วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'มาร์ค-เทือก'โต้ ไม่เคยทำ ตั้งรัฐบาลในค่าย

'มาร์ค-เทือก'โต้ ไม่เคยทำ ตั้งรัฐบาลในค่าย

โดย
13 มิ.ย. 2554 09:00 น.
  • Share:

ชี้เสธ.หนั่นพูดไม่จริง แดงป่วนนายกไม่เลิก ปูย้ำไม่ร่วมงานกับภท. ตร.จับตา40เขต-24จว.

“อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่หาเสียงตลาดน้ำกระทุ่มแบน อ้อมน้อย ตลิ่งชัน โดนคนเสื้อแดงตามป่วนชูป้าย “ดีแต่พูด ดีแต่กู้” ตอกกลับไม่มีลูกหลานหรือญาติผู้ใหญ่เลยไม่รู้จักนโยบายเรียนฟรีและเบี้ยผู้สูงอายุ เตรียมเดินทางไปร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่มที่อินโดฯอาทิตย์หน้า ย้ำทั่วโลกเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยให้เป็นประธานจัดประชุมเศรษฐกิจโลกปีหน้า ยัน “ทักษิณ” จะขอพระราชทานอภัยโทษได้ต้องกลับมาติดคุกก่อน ปฏิเสธข่าวมีมือพิเศษช่วยประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล เผยลงพื้นที่หาเสียงหนักโดนสาวรุมทึ้งจนบอบช้ำทั้งตัว “สุเทพ” ยันประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ ปัดวิจารณ์ “ยิ่งลักษณ์” กลัวถูกสื่อมวลชนตีความ ฟันธง ปชป.กวาดส.ส.เกิน200ที่นั่งอีสานอาจถึง20ที่นั่ง ยันรัฐบาล “อภิสิทธิ์” ไม่เคยตั้งในค่ายทหารแต่ตั้งในสภาฯ “ยิ่งลักษณ์” สั่ง พท.ปรับกลยุทธ์หาเสียงเจาะเฉพาะพื้นที่ที่หวังผล ยืนยันไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย “นพดล” จี้ทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินชี้ขาดของประชาชน “ชุมพล” ปัดเคลียร์ใจกับนายกฯ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล อ้างที่พูดไปไม่มีความสำคัญ จวกสื่อเสนอข่าวไม่ตรงกับความจริง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่วายเจอคนเสื้อแดงตามป่วนตลอด ทั้งชูป้ายด่าดีแต่พูด และขี่รถมอเตอร์ไซค์บีบแตรไล่ จนต้องตอกกลับว่าคนที่มาป่วนคงไม่มีลูกหลาน จึงไม่รู้จักนโยบายเรียนฟรี 15 ปี หรือไม่มีญาติผู้ใหญ่ จึงไม่รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะขออภัยโทษได้ต้องกลับมาติดคุกก่อน

“อภิสิทธิ์” เดินหาเสียงตลาดกระทุ่มแบน

เมื่อเวลา 09.20 น. วันที่ 12 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปที่ตลาดเทศบาลเมืองกระทุ่มแบน อ.กระทุ่ม-แบน จ.สมุทรสาครเพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัครส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อไปถึงมีบรรดาผู้สนับสนุนและ ประชาชนมารอมอบดอกกุหลาบและคล้องพวงมาลัยต้อนรับจนเต็มคอ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ตระเวนยกมือไหว้ขอ คะแนนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตัวตลาดสด โดยมีประชาชนมาขอถ่ายรูปและสัมผัสมือเป็นระยะๆตามรายทาง กระทั่งไปหยุดปราศรัยบริเวณย่านร้านทองในตลาด ท่ามกลางผู้สนับสนุนและประชาชนยืนเบียดเสียดหนาแน่น เพื่อฟังการปราศรัยประมาณ 100 คน อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้นได้มีประชาชนทั้งชายและหญิง 4-5 คน มายืนชูป้ายกระดาษข้อความ “ดีแต่พูด” “ดีแต่กู้” “ยังจนอยู่นายกฯ” ห่างไปไม่ถึง 5 เมตร ประจันหน้าอยู่ข้างแท่นที่นายอภิสิทธิ์ยืนปราศรัย

ตอกกลับเสื้อแดงที่มาชูป้าย “ดีแต่พูด”

นายอภิสิทธิ์กล่าวปราศรัยตอนหนึ่ง ซึ่งเจตนาจะกล่าวกับประชาชนที่มายืนชูป้ายดังกล่าวว่า “สำหรับพี่ผู้ชายที่มายกป้าย “ดีแต่พูด” ผมเข้าใจว่าคงไม่มีลูก เลยไม่ได้เรียนฟรี และผมก็ไม่ทราบว่ามีคุณพ่อคุณแม่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายหรือเปล่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ให้เบี้ยผู้สูงอายุครบถ้วนทุกคนแล้ว”  ทำให้ผู้สนับสนุนที่ยืนฟังพากันโห่ร้องเชียร์เสียงดังเป็นการใหญ่ นายอภิสิทธิ์จึงกล่าวต่อว่า “และพี่เขาก็คงไม่มีญาติอยู่ต่างจังหวัด ไม่ทราบว่าเกษตรกรทั่วประเทศมีโอกาสได้เงินส่วนต่างจากรัฐบาลในโครงการประกันรายได้เกษตรกรเป็นครั้งแรก จนปลดหนี้จำนวนมากแล้ว พี่เขาคงไม่รู้จักคนที่เป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งมาขึ้นทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ จนกระทั่งปลดหนี้ไปได้อีก 4 แสนคนทั่วประเทศ อยากบอกพี่น้องว่าเราได้ฟันฝ่าปัญหาต่างๆมาด้วยกัน สิ่งที่เราได้เคยพูด เราได้ทำแล้ว และแน่นอนเราได้ฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจมาเป็นอย่างดี อยากบอกว่าวันที่เข้าไปเป็นนายกฯ เศรษฐกิจตกต่ำ ตัวเลขส่งออกและท่องเที่ยวติดลบ ประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย”

โวโลกเชื่อมั่น ศก.ไทยให้จัดการประชุม

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วันนี้เราได้ก้าวพ้นปัญหาต่างๆมา ทำให้เศรษฐกิจมั่นคง นักท่องเที่ยวมีมากที่สุด ส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และที่สำคัญคือ ฐานะการเงินการคลังของประเทศเข้มแข็งมาก ขนาดที่ว่าวันที่ 13 มิ.ย. ต้องเดินทางไปสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพราะเป็นครั้งแรกที่เวทีเศรษฐกิจโลก “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม” ซึ่งเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจทางธุรกิจขนาดใหญ่ ตัดสินใจว่าเขาเชื่อมั่นประเทศไทย โดยปีหน้าจะให้เราเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจโลกว่าด้วยเอเชียตะวันออกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถือเป็นความเชื่อมั่นที่ชาวโลกมีกับประเทศไทยและคนไทยแล้ว วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าอย่างเต็มที่ ขอโอกาส ขอเวลา 4 ปีในการสะสางปัญหาต่างๆต่อไป ซึ่งถ้าเป็นกำลังใจให้ ตนและพรรคประชาธิปัตย์จะมุ่งมั่นเดินหน้าไปด้วยกัน บนอุดมการณ์ในเรื่องของความซื่อสัตย์ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่เอาปัญหาของนักการเมืองมาเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะตัดสินใจพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าด้วยการกาหมายเลข 10 ทั้งสองใบในวันที่ 3 ก.ค.

