วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เทียบนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปลุกฝันมนุษย์เงินเดือน

เทียบนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ปลุกฝันมนุษย์เงินเดือน

  • Share:

เทียบนโยบายค่าแรง พรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้ง ปี 54 กับ พรรคพลังประชารัฐ ปี 62 ปลุกฝันมนุษย์เงินเดือน อยากมีเงินในกระเป๋า ทำได้จริงหรือ...

หลังจากที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเปิดนโยบายโค้งสุดท้าย “ประเทศไทยต้องรวย ด้วยพลังประชารัฐ” ประกาศพันธสัญญา 3 ด้าน ประกอบด้วย คนไทยต้องรวยด้วยความสงบ รวยด้วยความสุข และรวยด้วยความหวัง

โดย พรรคพลังประชารัฐ จะผลักดันค่าแรงงานขั้นต่ำ 400-425 บาทต่อวัน อาชีวศึกษา 18,000 บาทต่อเดือน และปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี และจะยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ 5 ปี ยกเว้นภาษีค้าขายออนไลน์ 2 ปี สินเชื่อ 1 ล้านบาทต่อโชห่วย ทั้งยังบอกว่าตัวเลขเหล่านี้ไม่สูงเกินไป เพราะนโยบายที่จะเกิดขึ้นเน้นเรื่องคุณภาพและทำได้จริง

ทั้งนี้ หากเทียบนโยบายค่าจ้างในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทย หาเสียงด้วยการประกาศว่า จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท ซึ่งทำได้จริง แม้จะไม่ทันที แต่ก็มีผล 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสาร ลงวันที่ 15 มี.ค. 2562 โดยมีใจความว่า นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นถึงการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง กรณีการชูนโยบายว่าจะดำเนินการเรื่องใดๆ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก บางเรื่องก็อาจกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เอกชน รวมถึงภาครัฐ เช่น ด้านการศึกษา สวัสดิการ และการขึ้นค่าแรง จึงขอยืนยันว่า ทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบ วิธีการ กฎหมายด้านงบประมาณ การเงิน การคลัง และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับรายได้ และสัดส่วนงบประมาณโดยรวมของรัฐ

มีทางเดียวที่จะทำได้ตามที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงกันไว้คือ รัฐต้องมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการเก็บภาษี ทั้งทางตรงทางอ้อม กำไร และรายได้ของรัฐวิสหกิจ ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นๆ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยให้มากขึ้น และหากงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องกู้เงิน ซึ่งจะต้องคำนึงถึงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นด้วย

การขึ้นค่าแรงก็ต้องไม่กระทบต่อการลงทุน การย้ายฐาน การผลิต การลงทุน ในขณะที่เรากำลังเร่งรัดการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐ เพิ่มงาน เพิ่มอาชีพ และเพิ่มการดูแลสวัสดิการให้กับประชาชนคนไทย

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า หากยังหารายได้ให้รัฐมากขึ้นไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หลายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ได้ ดังนั้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะเป็นใครพรรคใด จะต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน อันได้แก่ หลักคุณธรรม ความโปร่งใส ความมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความคุ้มค่า เราควรต้องได้นายกรัฐมนตรีแบบนี้ที่มีธรรมาภิบาล บริหารราชการอยู่ในกฎระเบียบ กติกา กฎหมาย การดำเนินโครงการและงบประมาณจะต้องชี้แจงได้ว่าเราจะหางบประมาณมาจากไหน และอยู่ในวินัยการเงินการคลังหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องดูแลประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้