกระดับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังต่ำมาก เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของเราอยู่ที่อันดับ 52 จาก 59 ประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของไทยอยู่อันดับที่ 40 ขีดความสามารถด้านการศึกษาเราอยู่ที่ระดับ 51 ขณะที่ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอยู่ที่อันดับ 54

“ถ้าเราไม่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำแต่นโยบายระยะสั้นได้ผลเร็ว ไม่มีการลงทุนเพื่ออนาคต การยกระดับเศรษฐกิจของประเทศขึ้นไปสู่การเป็นประเทศที่ขายสินค้านวัตกรรม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำไม่ได้ และที่สำคัญกว่าคือ จะต้องวางเป้าหมายข้างหน้าของประเทศที่ชัดเจน เพื่อให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เดินไปข้างหน้าได้”

ขณะที่รายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียระบุ ว่า ภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของโลกลด ลงประมาณ 2%จากระดับปัจจุบัน แต่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรในภูมิภาคเอเชีย หรือประเทศกลุ่มอาเซียน จีดีพีจะลดลงมากกว่าที่ 5% และผลผลิตข้าวจะลดลงจากในขณะนี้ 50%

จากนี้โลกจะเข้าสู่ยุคการ ขาดแคลนทั้ง 4 คือ ขาดแคลนอาหาร น้ำ พลังงาน และแรงงาน ซึ่งบางเรื่องประเทศเราเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดมองเห็นถึงการสูญเสียโอกาสของเกษตรกรไทย และประเทศไทยในระยะยาวจากปัญหาเหล่านี้

“อาจจะจริงที่ว่า นโยบายประชานิยมยังจำเป็นสำหรับประเทศไทยในบางภาคส่วน แต่ผู้บริหารประเทศจะต้องทำควบคู่กับการลงทุนสำหรับอนาคตประเทศ ลงทุนเพื่อวางรากฐานใหม่ของประเทศว่าจะไปสู่จุดไหน เช่น การปรับสู่ประเทศเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ความรู้เทคโนโลยีใหม่ และเงินทุนเพื่อเปลี่ยนประเทศใหม่ทั้งระบบ

หรือ แทนที่จะใช้ประชานิยมโดยตรงที่จะให้ เช่น จากการลดภาษีนิติบุคคลเพื่อนำไปขึ้นค่าจ้างแรงงานทันที ก็อาจจะเปลี่ยนให้นำไปฝึกอบรมเพิ่มทักษะให้กับลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างทำงานดีขึ้น มีผลิตภาพที่ดีขึ้น นายจ้างก็ต้องขึ้นค่าจ้างให้ตามทักษะที่ดีขึ้น ซึ่งได้ประโยชน์มากกว่าในภาพรวมของประเทศ” อ.สุวิทย์กล่าวทิ้งท้าย

เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


เท่า ที่เปรียบเทียบนโยบายของพรรคการเมืองที่หาเสียงอยู่ในขณะนี้ ขอโฟกัสที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เห็นชัดว่านโยบายที่ใช้หาเสียงออกมาไม่แตกต่างกัน คือเน้น “นโยบายประชานิยม” มากกว่าการเสริมสร้างการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ “ประชานิยม” ที่เรารู้จักกันวันนี้ คือ การแจก การให้ฟรี หรืออยู่ดีๆ ก็เอาเงินไปให้ หรือเพิ่มรายได้โดยไม่สร้างทักษะการทำงานเพิ่มเติม ซึ่งทุกอย่างได้ผลเพียงระยะสั้นทั้งนั้น

“ทุกพรรคการเมืองเอา “ประชานิยม” มาสื่อ เพื่อทำการตลาด เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูปัญหาของประเทศข้างหน้า ไม่รู้ด้วยว่าถ้าตัวเองถูกเลือกเข้าไปเป็นรัฐบาลจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งทำเหมือนดูถูกคนไทยว่าเป็น “คนเห็นแก่ได้” พอใครเอาอะไรมาแจกก็เลือกเขา ซึ่งจริงๆ เราควรเริ่มตาสว่างแล้ว”