ไปหาเสียงที่ไหนก็เจอเสื้อแดงตามป่วน

จากนั้นนายอภิสิทธิ์พร้อมผู้สมัคร ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านสิวารัตน์ เขตอ้อมน้อย เพื่อขึ้นรถหาเสียงตระเวนในหมู่บ้าน โดยมีประชาชนให้ความสนใจพอสมควร อย่างไรก็ตามระหว่างขบวนรถแห่ได้มีชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ขี่รถมอเตอร์ไซค์โบกธงสีแดงขับวนเวียน และส่งเสียงตะโกนเบอร์ 1 เช่นเดียวกับมีชายสูงวัยคนหนึ่งที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์สวนกับขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ตะโกนเชียร์อภิสิทธิ์ แต่บอกเบอร์ 1 นอกจากนี้ในหมู่บ้านสิวารัตน์ ได้มีชายหญิงคู่หนึ่งออกมายืนโบกธงสีแดงอยู่หน้าบ้าน พร้อมชูนิ้วสัญลักษณ์เบอร์ 1 ใส่ขบวนรถของนายอภิสิทธิ์ แต่ขณะที่ขบวนรถหาเสียงวนกลับจะออกจากหมู่บ้าน ได้มีหญิงชราอายุ 82 ปี ใช้ไม้เท้าค้ำพยายามเดินตามขบวนรถ เมื่อนายอภิสิทธิ์หันหลังมาเห็นจึงให้จอดรถและลงมาหาคุณยายคนดังกล่าว เสร็จแล้วจึงขึ้นกลับไปบนรถหาเสียงอีกครั้ง

กระทั่งเวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ได้ไปหาเสียงที่ตลาดเก้าแสน ต.อ้อมน้อย ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมา แต่ไม่วายมีคนเสื้อแดง 5 คน ที่หน้าร้านขายเครื่องไฟฟ้า ชูมือสัญลักษณ์เบอร์ 1 ใส่ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นรถขบวนแห่ต่อไปยังมหาวิทยาลัยพงษ์ศิริชัย และตลาดสินสมบูรณ์ ต.อ้อมน้อย ก่อนที่จะไปแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่งเสวยลูกชิ้นปลาปากซอยกระทุ่มล้ม 8 พุทธมณฑลสาย 4

ยัน “ทักษิณ” ต้องกลับมารับโทษก่อน

นายอภิสิทธิ์กล่าวกรณี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เสนอให้คุยเรื่องปรองดองหลังการเลือกตั้งว่า ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านหมายถึงอะไร อย่างไร แต่คิดว่าถ้าอยากจะคุยจริงๆ ไม่จำเป็นต้องรอหลังการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่นบอกว่าคนไทยจะให้อภัยเรื่องนิรโทษกรรม เพราะคิดว่าคนไทยให้อภัยได้ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คิดว่าเรื่องการให้อภัยเป็นเรื่องที่อยู่ในใจของคนไทย แต่คิดว่าการให้อภัยจะเกิดขึ้นจากคนที่สำนึกผิด ถ้ายอมรับผิดและสำนึกผิดจะเป็นเรื่องของการให้อภัย อันนั้นเป็นเรื่องปกติในสังคม การนิรโทษกรรมไม่ใช่เรื่องอภัย เพราะเรื่องอภัยโทษจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผิดหรือว่าได้รับการลงโทษ เมื่อถามย้ำว่าคงจะมีแนวทางขอประชามติจากประชาชนเพื่อให้เกิดการนิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คิดว่าวันที่ 3 ก.ค.ประชาชนจะต้องตัดสินใจว่า จะให้ประเทศชาติเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ที่จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ ต้องมีการประชามติทั้งประเทศเพื่อดูว่าจะสามารถล้างความผิดให้กับคน ในขณะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ เข้ามาแก้ปัญหาของเขามากกว่า เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ

ปัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าจะเข้าประเทศในเดือน พ.ย. ให้กระบวนการล้างความผิดเสร็จสิ้นก่อน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงจะเป็นแบบนั้น เพราะปกติสามารถกลับมาได้อยู่แล้ว ถ้าพร้อมกลับมารับโทษ ต่อข้อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่ามีมือพิเศษหรือมือที่มองไม่เห็น มาช่วยในการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่เห็นมี ยืนยันว่าไม่มีมือพิเศษ มีแต่มือของประชาชนที่ต้องเลือกในวันที่ 3 ก.ค.เลือกว่าจะเดินหน้าประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชน หรือเลือกพรรคการเมืองที่สนใจเรื่องของปัญหานักการเมืองอย่างพ.ต.ท.ทักษิณมากกว่าเมื่อถามว่าพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ระบุว่าจะไม่ยอมให้ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีกแล้ว นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ไม่มีหรอกครับรัฐบาลต้องตั้งในสภาฯ อยู่แล้ว” เมื่อถามว่าที่ผ่านมามีรัฐบาลไปตั้งในค่ายทหาร ตามที่ พล.ต.สนั่นระบุจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า “ไม่มีหรอกครับ ผมเองผมก็จำได้ว่าก่อนที่จะมีเลือกนายกฯครั้งที่แล้ว ท่านก็คุยกับผมดี ไม่เห็นมีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง”

หาเสียงโดนสาวรุมทึ้งจนบอบช้ำทั้งตัว

เมื่อเวลา 14.45 น. นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังท่าเรือวัดช่างเหล็ก ตลิ่งชัน เพื่อลงเรืออีแปะช่วยนายชนินทร์ รุ่งแสง ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขต 32 หาเสียงไปตามคลองชักพระ ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองพากันเดินออกมาดูที่ท่าน้ำ บางบ้านเตรียมพวงมาลัยมารอคล้องคอให้นายอภิสิทธิ์ ก่อนจะไปจอดเทียบที่ท่าตลาดน้ำตลิ่งชัน โดยนายอภิสิทธิ์ได้โชว์ลีลาผัดหมี่กรอบ จากนั้นได้ไปบริจาคเงินซื้อไขหล่อเทียนพรรษา ก่อนจะไปขึ้นเวทีปราศรัยย่อยที่ลานประชาคมเมือง หน้าสำนักงานเขตตลิ่งชัน หลังปราศรัยเสร็จนายอภิสิทธิ์ได้แวะไปใช้บริการนวดแผนโบราณ โดยหมอนวดแผนไทย 2 คนช่วยกันนวดเท้าและแขน โดยเฉพาะแขนด้านขวาเหนือข้อศอกที่ล้มในช่วงแข่งขันฟุตซอลกับเยาวชนชาวชุมชนสวนอ้อยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏมีรอยช้ำบริเวณเหนือข้อศอก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ช่วงนี้ช้ำไปหมด โดยเฉพาะที่ถูกสาวๆรุมทึ้งในช่วงการลงพื้นที่หาเสียง ระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลางมือซ้ายที่ติดปลาสเตอร์ยา เป็นรอยแผลเล็กน้อยที่ชาวบ้านมารุมกอดและข่วน จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางเข้าไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคต่อไป

