Thairath Logo
กีฬา

การเมืองลุกเป็นไฟ พลังประชารัฐ ชม 250 ส.ว.-ช่วยแก้ได้

Share :

คนร่างรธน.มองขาด! เพราะความชาญฉลาด ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ

“สมศักดิ์” ดับฝันรัฐบาลแห่งชาติ มั่นใจไม่ถึงทางตันยังตั้งรัฐบาลปกติได้ ชมเปาะคนร่าง รธน.มองเกมขาด ใช้ 250 ส.ว.เป็นตัวช่วย บอก “ที่เตรียมการมาได้ใช้จริง” พท.ไม่เล่นด้วย “ชัยเกษม” ชี้คือปฏิวัติซ้ำ ขอเดินบนเส้นทาง ปชต.ที่ล้มลุกคลุกคลานยังดีกว่า “นพดล” ย้ำเสียงปริ่มน้ำไม่ใช่ข้ออ้าง ตอก สนช.อย่ามาตีขลุมประเคนเก้าอี้ให้พรรคเล็ก กลุ่มอีสาน พท.เชื่อยุคนี้ไม่มีใครกล้าเป็นงูเห่า อนาคตใหม่ก็ไม่เอา ขัด รธน.ชัดเจน “เทพไท” ย้ำข้อเสนอเพื่อหาทางออก ปชป.ไม่ได้ประโยชน์ เมิน พปชร.ต้าน เพราะหวังเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว “จุรินทร์” มองอาจมีพลิกผันอีก เย้ยมือร่าง รธน.ตีโจทย์ไม่แตก “บัญญัติ” ปัดข่าวมั่วต่อรองเก้าอี้ ปธ.สภา ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งสรุปยอดพิจารณาคำร้องก่อนเลือกตั้งเสร็จทั้ง 576 คดี

ปมปัญหาหลักเกณฑ์และวิธีคิดคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงมีได้ ยังต้องรอผลการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันเริ่มมีการจุดประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ช่วยผ่าทางตันการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดกรณีเสียงปริ่มน้ำ ทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ

“สมศักดิ์” ดับฝันรัฐบาลแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า ถ้าสังเกตให้ดีคนที่คิดถึงรัฐบาลแห่งชาติคือคนในกลุ่มหรือฝ่ายที่มีคะแนนเสียงไม่มั่นคงไม่ถึง 250 เสียงใช่หรือไม่ จึงพยายามชวนไปหารัฐบาลแห่งชาติ แต่สถานการณ์คงไม่ไปถึงทางตันเช่นนั้น เชื่อว่าจะจัดตั้งรัฐบาลปกติได้ คนที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญออกมาให้ความชัดเจนแล้ว มีแนวทางและวิธีคำนวณให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยึดเป็นแนวปฏิบัติเป็นทางออกสำหรับทุกเรื่องได้ ดังนั้นเรื่องความรุนแรงคงไม่มี รัฐบาลแห่งชาติที่พูดกันเชื่อว่าไม่มี สุดท้ายแล้วพรรคการเมืองที่มีอยู่จะปรับตัวเข้าหากันได้ ไม่มีใครอยากถอยกลับไปสู่ความวุ่นวายขัดแย้ง ทุกคนพร้อมทำงานเพื่อบ้านเมือง