เช่น ควรจะเริ่มถามว่า นโยบายที่จะให้แบบนี้จะเอาสตางค์มาจากที่ไหน นอกจากนั้น ประชานิยมทั้งหมดเป็นการกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มความต้องการซื้อ ซึ่งการทำอย่างนี้ไม่สร้างความยั่งยืนใช่หรือไม่ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายจำนวนมากของรัฐบาล ยังจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วถือเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ชี้วัดเสถียรภาพของเศรษฐกิจ หนี้สาธารณะควรที่จะอยู่ไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยขณะนี้ประเทศมีหนี้สาธารณะ 4.24 ล้านล้านบาท หรือ 41.28% ของจีดีพี

“คราว นี้มาคำนวณคร่าวๆ เพราะยังไม่มีพรรคใดชี้แจงรายละเอียดในทางปฏิบัติที่ชัดเจน ลองคิดเฉพาะเม็ดเงินที่จะใช้จ่ายจากนโยบายประชานิยมที่ออกมา เช่น โครงการของพรรคเพื่อไทย ถ้ารับจำนำข้าวที่ออกมาทั้งหมด 30 ล้านตัน ตันละ 15,000 บาท ใช้เงิน 400,000 ล้านบาท บัตรเครดิตชาวนา คิด 10% ของคนที่รับจำนำอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท พักหนี้เกษตรกร 20,000 ล้านบาท ซึ่งคอมพิวเตอร์แท็บเลตแจกเด็กทั้งประเทศ 80,000-100,000 ล้านบาท เพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีก 70,000 ล้านบาท บวกกับนโยบายประชานิยมอื่นๆ รวมๆกันอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท”

 


หันมาคำนวณนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ประกันราคาข้าวปีละ 120,000 ล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มกำไรเป็น 50% ก็ต้องเพิ่มวงเงินไปอีก คำนวณ คร่าวๆประมาณ 30,000 ล้านบาท แก้หนี้นอกระบบ เพิ่มเงินกู้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 47,000 ล้านบาท ต้นกล้าอาชีพโครงการ 2 โครงการบ้านมั่นคง ต่อยอดโครงการเรียนฟรี อินเตอร์เน็ตทุกตำบล เมื่อรวมกับงบโครงการประชานิยมเดิมที่ทำอยู่แล้ว คิดรวมมูลค่าคร่าวๆประมาณ 1 ล้านล้านบาทเช่นกัน

“เฉพาะนโยบายประชา นิยมวงเงินที่ถอดออกมาได้ใกล้เคียงกันทั้ง 2 พรรค ว่าจะใช้จ่ายเม็ดเงินเพิ่มประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมโครงการลงทุนต่างๆ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ระบบน้ำ และโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งรวมเป็นเม็ดเงินอีก 3 ล้านล้านบาท รวมเป็นเงินที่ใช้จ่ายเพิ่ม 4 ล้านล้านบาท แม้จะไม่ใช่เงินกู้ทั้งหมด แต่เชื่อได้ว่ายอดหนี้สาธารณะของไทยจะสูงกว่า 60% ของจีดีพีอย่างแน่นอน”

ส่วนเรื่องรายได้ที่จะนำมาใช้หนี้สินนั้น พรรคการเมืองประเมินว่า การลงทุนและโครงการประชานิยมต่างๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย เศรษฐกิจโตขึ้นจนส่งผลให้ฐานภาษีของประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มมาจ่ายคืนหนี้ เราได้แต่ภาวนาสาธุให้ทำได้จริงๆ เพราะไม่อยากให้ประเทศของเรากลายเป็นประเทศที่มีปัญหาหนี้สาธารณะที่กำลัง เกิดขึ้นในยุโรปขณะนี้

อ.เสาวณีย์กล่าวอย่างเป็นกังวลด้วยว่า “ไม่อยากเห็นและไม่อยากให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เป็นจุดแข็งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเสียไปเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เพียง ครั้งเดียว”