“สุเทพ” ยัน ปชป.ไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์

วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปหาเสียงที่ตลาดสดแม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมกล่าวถึงภาพรวมของการรณรงค์เลือกตั้งที่เดินมาครึ่งทางว่า วันนี้การหาเสียงเลือกตั้งเดินมาได้เพียงครึ่งทาง ระหว่างนี้ต่อไปจนถึงวันเลือกตั้งก็อาจจะยังมีเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางด้านคะแนนเสียงได้ อยู่ที่การกำหนดยุทธศาสตร์การหาเสียงของแต่ละพรรค ดำเนินการกันต่อไป ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าเราไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง มีความหวังเต็มเปี่ยมว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับชัยชนะ ส่วนเรื่องอื่นๆที่เกิดขึ้นเป็นการปั่นกระแสของพรรคคู่ต่อสู้ ซึ่งมีการสั่งการมาโดยตลอดว่า ให้พยายามพูดจาแสดงให้เห็นว่าพรรคเขาจะชนะท่วมท้นได้คะแนนเสียง 270-280 ที่นั่ง ประชาชนจะได้เกิดความเข้าใจ เป็นการสร้างความเชื่อทางจิตวิทยา และก็จะมีคนจำนวนหนึ่งที่อยากจะเลือกคนชนะ ก็จะแห่ไปเลือกพรรคเขา ซึ่งเป็นยุทธวิธีเป็นการปฏิบัติการในเชิงการตลาดเท่านั้น แต่คิดว่าวิธีนี้ไม่น่าจะใช้ได้ผลในการหาเสียงเลือกตั้งคราวนี้ เพราะก่อนที่จะเดินมาถึงวันที่จะมีการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ มันได้ผ่านวันเวลากันมาหลายปี

ปัดวิจารณ์ “ยิ่งลักษณ์” กลัวถูกตีความ

เมื่อถามว่า ท่านบอกว่าเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด แต่ขณะนี้กระแสที่มีการปลุกปั่นค่อนข้างแรง และอาจจะจุดติดในสังคมแล้ว นายสุเทพย้อนถามว่า “คุณเชื่อว่าจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ ถ้าเชื่อก็จดเอาไว้ แล้วพิสูจน์กันว่าคุณกับผม ใครจะพูดเรื่องที่เป็นความจริงมากกว่ากัน ทำไมเราไปคิดประมาทคนไทยอย่างนั้น ทุกคนมีความคิดความเห็น สินค้าที่จะดี อยู่ที่คุณภาพด้วย ไม่ใช่อยู่ที่การโหมโฆษณาอย่างเดียว มันมีเวลาอีก 20 กว่าวัน เพื่อให้ประชาชนพิจารณา มันได้สำหรับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของประเทศ” เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่ถูกชูขึ้นเพื่อให้เป็นนายกฯ อาจจะไม่ได้เป็นนายกฯ นายสุเทพตอบว่า คงไม่ไปวิจารณ์อย่างนั้น เดี๋ยวพวกคุณก็ไปลงข่าวพาดหัวว่าไปสบประมาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 พรรคเพื่อไทย ก็จะยิ่งหนักกันไปใหญ่ ไม่พูดไม่ขอตอบคำถามอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณยิ่งลักษณ์เป็นอันขาด

ฟันธง ปชป.กวาด ส.ส.เกิน 200 ที่นั่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ประเมินในภาพรวมทั่วประเทศ ตัวเลขของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่เท่าไหร่ นายสุเทพหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “พูดไปก็โม้เปล่าๆ มันก็พูดกันไปเรื่อย เขาโม้เรา 270 ที่นั่ง ผมก็บอกว่าเราได้ 271 ที่นั่ง รวมแล้วมันเกิน 500 ที่นั่ง เกินไปหน่อย ฉะนั้น อย่ามาถาม เอาเป็นว่าผมมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเกิน 200 คะแนน เสียงแน่นอน” เมื่อถามว่า เชื่อมั่นว่าจะได้ 200 คะแนนเสียงขึ้นไป ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความมั่นใจตัวเลขอย่างไรบ้าง นายสุเทพตอบว่า พื้นที่ภาคอีสานคงได้ไม่มาก แต่ว่าได้มากกว่าเดิมจาก 5 คน ซึ่งเที่ยวนี้อาจจะได้ 10-20 คน มั่นใจว่าต้องได้มากกว่า จะมากกว่าเดิม 100-200% ไม่ว่าจะเป็นอุบลราชธานี ยโสธรและอำนาจเจริญ เมื่อถามว่าเป้าหมายพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าจะต้องให้ได้กว่า 60 ที่นั่งในบัญชีรายชื่อ นายสุเทพตอบว่า บอกแล้วว่าภาพรวมต้องเกิน 200 ถามว่าผู้แทนเขตได้เท่าไหร่ ผู้แทนบัญชีรายชื่อได้เท่าไหร่ คิดว่าบัญชีรายชื่อมี 125 คน พรรคเล็กๆมี 24-25 คน ก็คงทำได้รวมๆกัน ถ้าเช่นนั้นที่เหลืออีก 100 คน พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ไปแบ่งกัน คราวที่แล้วเลือกผู้แทนมา บัญชีรายชื่อคะแนนห่างกันอยู่ไม่ถึง 2 แสน คะแนน เรียกว่าตามกันแค่คนเดียว ครั้งนี้ถ้าใครได้เกิน 50 ก็มีโอกาสได้รับชัยชนะ