ชมเปาะคนร่าง รธน.มองขาด

เมื่อถามว่า การที่มีเสียงปริ่มน้ำ พรรคพลังประชารัฐจะตั้งรัฐบาลยากหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ผู้ที่เขียนรัฐธรรมนูญวิเคราะห์ไว้ก่อนแล้ว จึงมี ส.ว.ช่วยทำให้บรรยากาศไม่รุนแรง หากรัฐธรรมนูญไม่พูดถึง ส.ว. 250 คน วันนี้การเมืองอาจลุกเป็นไฟ เป็นความฉลาดของผู้ร่างที่ทำให้สมการออกมา และเดินต่อไปได้ ที่เตรียมการมาได้ใช้จริง คนเขียนมองได้ขาด เมื่อถามว่า พรรคการเมืองควรคุย หรือทำสัตยาบันหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ดูบรรยากาศถ้าทำสัตยาบันคงเป็นไปไม่ได้ เหมือนกลุ่มแรกที่เปิดตัวทำกันหลังการเลือกตั้งเสร็จ สุดท้ายอาจไม่ใช่ เพราะยังไม่รู้ว่ามีเสียงกันอยู่เท่าไร นโยบายแต่ละพรรคร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ทุกพรรคควรห่วงเรื่องประเทศชาติมากกว่า ที่ผ่านมาเรามีบทเรียนให้เห็นแล้วหากยังดึงดันกันอยู่ แก้ปัญหาไม่ได้ และบานปลายไปใหญ่โต

พท.ยอมเดินล้มลุกคลุกคลาน

ขณะที่นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม หนึ่งในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติว่า เป็นไปได้ที่มีคนคิดอยากให้มีเช่นนั้น เพราะมองว่าพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ถ้าได้เสียงข้างมาก แต่ตนไม่เห็นด้วย เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญและเดินมาถึงขนาดนี้แล้วควรว่าตามกติกา แม้เป็นประชาธิปไตยที่ล้มลุกคลุกคลานแบบนี้ก็ตาม เชื่อว่าผู้ที่มาโดยประชาธิปไตยไม่มีใครเห็นด้วย แต่ถ้าต้องเกิดรัฐบาลแห่งชาติขึ้นจริง ควรเป็นรัฐบาลแห่งชาติที่อายุสั้นที่สุด และต้องเป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย เพื่อมาแก้รัฐธรรมนูญที่ทำให้เกิดปัญหาติดขัดและเป็นอุปสรรค เมื่อแก้ปัญหาสิ้นสุดลงแล้วต้องให้มีรัฐบาลใหม่ทันที เพราะเชื่อว่าต่างชาติก็ไม่เห็นด้วย ทำให้ขาดความเชื่อถือ กลายเป็นการปฏิวัติซ้ำ

เสียงปริ่มน้ำกระทบเสถียรภาพ

นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า การที่ฝ่ายบริหารมีเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรปริ่มน้ำ จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายและผ่านกฎหมายต่างๆ ได้เต็มที่ เหมือนรัฐบาลที่ถือเสียงข้างมากในสภาฯ จำนวนมาก โดยหลักแล้วรัฐบาลที่มีเสถียรภาพควรมีเสียงประมาณ 300 เสียงในสภาฯ เพราะปัญหาเรื่องเสถียรภาพจะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย แต่การจะนำไปสู่รัฐบาลแห่งชาติหรือไม่นั้น การที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไม่ได้มีผลเชื่อมโยงไปถึงรัฐบาลแห่งชาติซะทีเดียว เชื่อว่าทุกฝ่ายอยากเห็นรัฐบาลใหม่เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มาแก้ปัญหาประเทศเฉพาะหน้า และคิดว่าหลังวันที่ 9 พ.ค. เมื่อ กกต.ประกาศรับรอง ส.ส.แล้ว คงมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

ตอก สนช.อย่ามาตีขลุมเอาเอง

นายนพดลกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่วิทยา ผิวผ่อง อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นว่าพรรคเล็กที่ได้คะแนนใกล้เคียง ส.ส.พึงมี ควรได้รับการปัดเศษให้ได้รับ ส.ส.นั้น นายวิทยามีสิทธิแสดงความคิดเห็น แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ค่อนข้างชัดเจนพรรคที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องผ่านบันไดขั้นแรกคือมีคะแนนถึงจำนวน ส.ส.พึงมี ประมาณ 71,000 คะแนนเสียก่อน การไปตีความเช่นนั้นไม่น่าจะสอดคล้องกับบทบัญญัติกฎหมาย เรื่องนี้ทั้งนักวิชาการทางกฎหมาย นักวิชาการทางด้านคณิตศาสตร์ จากสถาบันชั้นนำต่างๆ ล้วนตีความไปในทิศทางเดียวกันกับท่าทีของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อ กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็ต้องติดตามดูว่าศาลจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับจะพิจารณาอย่างไรคงต้องรอติดตาม สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นบทเรียนให้สังคมไทยเรียนรู้ว่าการร่างกฎหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น และสามารถปฏิบัติได้จริง จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวม

เตือนยืดเยื้อเศรษฐกิจดิ่งเหว

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าการจัดตั้งรัฐบาลยังยืดเยื้อออกไปเท่าไร ยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนจนอาจถึงขั้นวิกฤติได้ ภาคเอกชนที่เป็นตัวจักรสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ออกมาส่งสัญญาณเตือนหลายครั้งว่าหากล่าช้าออกไปถึงไตรมาสที่ 4 อาจทำให้เศรษฐกิจปี 2562 เติบโตแค่ร้อยละ 3.5 แม้แต่ รมว.คลังยังยอมรับ หากฝ่ายการเมืองยังแสวงหาอำนาจโดยไม่เคารพกติกา เชื่อว่าผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่ทุกคนคาดคิด ทางออกนี้ง่ายเหมือนเส้นผมบังภูเขา แค่ฝ่ายการเมืองยอมรับในกติกาให้พรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ถ้าทำไม่ได้จึงเป็นสิทธิของพรรครองลงไป ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น องค์กรอิสระก็ทำงานได้อิสระ ได้รัฐบาลที่ตรงความต้องการของประชาชน

เชื่อยุคนี้ไม่มีใครกล้าเป็นงูเห่า

นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ กรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การรวบรวมเสียง ส.ส.จัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐ หากคิดจะเอาเสียงของฝ่ายตรงข้ามไปสนับสนุน มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะก่อนเลือกตั้งการเมืองแบ่งข้างกันชัดเจน ประชาชนจับตาอยู่ใครขยับจะถูกวิจารณ์หนัก คงไม่มีใครกล้าเป็นงูเห่าในสมัยนี้ เพราะนักการเมืองถูกบังคับด้วยประชาชน ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งข้างกันชัดเจน แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา การตัดสินใจของประชาชนไม่ใช่แค่เลือกพรรคที่ชอบ แต่เลือกข้างว่าจะยืนฝ่ายต่อท่ออำนาจ หรือฝ่ายตรงข้าม มันมีเส้นแบ่งที่ประชาชนเห็นได้ชัดเจน เชื่อว่านักการเมืองมีอุดมการณ์ ใครคิดขายตัวลำบากแน่ แม้จะมีปัจจัยก้อนโตมาล่อตาก็ตาม ต้องเสียผู้เสียคนหรืออาจไปถึงพี่น้องวงศ์ตระกูลด้วย มั่นใจว่าว่าที่ ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครย้ายขั้วแน่นอน

ดักคอจะใช้อภินิหาร ก.ม.อีกหรือ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คณะทำงานสื่อสารการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่พรรคพลังประชารัฐยืนยันจะทำทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมเสียง ส.ส.ให้ได้เกิน 251 เสียง จัดตั้งรัฐบาลนั้น สังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ วันครอบครัว แต่พรรคพลังประชารัฐกลับหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องการเมือง ทำไม่ถูกจังหวะเวลา ควรรอ กกต.ประกาศผลวันที่ 9 พ.ค. นี่กลับกระเหี้ยนกระหือรือป่าวประกาศจะตั้งรัฐบาล โดยหลักการพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มาอันดับหนึ่ง ต้องมีสิทธิก่อน แต่พรรคอันดับสองกลับประกาศจะทำทุกอย่างเพื่อตั้งรัฐบาลนั้น ไม่รู้ว่าจะมีการใช้อภินิหารทางกฎหมายอีกหรือไม่