ในทางกลับกัน อ.เสาวณีย์อยากให้พรรคการเมืองเร่งรัดการลงทุน และการประมูลเพื่อก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่จะช่วยขยายโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือหากคิดว่า “การให้เปล่า หรือให้ฟรี” มีนโยบายใด เช่น การให้คอมพิวเตอร์ฟรี การเรียนฟรี หรือการมีอินเตอร์เน็ตทุกหมู่บ้าน จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นให้ประเทศได้จะต้องมีเป้าหมายที่ ชัด และในทางปฏิบัติต้องทำให้เกิดขึ้นจริง

สุดท้ายสำหรับ “สัญญา” ที่พรรคการเมืองควรจะให้กับประชาชนนั้น อ.เสาวณีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ควรจะเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เช่น อันดับความสามารถการแข่งขันของประเทศที่เราอยู่อันดับ 27 ในปีนี้ จะขึ้นไปติด 1 ใน 10 ได้ภายในกี่ปี หรืออันดับการคอรัปชันที่เราติดอันดับรุนแรงจะลดลงในกี่ปี แล้วทำตามสัญญา ส่วนนโยบายที่ได้ผลระยะสั้น แต่อาจะสร้างปัญหาภายหลังนั้น ถึงเวลาเข้าไปแล้ว ก่อนที่จะทำตามสัญญา อยากให้ผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แล้วลองพิจารณาอีกครั้งว่าควรจะทำจริงได้แค่ไหน ไม่ต้องรักษาสัญญาก็ได้ อาจารย์ยอม”

 

ปัทมาวดี ซูซูกิ
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐ (โพลิซีวอทช์)


“จาก ภาพของการหาเสียงในขณะนี้ แม้รูปธรรมของนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองจะแตกต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกันทุกพรรค นั่นคือ การแจก และการใช้เงินงบประมาณ แต่มีข้อสังเกตว่านักการเมืองจะไม่บอกว่าตัวเลขต่างๆที่นำมาประกาศต่อ ประชาชนมีที่มาอย่างไร มีฐานการคิดอย่างไร และจะส่งผลต่อประชาชนและประเทศชาติในอนาคตอย่างไรและมากน้อยเพียงใด”

เช่น ตัวเลขที่เกิดขึ้นจากนโยบายลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 2% หรือการลดภาษีเพื่อให้ราคารถยนต์ลดลงคันละ 100,000 บาท ก็ไม่ได้บอกประชาชนเช่นเดียวกันว่า ทำไมต้องใช้ตัวเลข 100,000 บาท และไม่ได้บอกด้วยว่าจะลดภาษีชนิดใด หรือรัฐจะเสียรายได้เป็นจำนวนเท่าใด

“หาก นำนโยบายที่ประกอบไปด้วยตัวเลขลอยๆเหล่านี้ไปปฏิบัติจริงจะเพิ่มความเสี่ยง ให้กับประเทศ เพราะจะเกิดปัญหาด้านการคลัง โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินมาใช้จ่ายหรือหารายได้มาชดเชยได้อย่างไร”

พรรคการเมือง แทบทุกพรรคจะไม่ยอมผูกมัดตัวเอง โดยการประกาศกับประชาชนว่าจะหาเงินมาชดเชยเงินของรัฐที่ต้องจ่ายเพิ่มด้วย วิธีใด หรือจะเอาจากแหล่งไหนมาใช้ในนโยบายที่กำลังหาเสียงอยู่

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์การหางบประมาณเพื่อนำมาใช้ดำเนินการโครงการประชานิยม หลังจากที่พรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลแล้วนั้น ยังหนีไม่พ้นการเอาเงินกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา คือ ไปตัดงบประมาณในบางโครงการของรัฐที่มีอยู่เดิมออกไป แล้วเอาเงินที่ได้มาดำเนินการโครงการที่ใช้หาเสียง โดยไม่ได้มีรายได้ใหม่หรือเม็ดเงินใหม่เข้าสู่รัฐแต่อย่างใด แต่การดำเนินการเช่นนี้สังคมมักไม่ได้รับรู้ จึงไม่ได้คิดเปรียบเทียบว่าคุ้มค่าหรือไม่ในการที่จะต้องเสียโครงการหนึ่งๆ ไปแล้วได้โครงการประชานิยมกลับมา