เชิญ “ยิ่งลักษณ์” ไปหาเสียงภาคใต้

เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะสามารถไปหาเสียงในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า ใครจะไปห้ามได้ มาจังหวัดไหนก็ได้ คนปักษ์ใต้ไม่มีพฤติการณ์ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องกังวลใจ ยินดีต้อนรับ ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ยืนยันว่าถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์มาจะไม่โดนต่อต้าน เหมือนกับที่นายกฯโดนกระทำ เนื่องจากว่าที่นายกฯโดนนั้น เป็นมวลชนจัดตั้งของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์จิตใจสูงไม่ไปก่อกวนใคร ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลหรือไม่ที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานนปช. จะให้คนเสื้อแดง เข้าไปตรวจสอบการเลือกตั้ง นายสุเทพตอบว่า ไม่กังวล ถ้าใครไปเชื่อเขาก็ตลกแล้ว เพราะคนที่จะมาตรวจสอบจะต้องเป็นกลาง ถ้าสังคมไปยอมรับสิ่งเหล่านี้ก็ตลกเรื่องนี้แล้วแต่ทาง กกต. ไม่พูดก้าวก่ายเป็นหน้าที่เขา แต่ถ้าใครจะแต่งตั้งให้คนเสื้อแดงมาคุมการเลือกตั้งนั้น คงไม่ยอมรับ เพราะเป็นพวกเดียวกัน มาทำตัวเป็นกรรมการ รู้อยู่แล้วกรรมการกับนักมวยเป็นข้างเดียวกัน แล้วมาชกจะไหวหรืออย่างนั้น

รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เคยตั้งในค่ายทหาร

นายสุเทพกล่าวถึงผลโพลที่ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์นำพรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่ทราบโพลล่าสุดดังกล่าว และไม่ทราบว่ามีปัจจัยใดที่ทำให้ผลโพลเปลี่ยน แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มเข้าใจ และเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น จากการลงพื้นที่ของผู้สมัครของพรรค เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่าคงไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก นายสุเทพตอบว่า ขอปฏิเสธว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เคยตั้งในค่ายทหาร ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และ พล.ต.สนั่นก็ไม่จำเป็นต้องออกมาประกาศ เพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง คือการเลือกนายกฯโดย ส.ส.เป็นผู้โหวต จากนั้นจึงเป็นการรวมตัวจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล

นายสุเทพยังกล่าวตำหนิการกระทำของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้น ซึ่งไม่ได้กระทบอะไรกับฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ หรือการหาเสียงเลือกตั้ง แต่จะทำให้เกิดความแตกแยกและความขัดแย้งกันมากขึ้น ซึ่งขัดต่อคำพูดของเพื่อไทยเองที่ต้องการสร้างความปรองดอง แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวประชาชนจะเห็นธาตุแท้ของเพื่อไทยเอง

จวกเพื่อไทยหาเสียงสร้างความสับสน

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยใช้วิธีการหาเสียงด้วยการสร้างความสับสน โดยเฉพาะกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ระบุว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรองดอง จะรวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วยว่า เป็นการฉวยโอกาสในช่วงที่สังคมวิตกเกี่ยวกับความวุ่นวายในการเมืองจึงถือโอกาสผูกวาระส่วนตัว วาระครอบครัวชินวัตรเข้ากับวาระประเทศ จากคดีทุจริต พ.ต.ท.ทักษิณให้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดอง ถือเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนและสังคม ว่าหากคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ถูกล้างผิด บ้านเมืองก็จะไม่สามารถสงบได้ อีกทั้งยังมีการทำให้ประชาคมโลกวิตกว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะทำให้ทางเลือกระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยแตกต่างกันมากขึ้น

“ชวรัตน์” ไปช่วย “ศุภมาส” เดินหาเสียง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันเดียวกัน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปช่วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 11 พรรคภูมิใจไทย หาเสียงที่ตลาดเมืองทองนิเวศน์ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ โดยได้พบกับทีมหาเสียงของนายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งผู้สมัครทั้ง 2 พรรคได้จับมือทักทายและต่างบอกว่าเป็นพี่น้องกัน นอกจากนี้ระหว่างการเดินหาเสียงได้มีหญิงสาววัยกลางคนได้มอบดอกไม้ และหอมแก้มนายชวรัตน์จนลิปสติกติดแก้มเป็นรอยริมฝีปาก ทำให้นายชวรัตน์ยิ้มเขิน ส่วนกองเชียร์ ส่งเสียงเฮกันลั่น ทั้งนี้ นายชวรัตน์ได้โชว์ปิ้งหมูสะเต๊ะและช่วยแม่ค้าตักข้าวต้มขายด้วย จากนั้น ขึ้นรถแห่หาเสียงที่ตลาดท่าทราย เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง ระหว่างทางก็มีชาวบ้านส่งเสียงเชียร์ และมอบดอกไม้ให้กับ น.ส.ศุภมาสและนายชวรัตน์เป็นระยะๆ

บอกใบ้การเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร

นายชวรัตน์กล่าวว่า ขณะนี้มั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย นายชวรัตน์ตอบว่า ทางการเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร คำพูดนี้ยังใช้ได้อยู่ อะไรที่ทำให้บ้านเมืองปรองดอง เจริญรุ่งเรืองก็จะทำตามแนวทางนั้น โดยความปรองดองเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟอร์มรัฐบาล เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย นายชวรัตน์ตอบว่า ไม่ใช่หัวหน้าพรรคพูด ขณะที่หาเสียงอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นจุดขายเลยพูดออกมา แต่ไม่เป็นสาระสำคัญ แต่เมื่อไหร่หัวหน้าพรรคไปพูดกันถึงจะเป็นสาระสำคัญ

หวั่นซ้ำรอยรัฐบาล “สมัคร–สมชาย”

นายศุภชัยกล่าวถึงกรณีข่าวทูตจากหลายประเทศเชิญนักการเมืองหารือ เกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยสมัยนายสมัคร สุนทรเวช หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯว่า เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังไว้ ทราบมาว่าเป็นกลุ่มทูตแฟรนด์ออฟไทยแลนด์ เชิญกลุ่มนักการเมืองทุกพรรคไปพูดคุย เป็นการสะท้อนว่าเราจะต้องร่วมมือกัน เพื่อทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป ลดความขัดแย้ง ยกตัวอย่างเช่น นายสมัครเป็นนอมินี นายสมชายเป็นแฟมิลี่ยังไปไม่รอด แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่เป็นโคลนนิ่งจะเป็นอย่างไร จึงอยากให้บรรยากาศการหาเสียงเบาลง เพื่อลดความขัดแย้งที่ตามมา

