Thairath Logo
กีฬา

โค้งสุดท้ายก่อน "คืนหมาหอน" เปิดสารพัดวิธี "ซื้อเสียง" ไม่ได้มีแค่แจกเงิน

Share :

“ซื้อเสียง” ยังเป็นกลยุทธ์การทุจริตเลือกตั้งที่ “คลาสสิก” ที่สุด และคงอยู่คู่กับการเมืองไทยมานานแสนนาน แต่วิธีการแจกเงินมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น และไม่ต้องหอบเงินไปแจกใน “คืนหมาหอน” ก่อนวันเลือกตั้ง แค่เพียงอย่างเดียว...

ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ไล่เรียงสารพัดกลโกงการเลือกตั้ง นานาวิชามาร เกมใต้ดิน ที่เอาไว้ใช้ซื้อเสียงประชาชน จะมีวิธีการอะไรบ้างไปดู...

------

สรุป : รูปแบบการใช้เงิน “ซื้อเสียง” ในอดีตที่ผ่านมา มักใช้วิธีและรูปแบบอย่างง่ายๆ โดยการ “แจกเงิน” แต่ปัจจุบันนั้น วิธีการซื้อเสียงมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยมีวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ซื้อเสียงผ่านการจัดเลี้ยง พาไปเที่ยว แจกสิ่งของ
2. ซื้อเสียงผ่านการจ่ายเงินค่าเดินทางให้ไปเลือกตั้ง
3. ซื้อเสียงผ่านการปล่อยกู้ โดยคิดดอกเบี้ยถูก และเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง ก็ประกาศยกดอกเบี้ยและหนี้ให้
4. ซื้อเสียงผ่านการจ่ายค่าโทรศัพท์
5. ซื้อเสียงผ่านการเปิดรับแทงพนัน ถ้าผลเลือกตั้งเป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็จ่ายเงินให้ผู้แทง
6. ซื้อเสียงผ่านการแจกบัตรสิทธิพิเศษ นำบัตรไปซื้อของฟรี เติมน้ำมันฟรี

------

ย้อนกลับไปในสนามเลือกตั้ง ปี 2549 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นักวิชาการประจำศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และที่ปรึกษาสมัชชาคนจน (ตำแหน่งในสมัยนั้น) ได้ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนไว้ว่า รูปแบบลักษณะของการซื้อเสียงในโค้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในภาคอีสาน สามารถแบ่งได้ ดังนี้

1.การซื้อเสียงผ่านหัวคะแนน ซึ่งแต่ละพรรคพยายามยึดหัวคะแนนเอาไว้ และโค้งสุดท้ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าหัวคะแนนของแต่ละพรรคจะพลิกผันในนาทีสุดท้ายอย่างไร เพราะหัวคะแนนคือบุคคลสุดท้ายที่จะกำชัยชนะให้แก่พรรคการเมืองนั้นๆ ได้ การทุ่มปัจจัยไปยังหัวคะแนนจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งของทุกพรรค

2.การใช้เงินซื้อเสียงผ่านการจัดเลี้ยง การพาไปเที่ยวและการแจกสิ่งของ 3.ประการที่สาม การซื้อเสียงสำหรับคนที่จะมาลงคะแนนเสียงล่วงหน้าจะมีการจ่ายให้กับครอบครัวที่มีบุตรหลานไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้คนเหล่านั้นกลับมาลงคะแนนเสียงล่วงหน้าก่อน โดยจะจ่ายให้เสียงละ 500 บาท และจะเพิ่มค่ารถต่างหาก

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ราคากลางต่อหัวขยับจาก 100-200 บาทมาเป็น 300-500 บาท โดยเฉพาะ 500 บาทจะเป็นที่มั่นหมายของพรรคการเมืองที่จะใช้เงินชี้ขาดชัยชนะ สำหรับยุทธศาสตร์ที่ถือว่า สำคัญมากของการซื้อเสียงโค้งสุดท้าย มีอยู่ 2 ประการ

“ประการที่ 1 พรรคที่มีอิทธิพลสูงจะไปจัดการซื้อเสียงก่อน และจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือชายฉกรรจ์เข้าไปเฝ้าผู้สมัครจากพรรคอื่นหรือหัวคะแนนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ซื้อเสียง และคอยจ้องจับหัวคะแนนหรือคนซื้อเสียงของพรรคอื่น”

“ประการที่ 2 การซื้อตัวผู้สมัครคู่แข่งเพื่อไม่ให้สู้และให้ถอนตัวจากการเลือกตั้งในราคาตั้งแต่ 10 ล้านขึ้นไป บุคคลที่ถูกซื้อจะเป็นผู้สมัครที่ในช่วงแรกๆ จะมีกระแสดี แต่ในระยะหลังระบบน้ำหล่อเลี้ยงหาย ทำให้หัวคะแนนที่เคยสนับสนุนเคว้งคว้าง ผู้สมัครเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตข้าราชการ เมื่อถอนตัวแล้วจะได้ทั้งเงินและได้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งที่ดีขึ้น" นายสมเกียรติ กล่าว