 


“พรรคการเมืองควรมีความรับผิดชอบต่อประชาชน ด้วยการนำเสนอข้อมูลทั้ง 2 ด้าน ว่า สังคมต้องจ่ายและสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกมากับซึ่งสิ่งที่นักการเมืองจะนำมาให้ ประชาชนก็จะได้เห็นภาพ และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องว่าสิ่งที่ตนจะได้ กับสิ่งที่สังคมจะเสียไปคุ้มค่ากันหรือไม่”

นอกจากนั้น เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ นโยบายที่นักการเมืองนำมาหาเสียงอยู่ในขณะนี้ ยังไม่มีนโยบายใดเลยที่เข้าไปจัดการแก้ไข ปัญหาโครงสร้างของปัญหาประเทศ ทั้งที่การแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศหลายเรื่องสามารถดำเนินการได้ด้วย นโยบายที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลย

เช่น การแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง ด้วยการกำจัดการผูกขาดสินค้าโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่ราย โดยไม่ต้องไปเสนอลดภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการลดต้นทุนของเกษตรกร แก้ปัญหาปุ๋ยแพง เมล็ดพันธุ์แพง ด้วยการกำจัดอำนาจผูกขาดของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอยู่ไม่กี่รายในธุรกิจเกษตร โดยที่ไม่ต้องไปสาละวนว่าจะประกันรายได้หรือรับจำนำ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งคู่

“แม้การเลือกตั้งในครั้งนี้ มีหลายอย่างที่น่าสนใจ ที่สำคัญที่สุดคือ ประชาชนควรให้ความสนใจติดตามนโยบายของพรรคการเมืองกัน มากขึ้น เพราะถ้านโยบายที่ออกมา มีเพียงขนมหวานประชานิยมยั่วใจ มาให้กินเป็นครั้งคราวไปในยามที่มีการเลือกตั้ง แต่นักการเมืองไม่ได้ตั้งใจแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาในประเทศ ประชาชนก็จะต้องวนเวียนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมๆที่ไม่มีความเป็นธรรม อยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด” อ.ปัทมาวดีกล่าว

 


ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)


นโยบาย หาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองจะปฏิบัติได้จริงตามที่พูดกันหรือไม่นั้น ประชาชนควรทราบก่อนว่า ปัจจุบันสถาน-ภาพทางการเงินของประเทศไทยเป็นอย่างไร เรามีรายจ่ายมากกว่ารายรับ โดยในแต่ละปีไทยมีรายได้เฉลี่ย 1.8 ล้านล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายประจำสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกลงไปในรายจ่ายดังกล่าวยิ่งน่าตกใจ เพราะเป็นรายจ่ายประจำสูงถึง 80% ของรายจ่ายทั้งหมด อีก 5% เป็นภาระการจ่ายคืนหนี้ ที่เหลืออีก 15% ทำให้เหลือเป็นงบลงทุนทำให้เราเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศด้วยงบประมาณขาดดุล ปีละประมาณ 400,000 ล้านบาท

ปัญหาคือ หากเงินงบประมาณในส่วนที่ขาดดุลไม่สามารถยกระดับรายได้ของคนไทยในระยะยาวได้ จะสร้างภาระหนี้ให้กับประเทศมากขึ้น เพราะโดยปกติเมื่อคนมีรายได้มากขึ้น ธุรกิจมีกำไรมากขึ้น ประเทศก็จะมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นด้วย หนี้สินของประเทศจึงจะลดลง ในทางกลับกัน หากเรานำเงินจากการขาดดุลงบประมาณมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่สร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างถาวร ประเทศก็จะมีปัญหาอย่างแน่นอน