“ยิ่งลักษณ์” สั่ง พท.ปรับกลยุทธ์หาเสียง

เมื่อเวลา 07.30 น. วันเดียวกัน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่1พรรคเพื่อไทยกล่าวก่อนออกเดินทางลงพื้นที่ หาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคที่ จ.เชียงราย ว่าการลงพื้นที่วันนี้ไม่ซ้ำกับรอบที่ผ่านมา เพราะภาคเหนือมีพื้นที่กว้าง ทำให้ต้องลงพื้นที่หลายรอบ เมื่อถามว่าล่าสุดที่โพลสำรวจออกมาว่า คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นในแถบภาคอีสาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า โพลเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการสำรวจเบื้องต้น ทั้งนี้ ยังเหลือเวลาลงพื้นที่อีก 3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง โดยต้องมีการปรับกลยุทธ์บ้างในการช่วยเหลือผู้สมัครที่จะเจาะแต่ละเขตตามจังหวัดต่างๆ ต้องใช้เวลาพอสมควร ทั้งนี้ยอมรับว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ส่งผลกระทบกับพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ต้องการขอให้เจ้าหน้าที่มีความเป็นกลาง เพื่อความเสมอภาคของแต่ละพรรคการเมือง เมื่อถามว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเป็นการส่งสัญญาณให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ขณะนี้ยังพอมีเวลา ขอให้ผลการเลือกตั้งออกมาก่อน

ยืนยันไม่ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามบิน จ.เชียงราย น.ส.ยิ่งลักษณให้สัมภาษณ์อีกครั้ง กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าการออกแถลงการณ์ไม่ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่คำพูดของหัวหน้าพรรคและการเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวรว่า พรรคเพื่อไทยยังคงยึดตามมติและแถลงการณ์ของพรรค ที่จะไม่ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกันและคงจะไม่มีการพลิกผันเกิดขึ้นส่วนการออกมาแสดงจุดยืนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่จะไม่จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารนั้นเป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะการเลือกตั้งต้องยึดเสียงประชาชน อย่างไรก็ตามไม่ทราบว่าการออกมาพูดในลักษณะดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณในการจะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ส่วนกรณีที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ฟันธงว่าพรรคที่ 3 จะได้จัดตั้งรัฐบาลนั้น ตนเห็นว่าควรรอดูผลการเลือกตั้งก่อนแต่โดยธรรมเนียมแล้ว พรรคที่ได้เสียงข้างมากจะต้องได้จัดตั้งรัฐบาล

ไม่ยุ่งย้าย ผกก.สภ.แม่ริมเพราะแดงป่วน

“สำหรับกรณีการจับกุมอาวุธระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคได้กำชับผู้สมัครให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ กกต. เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และคะแนนนิยมของพรรคเพราะเชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ” น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีการโยกย้าย ผกก.สภ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จากเหตุการณ์คนเสื้อแดงป่วนการหาเสียงของนายอภิสิทธิ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่าเรื่องโยกย้ายเราไม่ก้าวก่ายแต่อยากให้มีความยุติธรรม ไม่เกี่ยวการเมือง การย้ายช่วงนี้ก็ต้องดูรายละเอียดผู้ที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจงสาเหตุการโยกย้ายดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงเรียนบ้านป่ามึ่น ต.ปล้อง อ.เทิง น.ส.ยิ่งลักษณได้เดินทางมาปราศรัยหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มารับฟังหลายพันคน โดยได้ชูนโยบายแก้ปัญหาราคาสินค้าไม่ให้มีการผูกขาด แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งให้กับคนเชียงราย ตั้งกองทุนสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท เพื่อนำไปร่วมพัฒนาฝีมือแรงงานจากนั้นแวะทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาด อ.เทิง ก่อนเดินทางไปปราศรัยที่โรงเรียนบุญเรืองวิทยาคม อ.เชียงของ โดยมีประชาชนให้การต้อนรับกว่าหมื่นคน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ปราศรัยเป็นภาษาเหนือ บอกว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะเร่งสร้างสะพานเชื่อมเชียงของ-ลาว และจะสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เชื่อมมาถึง จ.เชียงราย

จี้เคารพเสียงประชาชนหลังเลือกตั้ง

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และอดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ทูตหลายประเทศสอบถามสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล และหลังการตั้งรัฐบาลอาจมีปัญหาเกิดขึ้น คล้ายกรณีรัฐบาลนายสมัครและนายสมชายว่า พรรคเพื่อไทยอยากเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม และความสนใจของทูตและสื่อต่างประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้การเลือกตั้งเที่ยงธรรม และเมื่อประชาชนตัดสินแล้ว ทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินชี้ขาดของประชาชน ส่วนประเด็นปัญหาที่อาจเกิดหรือไม่เกิดหลังจากการตั้งรัฐบาลนั้น ล้วนเป็นการคาดการณ์ทั้งสิ้น พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าถ้าเราเคารพกติกาประชาธิปไตย และเคารพการตัดสินใจของประชาชน ปัญหาคงจะไม่เกิด รัฐบาลควรมีความมั่นคงและทำงานให้ประชาชนได้ เพราะถ้าเราไม่ยอมรับผลเลือกตั้งและป่วนไม่เลิก ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ทำงานไม่ได้ทั้งนั้น ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกฝ่ายเคารพผลเลือกตั้งที่ประชาชนชี้ขาดแล้วหรือไม่มากกว่า

“ต้องยอมรับว่าทูตหลายประเทศมาจากประเทศที่เป็นประชาธิปไตย และการยอมรับผลของการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ประเทศไทยกำลังเดินสู่จุดนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนไทยบางกลุ่มต้องเรียนรู้ที่จะเคารพเสียงของประชาชน แล้วบ้านเมืองก็จะเดินไปได้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม” นายนพดลระบุ

“ชุมพล”หาเสียงสวนลุมฯเจอสาวเสื้อแดง

เมื่อเวลา 06.10 น. วันเดียวกัน ที่สวนลุมพินี นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และเดินรณรงค์หาเสียงแจกแผ่นพับกับประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนลุมพีนี โดยขณะเดินแจกแผ่นพับได้พบกับกลุ่มเสื้อแดงกว่า 10 คน ที่มาเต้นแอโรบิก นายชุมพลจึงเข้าไปร่วมเต้นแอโรบิกด้วย

นายชุมพลกล่าวว่า ช่วงแรกชื่อพรรคไม่ค่อยปรากฏ จากสื่อและโพล แต่ช่วง 2-3 วันนี้ใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะมีชื่อพรรคชาติไทยพัฒนาปรากฏอยู่บ้างอย่างไร ก็ตามการตอบรับของพรรคช่วงหลังกระเตื้องขึ้น แต่ก็ ไม่มากเท่าที่ควรหากเทียบกับพรรคใหญ่ แต่เราก็พยายาม เต็มที่ อย่างน้อยขอพรรคชาติไทยพัฒนาคืน 24 ที่นั่ง บวกอีก 10 ที่ถูกยึดไป ขอกลับคืนมา 35 ที่นั่ง ไม่ทราบ ว่าจะได้หรือไม่ เมื่อถามว่าจะเคลียร์ใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลกับนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการประชุม ครม. หรือไม่ นายชุมพลตอบว่า ไม่ต้องให้เกียรติขนาดนั้น ที่พูดไปก็ในฐานะครูบาอาจารย์ ที่พูดไปตามความรู้สึกระหว่างนายกฯกับตน หรือระหว่างพรรค ไม่มีปัญหาอะไรกัน ที่พูดไปไม่ได้มีความสำคัญอะไร เพียงแต่สื่อ เสนอข่าวไม่ตรงกับความจริง ตนเป็นเพียงผู้รับข่าวสาร และที่พูดไม่ได้รู้สึกน้อยใจ เพราะการเมืองน้อยใจไม่ได้ และคำพูดของนายกฯก็คือว่าเป็นเรื่องปกติในช่วงหาเสียง