“นคร” ขอก้าวข้าม “ทักษิณ” ซักที

นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พิษณุโลก และสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยสร้างวาทกรรม “เผด็จการ-ประชาธิปไตย” ว่า ไม่ใช่วาทกรรม แต่เป็นระบอบการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและอีกหลายพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ใช้เป็นแนวทางหาเสียง การที่พรรคกลุ่มนี้ได้รับเลือกเข้ามามาก หมายความว่าประชาชนจำนวนมากเห็นด้วยกับแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยเคารพในเสียงประชาชน เชื่อในการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของประชาชน เห็นได้จากกรณีพรรคเศรษฐกิจใหม่ ทุกพรรคจะถูกจับตาจากประชาชน ขอให้นักการเมืองบางคน บางพรรค หยุดสร้างวาทกรรมผูกโยงกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯซักที ควรให้ความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่มั่นคง ยั่งยืนกว่าตัวบุคคล ต่างจากระบอบเผด็จการ ที่ได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจของประชาชน โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วย

“เทพไท” ย้ำเสนอเพื่อหาทางออก

วันเดียวกัน นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ และนายกฯคนกลางนั้น เพราะเห็นว่าหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป การเมืองจะต้องมีความคืบหน้า ไม่ใช่ว่าทั้ง 2 ขั้วยังก้ำกึ่ง ตกลงเรื่องรวมเสียงตั้งรัฐบาลกันไม่ได้แบบที่เป็นอยู่นี้ หากมองข้ามไปถึงกรณีที่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถรวมเสียง ส.ส.ตั้งรัฐบาลได้ แต่การบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นลักษณะรัฐบาลปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพ จึงเห็นว่าข้อเสนอนี้น่าจะเป็นทางออกได้ และอาจมีคนเห็นด้วย ก็รอฟังความเห็นจากคนอื่นเช่นกัน เท่าที่ทราบมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นด้วย ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาตั้งใจจะเป็นรัฐบาลอยู่แล้ว

ทำในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค

นายเทพไทกล่าวอีกว่า เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ใช่ว่าเพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวน ส.ส.น้อย จึงมาเสนอเรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เพียงเห็นว่าทางออกนี้จะมีประโยชน์กับทุกฝ่าย แม้แต่พรรคอนาคตใหม่ เพราะมีจุดยืนชัดเจน คือไม่ต้องการการสืบทอดอำนาจ และรัฐบาลแห่งชาติสามารถมาร่วมกันแก้ไขรัฐ– ธรรมนูญในส่วนที่มีปัญหาได้ ขอเพียงแค่ว่าใครเห็นตรงกันเราก็มาคุยกัน พรรคประชาธิปัตย์เองก็ร่วมรัฐบาลแห่งชาติได้ เมื่อถามย้ำว่าการเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นหนึ่งในสี่นายกฯคนกลาง อาจถูกมองว่าทำเพื่อพรรคตัวเอง นายเทพไทตอบว่า พูดในนามส่วนตัว และชื่อนายชวนที่ตนเสนอถือเป็นลำดับทางเลือกสุดท้ายด้วยซ้ำ แต่มีประสบการณ์ มีความอาวุโส มีบารมีทางการเมือง มีประวัติที่ดี ที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ในแคนดิเดตนายกฯพรรคประชาธิปัตย์ สามารถนำเสนอได้

“จุรินทร์” มองอาจมีพลิกผันอีก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ คือไม่ปกติทั้งกติกา ทั้งการจัดตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจบางอย่าง ดังนั้นการเมืองจากนี้จะยังไม่นิ่ง ทั้งผลการเลือกตั้ง หรือประกาศรับรองผลเลือกตั้งแล้วทุกอย่างยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอย่างไร การเลือกนายกฯจะเป็นไปอย่างที่คาดการณ์หรือไม่ มันยังมีเงื่อนไขปัจจัยที่ต้องติดตาม เมื่อถามว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่สะท้อนถึงกลุ่มคนที่ร่างกติกาทำให้เกิดปัญหา นายจุรินทร์ตอบว่าเงื่อนไขที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล เริ่มจะเป็นปัญหาให้เห็น ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือสองขั้วที่แข่งกันจัดตั้งรัฐบาล โดยขั้วหนึ่งถ้ารวมเสียงข้างมากในสภาฯได้ อาจไม่มีเสียงพอที่จะเป็นนายกฯได้ แต่อีกขั้วหนึ่งถ้าเป็นนายกฯได้ ยังมีคำถามว่าสุดท้ายจะเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯหรือไม่ ล้วนเป็นผลจากรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงต้องรอผลเลือกตั้งให้นิ่งก่อน

