Thairath Logo
กีฬา

มีแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไร จึงจะถือว่าเมา

โดย ทนายเจมส์
16 เม.ย. 2562 12:30 น.
Share :

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และน้อยคนนักจะทราบ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติจราจรทางบก ซึ่งมีการประกาศกฎกระทรวงเพิ่มเติมหลังจากที่มีประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติจราจรทางบก เพื่อกำหนดเงื่อนไขหรือรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บางครั้งเปิดพระราชบัญญัติอ่าน ก็อาจจะไม่พบรายละเอียดทำให้เกิดการสับสน และเกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่

ในวันนี้จะมาคุยกันในเรื่องของกฎกระทรวงฉบับที่ 16 พ.ศ. 2537 ซึ่งถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ. 2560 รายละเอียดที่มีการแก้ไขนั้น เน้นไปในเรื่องของปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดรวมไปถึงอายุของผู้ที่ถูกทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เนื่องจากปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดมีผลทําให้ประสิทธิภาพในการควบคุมยานพาหนะลดลง ซึ่งผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยหรือมีประสบการณ์ในการขับขี่น้อย แม้จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเพียงเล็กน้อยก็มีผลทําให้ความสามารถในการควบคุมยานพาหนะลดลงได้ เป็นเหตุผลให้มีการกําหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดให้เหมาะสําหรับผู้ขับขี่ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนนจากผู้ขับขี่ยานพาหนะที่เมาสุรา

กรณีที่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา เว้นแต่ผู้ขับขี่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ หรือมีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว หรือมีใบขับขี่สำหรับรถประเภทอื่น หรือไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกพักใบอนุญาตขับขี่ ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2560) ออกตามความใน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 แก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“ข้อ 3 ถ้ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเมาสุรา (1) กรณีตรวจวัดจากเลือด เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เว้นแต่ผู้ขับขี่ในกรณี ดังต่อไปนี้ มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

(ก) ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(ข) ผู้ขับขี่ซึ่งได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์
(ค) ผู้ขับขี่ซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่สําหรับรถประเภทอื่นที่ใช้แทนกันไม่ได้
(ง) ผู้ขับขี่ซึ่งไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หรืออยู่ระหว่างถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่”

ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ

(2) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น

มาตรา 160 ตรี ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงหกปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

สรุป 1. เมาแล้วขับ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5 พัน ถึง 2 หมื่นบาท
2. เมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บ จำคุก 1 ปีถึง 5 ปี และปรับ 2 หมื่น ถึง 1 แสนบาท
3. เมาแล้วขับชนคนบาดเจ็บสาหัส จำคุก 2 ปีถึง 6 ปี และปรับ 4 หมื่น ถึง 1 แสน 2 หมื่นบาท
4. เมาแล้วขับชนคนตาย จำคุก 3 ปีถึง 10 ปี และปรับ 6 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท

สุดท้ายนี้ การขับขี่ยานพาหนะ แม้ว่าจะไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็ยังเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง ดังนั้น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จึงทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุ อันก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวท่านเองและผู้อื่น หากจะดื่มควรหาคนขับไปด้วย หรือใช้บริการรถสาธารณะจะเป็นการลดอุบัติเหตุได้ครับ

สำหรับท่านที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook : ทนายเจมส์ LK

อ่านเพิ่มเติม...
ปริมาณแอลกอฮอล์ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดพระราชบัญญัติจราจรทางบกเมาสุราโทษเมาแล้วขับคนดังนั่งคุยทนายเจมส์กฏหมาย