เลี่ยงตอบข่าวจับขั้วย้ำต้องปรองดอง

เมื่อถามว่าแสดงว่าถ้าจับมือกันตั้งรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายชุมพลตอบว่า ถ้าพรรคอยู่ตรงข้าม ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้วจะชูนโยบายปรองดองได้อย่างไร ดังนั้น เราจะเป็นคนกลาง เขาจะทะเลาะกัน อาตี๋คนนี้ จะเป็นคนกลางดูแลให้  เมื่อถามว่ามองอย่างไรการจัดสูตร รัฐบาลของนายกฯที่จะจับมือกับพรรคภูมิใจไทย  นายชุมพล กล่าวว่า ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นก็ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ ดูแล้วคงจะลำบาก เพราะรัฐธรรมนูญของไทยไม่เหมือนประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส ที่จะให้พรรคที่หนึ่งหรือที่ สองมาตั้งรัฐบาลร่วมกัน แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จับมือ กับพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ดี บ้านเมืองจะได้เรียบร้อย เพราะเป็นวัตถุประสงค์ของพรรคอยู่แล้ว บ้านเมืองจะได้ เดินทางต่อไปได้ สังคมไม่แตกแยก อยากให้ลืมกันให้ หมดแล้วไปตั้งต้นกันใหม่ ถ้าจะเอาความแค้นมาเป็นตัวตั้ง เมื่อถึงวันเลือกตั้งก็ไม่มีความสงบ บ้านเมืองก็เป็นผู้รับเคราะห์ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด ปัญหาใหญ่มาจากนักการเมือง

อ้าง “เสธ.หนั่น” ไม่เอาทหารแค่อารมณ์ค้าง

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายออกมาพูดถึงอำนาจพิเศษ โดยเฉพาะ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่ยอมให้จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร นายชุมพลตอบว่า ขอยืนยันเรื่องนี้ไม่มีเด็ดขาด ที่พูดไปเป็นเรื่องของอารมณ์ค้างเก่าเท่านั้นเอง ตนเชื่อว่า ไม่มีเด็ดขาด ขอให้สบายใจได้ อย่าพูดทำให้เกิดความเสียหาย หรือเลวร้ายขึ้นมาอีก อยากให้บรรยากาศการ เลือกตั้งเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และปูทางไปสู่ความปรองดอง สังคมจะได้เลิกแตกแยก ถือข้างถือหางกัน ที่พูดขึ้นมา เป็นเรื่องที่เกิดในอดีตเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวตั้งในอนาคต ประชาชนยังเป็นใหญ่แน่รับรองทุกคนหวังผลในการเลือกตั้งครั้งนี้

“เรื่องอำนาจพิเศษเป็นเรื่องในอดีตอย่าไปโยงในอนาคต เรื่องของประชาธิปไตยจะมีอำนาจพิเศษได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนเคารพแล้ว ผมยืนยันได้เลยว่าไม่มี แต่ครั้งที่แล้วเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ดังนั้น ขอให้เดินตามครรลองประชาธิปไตยเคารพเสียงประชาชนใครได้มากอันดับขอให้จัดตั้งรัฐบาลก่อน เพราะฉะนั้นเลิกเสีย ทีเรื่องความหลัง อย่าจมอยู่ในอดีต เพราะไม่มีประโยชน์อะไรกับประเทศชาติ” นายชุมพลกล่าว

“เสธ.หนั่น”ลุยถิ่นแดงเจอสวนไม่มีใจให้

เมื่อเวลา 08.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯและที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินทางมาช่วยลูกพรรคชาติไทยพัฒนาหาเสียงที่เชียงใหม่ ได้เดินทางมากราบไหว้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย จากนั้นได้เดินทางขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เพื่อนมัสการพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ จากนั้นได้เวียนเทียนพร้อมทำพิธีสรงน้ำพระธาตุฯ จากนั้นได้เดินทางไปที่ตลาดต้นพยอมด้วยรถจักรยานปรองดอง และได้เข้าทักทายบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ซึ่งก็ได้เสียงตอบรับพอสมควร ต่อมาได้เดินทางไปยังตลาดวโรรสและตลาดต้นลำไย ซึ่งเป็นถิ่นที่มั่นสำคัญของคนเสื้อแดงเชียงใหม่ โดยหน้าตลาดจะติดธงสีแดงเรียงรายไปหมด พล.ต.สนั่นได้เดินเข้าไปทักทายพ่อค้าแม่ค้า ชูหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีหัวข้อข่าว “ไม่ขอตั้งรบ.ในค่าย เสธ.หนั่นลั่น” ให้พ่อค้าแม่ค้าดูเพื่อเอาใจ พร้อมบอกว่า พรรคตนมีแต่ปรองดอง แต่โดนพวกแม่ค้าตะโกนกลับมาว่า ที่นี่จะเลือกเบอร์ 1 ทั้งคนและพรรค ไม่มีใจให้พรรคไหนอีก รอให้พรรคเพื่อไทยได้ก่อนแล้วค่อยมาปรองดองกัน ทำให้ พล.ต.สนั่นถึงกับบ่นว่า “ถิ่นนี้คงหาคะแนนไม่ได้แน่แล้ว” จึงได้เดินทางกลับออกไปทันที โดยไปหาเสียงในศูนย์การค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ตพลาซ่า เชียงใหม่ แทน

เรื่องนิรโทษกรรมต้องรอจังหวะเวลา

พล.ต.สนั่นกล่าวว่า เรื่องนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณอย่าเพิ่งเอามาพูดกันเลย ในวันนี้พูดถึงการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เสียก่อน เรื่องนิรโทษกรรมหลายฝ่ายก็เห็นด้วยและอีกหลายฝ่ายก็ไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้อยุติมันยังไม่มี เมื่อยังไม่มีข้อยุติ ก็เห็นว่าขอให้ผ่านไปเสียก่อนดีกว่า ในตอนนี้พูดเรื่องการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลให้แล้วเสร็จเสียก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ หากพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลจะต้องมีการคุยกันอย่างไรให้ไปสู่แนวทางที่ปรองดองกันตามที่พรรคชาติไทยพัฒนาวางไว้ พล.ต.สนั่นตอบว่า ในเรื่องนี้ก็ต้องคุยกับผู้นำตัวจริงก่อน แต่เป็นใครยังไม่รู้ ก็ต้องคุยกัน หากยังไม่คุยกันแล้ว ตั้งมาแล้วก็ไม่มั่นคง ก็จะต้องพูดกันถึงเงื่อนไขอะไรบ้างในการเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่ว่าเขาชวนก็ไปเลยโดยไม่มีข้อแม้อะไร ประเด็นก็คือจะทำให้รัฐบาลไม่มั่นคง จึงต้องพูดจากันให้รู้เรื่องก่อน ไม่ถามเลยหรือว่าหากเขามาร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา จะต้องมีข้อแม้อะไรบ้าง ในเรื่องที่จะนิรโทษกรรม พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ในตอนนี้ยังไม่ขอตอบ รอให้ถึงเวลานั้นค่อยมาพูดคุยกัน เรื่องนิรโทษกรรมต้องดูจังหวะเวลา