เย้ยมือร่าง รธน.ยังคาดไม่ถึง

เมื่อถามย้ำว่า แต่สภาพที่เป็นอยู่คือ ทั้งสองขั้วไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็มีเสียงปริ่มน้ำ เป็นผลจากรัฐธรรมนูญปี 60 ที่มุ่งเน้นแก้กรณีรัฐบาลมีเสถียรภาพมากเกินไป นายจุรินทร์ตอบว่า เคยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ตั้งแต่ตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าผู้ร่างก็คงคาดไม่ถึงว่าสุดท้ายผลจะออกมาอย่างนี้ เดิมอาจคิดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ ถึงขั้นกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องอยู่ฝ่ายรัฐบาล ให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯได้ และออกแบบรูปแบบการเลือกตั้งให้เป็นบัตรใบเดียว เพราะคาดหวังว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นเบี้ยหัวแตก สามารถรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ง่าย แต่เอาเข้าจริงผลกลับตรงกันข้าม เกิดภาวะสองขั้วการเมืองที่ปริ่มน้ำ ไม่อยากเรียกร้องให้ใครแสดงความรับผิดชอบ แต่คงเป็นบทเรียนแก่คนร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้

“บัญญัติ” ปัดข่าวมั่วต่อรอง ปธ.สภา

ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการยื่นเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเพียงตำแหน่งเดียว โดยไม่เอาเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหวังสกัดงูเห่าป้องกันพรรคแตก ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อว่า ทราบจากข่าวแล้ว เป็นข่าวปล่อยข่าวลวง เพื่อสร้างกระแสการเมืองแน่นอน แต่ที่ยังสงสัยคือเป็นการจงใจปล่อยออกมาจากใคร เพื่อประโยชน์อะไร หรือถ้าเกิดมีคนจากพรรคประชาธิปัตย์ตามที่อ้างแหล่งข่าว ว่ามีการไปติดต่อขอเจรจากับพรรคใดๆ ขอได้เข้าใจว่านั่นคือการอุปโลกน์ตั้งตัวเป็นแกนนำขึ้นมาเอง โดยที่พรรคไม่รู้เห็นด้วย ดังนั้น พรรคต่างๆอย่าเสียเวลาไปร่วมเจรจาต่อรอง เพราะจะเป็นการสูญเปล่า และยังจะทำให้การเมืองไทยดูเป็นเรื่องน้ำเน่าเพิ่มขึ้นไปอีก ยืนยันต้องเป็นการตัดสินร่วมกันโดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ร่วมกับ ส.ส.ใหม่ หลังวันที่ 9 พ.ค. ที่ กกต.จะประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อนค.ไม่เอา รบ.แห่งชาติขัด รธน.

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า พรรคพูดหลายครั้งแล้วว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่มีจริง ขัดรัฐธรรมนูญชัดเจนเพราะกำหนดไว้ต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน และต่อให้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็ขัดหลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล อย่างนั้นไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ ถ้าเรารังเกียจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คสช. เพราะเป็นเผด็จการ ไม่พอใจ สนช. เพราะเป็นสภาตรายาง การเป็นรัฐบาลแห่งชาติจะทำให้อยู่ในสถานะเดียวกับ คสช. และ สนช. เชื่อประชาชนคาดหวังการเลือกตั้งมาก คงไม่มีใครอยากกลับไปเป็นเหมือน คสช. และ สนช.แน่นอน อย่าพยายามบอกว่านี่เป็นข้อเสนอผ่าทางตัน วันนี้ที่ทางตันเพราะฝ่ายที่รวบรวมเสียงข้างมากไม่ได้แต่พยายามจัดตั้งรัฐบาล เราไม่ต้องการ คสช. สืบทอดอำนาจ และต่อให้ไม่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ถ้ามีพรรคพลังประชารัฐที่สืบทอดอำนาจของ คสช. ก็ไม่ต่างอะไร