“ยก ตัวอย่าง ประเทศกรีซเมื่อ 8 ปีก่อน มีหนี้สาธารณะ 45% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทยในปัจจุบัน แต่มาถึงวันนี้หนี้สาธารณะกรีซสูงถึง 125% กลายเป็นประเทศล้มละลาย”

แต่นโยบายแต่ละพรรคการเมืองที่หาเสียง กันอยู่ในขณะนี้ พูดกันแต่เรื่องการจ่ายเงินในโครงการต่างๆ แต่ไม่มีพรรคใดพูดถึงเรื่องการหารายได้เลย เปรียบไม่ต่างไปจากการเอาแต่ของไปแจก เอาแต่ปลาไปยื่นให้ แต่ไม่เคยสอนวิธีการตกปลา วิธีการทำเครื่องไม้เครื่องมือจับปลา ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นในระยะยาวมากกว่า

เรื่องนโยบายประชานิยมก็เช่นกัน นโยบายแต่ละพรรคที่อ้างเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านมามักผิดหลักการ ทั้งประสิทธิภาพและหลักความเป็นธรรมอยู่เสมอ เพราะเป็นการให้แบบหว่าน ไม่เจาะจงลงไปยังประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง เช่น นโยบายให้ใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วย ไม่ได้เป็นตัวสะท้อนเลยว่าคนที่ใช้ไฟน้อยๆจะเป็นคนจน เพราะคนรวยที่มีคอนโดมิเนียม 2-3 แห่ง ใช้ไฟไม่ถึงก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

 


เช่น เดียวกับนโยบายควบคุมราคาสินค้า ตรึงราคาน้ำมัน โดยเฉพาะด้านพลังงาน ลดภาษีสรรพสามิต รัฐสูญเงินไปประมาณ 44,000 ล้านบาท “เงินจำนวนนี้นำไปสร้างรถไฟฟ้าได้ถึง 2 สาย และลดการใช้น้ำมันของประเทศลงได้อีกด้วย แต่เมื่อไปอุดหนุนประชาชนจึงไม่ทราบสถานการณ์ที่แท้จริง วันนี้ประเทศไทยจึงมีสัดส่วนการบริโภคน้ำมันเทียบกับจีดีพีสูงเป็นอันดับ หนึ่งของเอเชีย คือ อยู่ที่ 8% ขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่างจีนหรืออินเดียมีสัดส่วนอยู่ที่ 4% เท่านั้น”

โจทย์ ใหญ่ของประเทศที่รอการพัฒนาอย่างเร่งด่วนคือ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน โดยมีต้นทุนการดำรงชีวิตที่ถูกลงและมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น ได้แก่ ด้านขนส่งและการศึกษา ระบบขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) ระบบโทรคมนาคมที่ต้องพัฒนาให้ทันสมัย ด้านการเกษตร เช่น ระบบน้ำและการชลประทานที่ต้องขยายให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้านการศึกษา เช่น ระบบการศึกษาอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเลิร์นนิ่ง

“ปัจจุบันคนไทยมีต้นทุน การดำรงชีพสูงมากในทุกด้าน ยกตัวอย่าง ทำไมคนในยุคนี้ทำงานจนเกษียณแล้วยังผ่อนบ้านไม่หมด ก็เพราะเราไม่มีการจัดการหรือโซนนิ่งที่ดิน ทำให้ราคาที่ดินก็เกิดความเหลื่อมล้ำมาก บ้านราคาถูกต้องอยู่ไกลเมืองออกไปมาก ต้นทุนชีวิตที่สูงอยู่แล้ว พอมาเจอระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ครอบคลุมอีก ต้นทุนการเดินทางก็มากขึ้น ลองคิดดูเด็กที่บ้านอยู่ไกล ต้องตื่นนอนแต่เช้ามืดไปโรงเรียน ฝ่ารถติดอีกเป็นชั่วโมง จะเอาสมองที่ไหนไปแข่งขันกับประชากรโลกเขา ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันสัมพันธ์กันหมด” อ.วรพลกล่าว

 

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2563 เวลา 02:47 น.