“ชูวิทย์” หาเสียงตลาดนครศรีธรรมราช

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ตลาดนัดเทศบาลนคร-นครศรีธรรมราช ต.ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้นำคณะลงพื้นที่หาเสียงจากพ่อค้าแม่ค้าและคนที่มาซื้อของ โดยนายชูวิทย์กล่าวว่า “ท่านรักใครชอบใครลงคะแนนเสียงไปเลย ชอบประชาธิปัตย์ก็เลือกไปเลย” แต่บ้านใดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 10 คน ให้ลงคะแนนให้ชูวิทย์สัก 2 คน บ้านใดมี 5 คน ให้ชูวิทย์สัก 1 คนก็พอ เมื่อนายชูวิทย์ได้เดินผ่านเขียงขายหมู ได้มีชาวบ้านที่กำลังยืนซื้อกระดูกหมู ขอให้นายชูวิทย์ช่วยสับให้ โดยนายชูวิทย์ได้ชูขวานที่ใช้สับหมูพร้อมทำหน้าตาขึงขัง และบอกว่าจะขอเข้าไปเป็นฝ่ายค้าน และจะใช้ขวานสับพวกทุจริตคอรัปชันโกงกินบ้านเมือง เรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก

นายชูวิทย์กล่าวว่า ประชาชนเขาเบื่อนักการเมืองน้ำเน่าอยากให้นักการเมืองทุกคนปรองดองกันจริง หลังเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. ตอนดึกๆ คอยดูก็แล้วกันว่า ใครเข้าบ้านใครแล้วมาจับมือโชว์สื่อกัน แค่นี้ก็ทำให้ประชาชนเขาเบื่อแล้วตนอยากให้นักการเมืองทำงานเพื่อประชาชนกันจริงๆบ้าง

“โสภณดำนุ้ย”อ้อนขอคะแนนคนกรุง

ที่สวนสัตว์ดุสิต เวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายโสภณ ดำนุ้ย ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 5 พรรคชาติพัฒนา–เพื่อแผ่นดิน ได้เดินทางมารณรงค์หาเสียงอ้อนคนกรุงเทพฯขอเป็นทางเลือก เพื่อเข้ามาบริหารจัดการระบบสิ่งแวดล้อม สร้างพื้นที่สีเขียว ด้วยการปลูกต้นไทรทองทั่ว กทม. และจะกำจัดขยะพลาสติกด้วยการนำไปรีไซเคิลเป็นน้ำมัน เบนซินพร้อมชูนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กับกัมพูชา ด้วยการทำปางช้างกว่า 300 เชือก ที่ จ.สุรินทร์ เพื่อให้ควาญช้างมีอาชีพไม่ต้องออกมาเร่ร่อนใน กทม. และเป็นอุทยานแสดงประวัติศาสตร์ของช้างตั้งแต่สมัยอดีตที่ออกรบปกป้องเอกราชบ้านเมือง คาดว่าปางช้างจะสร้างงาน เป็นทางผ่านของนักท่องเที่ยวที่จะไปนครธมกว่า 1 ล้านคนต่อปี มีเงินหมุนราว 2 พันล้านบาท นำมาเป็นเงินบริหารจัดการปางช้างได้สบายๆ จากนั้นเริ่มต้นสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เดินแจกแผ่นพับ ให้อาหารสัตว์ พร้อมสร้างสีสันด้วยการนำงูเหลือมทองมาพันคอ เป็นที่สนใจของผู้มาเที่ยวในสวนสัตว์เขาดินเป็นอย่างมาก

กกต.เชื่อต่างชาติยอมรับผลเลือกตั้ง

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีต่างประเทศเตรียมจะส่งตัวแทน เข้าสังเกตการณ์เลือกตั้งของประเทศไทยว่า การสังเกตการณ์เลือกตั้งจะได้รับการอนุญาตให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์อย่างแน่นอน เพราะเราต้องการให้ต่างประเทศยอมรับการเลือกตั้งของประเทศไทย ตอนนี้ กกต.กำลังพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ใครเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ได้บ้าง เรื่องนี้ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ห้าม ในการเลือกตั้งปี 50 นานาชาติก็ให้การยอมรับ เมื่อถามว่าหากมีการระบุว่าการเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ไม่โปร่งใสจะทำอย่างไร นายประพันธ์ตอบว่า อย่าคาดการณ์อะไรล่วงหน้า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานานาชาติก็ให้การยอมรับผลการเลือกตั้งของเรา และการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็มีความพร้อม เมื่อถามว่าตอนนี้มีการร้องเรียนว่าผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อบางคนของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยังไม่ได้ลาออกจากบอร์ดของสำนักงานงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการผิดระเบียบการลงรับสมัครเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติการลงสมัคร นายประพันธ์ตอบว่า ยังไม่ได้รับเรื่อง หากมีร้องเรียนเข้ามา กกต.พร้อมที่จะตรวจสอบ เมื่อถามถึงเรื่องการจัดทำโพลของสำนักต่างๆในช่วงนี้ นายประพันธ์ตอบว่า กฎหมายไม่ได้ห้ามไว้ แต่ระบุเพียงว่าห้ามเปิดเผยผลโพลก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน

คนไทยในต่างแดนเลือกตั้งล่วงหน้าวันแรก

น.ส.พรรณพิมล สุวรรณพงศ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ 93 แห่งใน 26 ประเทศ ได้เปิดให้คนไทยในต่างประเทศลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 12-24 มิ.ย. ส่วนตัวเลขผู้ลงทะเบียนนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.มีจำนวน 145,696 คน และอาจจะมีเพิ่มจากการส่งไปรษณีย์ไปที่สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ล่าช้าบ้าง ก็จะนับยอดจากการส่งบัตรลงคะแนนเลือกตั้งรวมกันเลย สำหรับวันที่ 12 มิ.ย.วันแรกมีการจัดการเลือกตั้งแบบคูหา 11 ประเทศ ได้แก่นิวซีแลนด์ ไต้หวัน ลิทัวเนีย บรูไน กัมพูชา ญี่ปุ่น ศรีลังกา กานา ไนจีเรีย ซาอุดีอาระเบียและมาดากัสการ์ โดยจัดให้หย่อนบัตรเลือกตั้งที่หน่วยงานของราชการ วัด โรงแรมและสัญจรไปตามบริษัทรวมทั้งแคมป์คนงาน นอกเหนือจากส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ จากนั้นทางสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ จะรวบรวมบัตรเลือกตั้งส่งถึงประเทศไทยภายในวันที่ 29 มิ.ย.