ซัด “วรงค์” อย่าดูถูกประชาชน

น.ส.พรรณิการ์ยังกล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า การที่คนรุ่นใหม่ชักชวนพ่อแม่ ผู้สูงอายุไปเลือกพรรคคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ไม่รู้จักจนทำให้เกิดกระแสคล้อยตามอาจทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย จึงต้องดูแลลูกหลานไม่ให้ถูกชักจูง ว่า เป็นสิทธิของ นพ.วรงค์ที่จะพูด และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะตัดสิน นพ.วรงค์ว่า ทัศนคติแบบนี้สร้างสรรค์หรือไม่ การบอกถูกชักจูงให้คล้อยตามเป็นการดูถูกวิจารณญาณ และดูถูกเสียงประชาชน ไม่ได้สร้างสรรค์ใดๆ ประเทศผ่านการเลือกตั้งมาแล้วมองไปข้างหน้าดีกว่า วิจารณ์แบบนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ประเทศไทยคงไม่ต้องการนักการเมืองแบบนี้

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งสรุปยอด

อีกเรื่อง นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า สถิติการพิจารณาคดีร้องขอให้วินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ของผู้สมัคร ส.ส.ก่อนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้วินิจฉัยคดีมีลักษณะคดี เช่น กรณีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับสมัคร หรือเพิ่มชื่อเป็นผู้สมัคร กรณีผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับสมัครหรือเพิ่มชื่อเป็นผู้สมัคร กรณีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ที่ให้ถอนการรับสมัครตามคำร้องของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้สมัครอื่น และกรณีผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งขอให้ถอนชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

576 คดีพิจารณาเสร็จสิ้นทั้งหมด

นายสุริยัณห์กล่าวต่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งก่อนวันเลือกตั้งทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนด และได้รายงานผลสรุปคดีวินิจฉัยระหว่างวันที่ 4 ก.พ.-23 มี.ค. ทั้งหมดจำนวน 576 คดี ดังมีรายละเอียดดังนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.-8 มี.ค. รวมคดีเลือกตั้ง ส.ส.จำนวน 366 เรื่อง แบ่งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 62 เรื่อง ส.ส.แบบแบ่งเขต 290 เรื่อง และขอถอนชื่อ 14 เรื่อง มีคดีที่เสร็จไป 366 เรื่อง แบ่งเป็นยกคำร้อง 277 เรื่อง รับสมัคร/ประกาศรายชื่อ 50 เรื่อง อนุญาตให้ถอนคำร้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ 25 เรื่อง ให้ถอนชื่อ 10 เรื่อง และให้เพิ่มชื่อ 4 เรื่อง ส่วนคดีระหว่างวันที่ 9 มี.ค.-23 มี.ค. รวมคดีถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง 210 เรื่อง แล้วเสร็จทั้งหมด ขณะนี้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ย้ายไปเปิดทำการยังอาคารศาลฎีกาแห่งใหม่ ที่สนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 12 เม.ย.แล้ว ส่วนคดีหลังการเลือกตั้งเสร็จเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ยังไม่มีการส่งเข้ามายังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ กกต.พิจารณาวินิจฉัยก่อน

อ่านเพิ่มเติม...
พรรคพลังประชารัฐรัฐบาลแห่งชาติ250 ส.ว.สมศักดิ์ เทพสุทินเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อข่าวหน้า1