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เคยจัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวเรื่อง “ธนาพิบัติ : มหันตภัยเลือกตั้ง 2548” โดยมีผู้เข้าร่วมการเสวนา ประกอบด้วย นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์, นายวรินทร์ เทียมจรัส เลขานุการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

นายอัษฎางค์ กล่าวอีกว่า รูปแบบการใช้เงินซื้อเสียงในอดีตที่ผ่านมา สังคมไทยมักใช้วิธีและรูปแบบอย่างง่ายๆ โดยการให้เงินผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แกนนำชุมชน และวัด โดยให้ในรูปของการบริจาค

ต่อมาภายหลัง รูปแบบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเปลี่ยนไป เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนมากกว่าเดิม เช่น 1.การพาคนไปทัศนศึกษาตามสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ โดยวิธีนี้มักทำกันก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

2.การปล่อยกู้ โดยคิดดอกเบี้ยถูก และเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง ก็ประกาศยกดอกเบี้ยและหนี้ให้ ซึ่งวิธีการดำเนินการตรวจสอบเพื่อเอาผิด สามารถทำได้ยากขึ้น

“อาชีพนักการเมือง ผมเห็นว่าเป็นอาชีพที่สามารถสร้างความร่ำรวยให้คนได้มากที่สุด เพราะจากประสบการณ์ตรงของผม ลูกศิษย์ที่สอนมา เมื่อก่อนแค่เงินค่าข้าวแม่ค้ายังไม่มี ผมยังต้องไปจ่าย แต่พอมีโอกาสเข้าในวงการเมือง เป็นผู้ติดตามรัฐมนตรี กลับมีเงินเก็บเป็นร้อยล้านพันล้าน” นายอัษฎางค์ กล่าว 

ส่วน นายวรินทร์ กล่าวว่า การรณรงค์หาเสียงในปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากการติดป้ายหาเสียงธรรมดา มาเป็นการจ้างบริษัทโฆษณา เพื่อมาจัดการรับผิดชอบประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นจำนวนเงินมหาศาล และเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งในประเทศไทย ก็ต้องพูดถึงกลวิธีการทุจริตของบรรดานักเลือกตั้งทั้งลาย ซึ่งวรินทร์ บอกว่าพวกวิธีเก่าๆ เช่น แจกเงิน หรือแจกสิ่งของนั้น มันธรรมดาไปแล้ว

ส่วนกลวิธีใหม่ๆ หรือที่นักการเมืองนำมาใช้กันอย่างคึกคักในการเลือกตั้ง เท่าที่องค์กรกลางรวบรวมได้นั้น ประกอบด้วย

1.จ่ายค่าโทรศัพท์ - วิธีนี้ถือเป็นการจ่ายเงินซื้อเสียงอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่แยบยลว่าการแจกเงินธรรมดา โดยผู้สมัครจะเก็บเบอร์มือถือของประชาชนในพื้นที่ไปทั้งหมด และจะไปจ่ายให้ช่วง 1-2 เดือนก่อนวันลงคะแนน

2.ยุทธวิธีขายตรง หรือไดเร็กเซลล์ - เรียกว่าเป็นเทคนิคการซื้อเสียงเป็นกลุ่ม ซึ่งหวังผลได้เกือบ 100% โดยอาจจะจัดประชาชนเป็นกลุ่มละ 10 คน มีตัวแทน 1 คน เป็นคนคุมเสียงแล้วจัดไปเที่ยว ไปทัศนาจร โดยทำกันก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการซื้อเสียงแบบระยะยาว

3.เปิดรับแทงพนัน - เมื่อถึงช่วงใกล้ๆ วันเลือกตั้ง ผู้สมัครที่มีเครือข่ายโยงใยกับโต๊ะบอล หรือบ่อนการพนันในพื้นที่ จะเข้าไปตั้งราคาให้ประชาชนแทง แล้วถ้าผลการเลือกตั้งเป็นไปอย่างที่ต้องการ ก็จ่ายเงินให้กับประชาชนที่แทงเข้ามา ถือเป็นการซื้อเสียงผ่านโต๊ะพนัน

4.แจกบัตรสิทธิพิเศษ - พบมากในจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งมีร้านค้าปลีกหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตจำนวนมาก โดยผู้สมัครจะแจกบัตรพิเศษนี้ เพื่อให้ประชาชนไปเติมน้ำมัน หรือซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตในราคาถูก หรือให้ฟรีเลย

"ซื้อเสียง" จะมีอยู่จริง หรือเป็นแค่คำกล่าวอ้าง
คงไม่ต้องให้ใครมาให้คำตอบ เพราะตัวคุณเองนั่นแหละที่รู้ดี...

อ่านเพิ่มเติม...
ซื้อเสียงโกงเลือกตั้งซื้อเสียง เลือกตั้งแจกเงิน ซื้อเสียงข่าวร้อนเลือกตั้ง