พันธมิตรฯ ตระเวนรณรงค์โหวตโน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกว่าพันคน นำโดย พล.ร.ท. ประทีป ชื่นอารมณ์ กรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย และนายศรัณยู วงศ์กระจ่าง แกนนำพันธมิตรฯ ได้นำรถดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียง ร่วมกิจกรรมรณรงค์ เดินแจกเอกสารและสติกเกอร์รณรงค์โหวตโน อย่าปล่อยให้นักการเมืองดูถูกประชาชน และสติกเกอร์อย่าปล่อยสัตว์เข้าสภาฯ จากสามแยก ถ.วิทยุไปยังสี่แยกเพลินจิต สิ้นสุดที่สนามกีฬาแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และกากบาทในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโน ตามยุทธศาสตร์ดาวกระจาย ตลอดเส้นทางมีประชาชนให้ความสนใจแสดงสัญลักษณ์ทำมือเป็นรูปกากบาทเพื่อสื่อถึงการโหวตโน และมีบางส่วนไม่พอใจไม่รับแผนเอกสาร แต่ไม่มีความรุนแรงอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนกลุ่มพันธมิตรฯ จะเดินทางกลับสะพานมัฆวานรังสรรค์

ผบ.ตร.ฉุนสั่งหามือปล่อยโพลสันติบาล

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า สตช.ไม่ได้มีหน้าที่ทำโพลเลือกตั้ง ตำรวจสันติบาลไม่เคยทำโพลออกมา และไม่ได้สั่งให้ตำรวจหน่วยไหนทำโพล แต่ตำรวจสันติบาลเป็นหน่วยข่าวต้องวิเคราะห์สถานการณ์แข่งขันในพื้นที่ และการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อหามาตรการป้องกันการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยไม่ใช่ทำโพล กฎหมายเลือกตั้งระบุไว้ชัดเจนว่า การเปิดเผยข้อมูลโพลก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน หรือก่อนปิดหีบนับคะแนน ถือว่าเป็นความผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะต้องดำเนินการกับผู้ที่เปิดเผยข้อมูล ในเรื่องนี้มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานด่วน เพราะข่าวที่ออกไปมีความคลาดเคลื่อนข้อเท็จจริง จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าที่มาของข่าวมาจากที่ใด คิดว่าเป็นเรื่องคนที่แอบอ้างว่า ตำรวจสันติบาลเป็นคนจัดทำโพล ทั้งที่ไม่ได้ทำ ขอยืนยันว่าตำรวจสันติบาลไม่ได้ทำโพลเลือกตั้งขึ้นมา

พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก สตช. แถลงข่าวภายหลังการประชุม ศรส.ลต.ตร.ว่า ขณะนี้มีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง 7 คดี มีการทำลายป้ายหาเสียงจำนวน 1,527 ป้าย มีการแจ้งความดำเนินคดี 32 คดี มีผู้สมัครขอรับการคุ้มครอง 319 คน นอกจากนี้มีผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กรณีมีผู้นำเงินติดบัตรหาเสียงของตนไปแจกจ่าย โดยยืนยันว่าไม่ได้ทำและถูกกลั่นแกล้ง

จับตาเชียงราย นครสวรรค์ นราธิวาส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ที่ประชุม ศรส.ลต.ตร. ได้มีการประชุมประเมินสถานการณ์การเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยมีการกำหนดพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ 3 ระดับ คือ เหลือง ส้ม และแดง ใน 40 เขตเลือกตั้ง 24 จังหวัด พื้นที่เหลืองมี 3 จังหวัด ได้แก่ กทม. เขต 11 เขต 13 เขต 18 เขต 19 เขต 27 เขต 29 จ.ปัตตานี เขต 3 และ จ.ยะลา เขต 2 พื้นที่สีส้ม 20 จังหวัด ได้แก่ กทม.เขต 28 จ.นนทบุรี เขต 5 เขต 6 จ.ปทุมธานี เขต 2 เขต 3 จ.สมุทรปราการ เขต 7 จ.อยุธยา เขต 1 เขต 5 จ.ลพบุรี เขต 2 จ.ปราจีนบุรี เขต 2 จ.ชลบุรี เขต 6 จ.นครราชสีมา เขต 7 จ.บุรีรัมย์ เขต 6 จ.อุบลราชธานี เขต 2 เขต 8 จ.สกลนคร เขต 1 เขต 3 เขต 6 จ.เชียงราย เขต 5 จ.พะเยา เขต 1 จ.แม่ฮ่องสอน เขตเลือกตั้งเดียวทั้งจังหวัด จ.ลำปาง เขต 2 เขต 4 จ.พิษณุโลก เขต 1 จ.ราชบุรี เขต 1 เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช เขต 4 และ จ.ภูเก็ต เขต 2 สำหรับพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดที่มีการแข่งขันกันสูง และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ได้แก่ จ.เชียงราย เขต 4 จ.นครสวรรค์ เขต 1 และ จ.นราธิวาส เขต 3

โพลชี้คนอยากฟังนโยบายมากกว่าด่ากัน

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลได้รายงานผลการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน เรื่อง “หาเสียงเลือกตั้งอย่างไร จึงจะถูกใจประชาชน” สรุปว่าสิ่งที่ประชาชนอยากฟังหรืออยากรู้ในการหาเสียงคือ ร้อยละ 31.41 อยากเห็นนโยบายที่ชัดเจนและสิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าประชาชนอยู่ดีมีสุข ร้อยละ 28.20 อยากเห็นการพัฒนาชุมชนให้เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจหมุนเวียน ร้อยละ 25.07 การให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนเรื่องที่มีความสำคัญระดับชาติ เช่น การศึกษา ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน ฯลฯ เมื่อถามว่า สิ่งที่ประชาชนไม่อยากฟังหรือไม่อยากรู้คือ ร้อยละ 38.13 การพูดจาพาดพิงบุคคลอื่นให้เสียหาย ใส่ร้ายป้ายสี ร้อยละ 34.81 เรื่องที่ไม่เป็นความจริง เรื่องโกหก หลักฐานเท็จ สำหรับสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกกับผู้สมัคร ส.ส.ที่กำลังหาเสียงคือ ร้อยละ 35.26 การหาเสียงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้วิธีสกปรก ช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของนักการเมือง และร้อยละ 18.40 ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ขอให้ยอมรับตามความเป็นจริง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้