ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    'กรณ์'หวั่นน้ำมันพุ่งไม่หยุด ดีเซลจะทะลุ30บาท

    ไทยรัฐออนไลน์11 เม.ย. 2554 16:20 น.
    SHARE

    “กรณ์” เตรียมถก “มาร์ค”หาแนวทางดูแลราคาน้ำมันกระฉูด รับ รัฐบาลแบกภาระพยุงดีเซลไม่ได้ตลอด หากตลาดโลกยังพุ่งไม่หยุด ลั่นต้องรักษาวินัยการคลังไม่ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ ระบุ ยังไม่เร่งสรุปใช้ภาษีน้ำมันอุ้ม เพราะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

    เมื่อวันที่ 11 เม.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นอยู่ที่ระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงภาระที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องแบกรับในการตรึงราคาขายปลีก น้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมมาตรการเอาไว้เพื่อดูแลประชาชน  อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากรัฐบาลยังคงมีกำลังในการที่จะตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน รัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการต่อไป แต่ก็ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ไทยเองก็ไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอดไป ประกอบกับรัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงวินัยการคลังของประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าเมื่อถึงจุดที่รัฐบาลจะต้องปล่อยให้มีการลอยตัวน้ำมันดีเซล ก็จะเป็นไปในลักษณะทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบมากเกินไปในระยะสั้น

    “เมื่อราคาน้ำมัน ดิบในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันก็คงไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอด ไป ซึ่งก็จะไม่มีคำว่า หนีความจริง เพราะรัฐบาลต้องรักษาวินัยทางการคลังของประเทศเอาไว้ ยืนยันว่าเราไม่มีนโยบายบริหารให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ ก่อนที่จะหยุดยาวช่วงสงกรานต์ก็จะมีการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีในราย ละเอียด ซึ่งหลักๆ แล้ว แนวทางปฏิบัตินั้น หากมีการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลจริง ก็คงจะทำในลักษณะทยอยปรับขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันได้รับผลกระทบ” รมว.คลัง กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น ต้องมีการทบทวนรายละเอียดต่างๆ ว่า หากปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันฯลง ทำให้รายได้ที่สูญเสียไปมีผลอย่างไรหรือไม่กับการที่รัฐบาลจะนำไปดูแล ประชาชนในด้านอื่นๆ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากปรับลดภาษีก็มีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์

    “ ภาษีหากจะมองว่า สูงก็มีมุมที่สูง จะมองว่าต่ำก็ต่ำได้ เพราะสัดส่วนภาษีต่อราคาน้ำปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ขณะเดียวดันก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า รายได้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลถือเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล ถ้าปรับลดผู้ได้ประโยชน์ก็มีส่วนหนึ่ง ผู้เสียประโยชน์ในส่วนของความสามารถในการดูแลประชาชนในมุมกว้างก็มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสรุปในส่วนของการใช้ภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซล เพราะต้องพิจารณาให้รอบคอบ” รมว.คลัง กล่าว

    นายกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ของค่าเงินบาทที่แข็งในขณะนี้ ว่า ภายหลังจากที่กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการดูแลไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง ขณะที่สกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านแข็งค่าขึ้นกว่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลใจมากนักใน ระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะยาวนั้นก็ยังคงไม่เหมือนเดิมไม่มีอะไรน่า เป็นห่วง เพราะข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ

    ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นปัจจุบันก็ถือว่ามีส่วนช่วยไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคปรับขึ้นมากเกินไป เนื่องจาก กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นในการซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพราะถ้าเงินบาทอ่อนค่าขณะนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบก็ปรับสูงขึ้น จะทำให้ไทยต้องแบกรับภาระและประสบปัญหาหนักขึ้น แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นจึงทำให้ภาระในการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันอยู่ในราคาที่ต่ำ ซึ่งก็ถือเป็นผลดีที่เงินบาทแข็งค่าช่วยกดไม่ให้ราคาสินค้าที่ประชาชนปรับ สูงขึ้นมาก จนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน สำหรับในส่วนของผู้ส่งออกเองก็ถือว่าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการแข็งค่าของประเทศคู่แข่ง ก็ไม่ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด

    สำหรับการประชุมรัฐมนตรี อาเซียน ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ประเด็นหลักที่หารือกันในที่ประชุมฯ คือ แนวโน้มการหาความร่วมมือเพิ่มเติมทางด้านการเงินการคลัง การหาแนวร่วมในวิธีการกำหนดอัตราภาษีโดยเฉพาะภาษีทีเกี่ยวข้องกับการลงทุน เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า ไม่อยากให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนแข่งกันลดภาษี เพื่อจูงในนักลงทุนประเทศอื่นๆ ทำให้ประเทศอาเซียนโดยรวมเสียประโยชน์ และหารือถึงความจำเป็นในการเร่งรัดหาความร่วมมือที่จับต้องได้มากขึ้น ระหว่างตลาดทุนต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เพราะหากแยกกันมีตลาดทุนก็ทำให้ขาดประ สิทธิภาพในแต่ละตลาด นอกจากนั้น ที่ประชุมได้หารือถึงข้อสรุปที่จะร่วมกันจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคของ อาเซียน ในวงเงินประเดิม 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการและลักษณะของโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยไทยจะเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภาในการนำงบประมาณเป็นทุนประเดิม วงเงิน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 19:03 น.