วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
3 ค่ายรถยนต์เตะถ่วง เมินลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด

3 ค่ายรถยนต์เตะถ่วง เมินลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด

  • Share:



อ้างลงทุนสูง!ขอผลิตรถไฮบริดไปก่อน

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับค่ายรถยนต์ 3 แห่ง ประกอบด้วย โตโยต้า, ฮอนด้า และนิสสัน ถึงแนวทางการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด หรืออีโค อีวี ว่า ผู้ผลิตค่ายรถยนต์มีข้อท้วงติงว่า ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนหลักและลดหย่อนภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (เอชอีวี) อยู่แล้ว ภาครัฐจึงไม่ควรต้องเร่งส่งเสริมรถอีโค อีวี รวมทั้งหากภาครัฐจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนอีโค อีวี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (บีอีวี) ในภาวะที่ตลาดยังไม่ได้มีความต้องการมากนัก อาจไม่จูงใจให้เกิดการลงทุน เนื่องจากไทยยังไม่มีความพร้อมสถานีชาร์จไฟฟ้ามารองรับด้วย

“ค่ายรถยนต์ทั้ง 3 ค่ายเห็นตรงกันว่า รัฐยังไม่ควรเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอีโค อีวี ควรรอให้มาตรการภาษีส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดสิ้นสุดลงก่อนในปี 2568 เพราะเอกชนยังไม่ต้องการลงทุนใหม่ ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงมากในการผลิตชิ้นส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ตามเงื่อนไขที่ สศอ. กำหนดว่าต้องมีส่วนประกอบหลักๆที่ผลิตในประเทศไทย 4-6 ชิ้น ซึ่งระหว่างนี้ค่ายรถยนต์ขอกลับไปศึกษาความพร้อมและแนวทางการลงทุนก่อน ค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้งหลังจากนี้อีก 1 ปี โดยที่ผ่านมาได้เชิญผู้ผลิตเข้าหารือ 4 ราย แต่ค่ายตรีเพชร อีซูซุ ไม่ได้เข้าร่วม 1 ราย ประกอบกับการหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบรายบริษัทหลายครั้งก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ยังไม่พร้อมที่จะลงทุนผลิตรถยนต์อีโค อีวี”

นายณัฐพล กล่าวว่า ล่าสุดจากข้อมูลยังพบว่า รถยนต์ที่ทุกบริษัทขอรับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอ ไม่ลงทุนในชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเลย ส่วนใหญ่นำมาประกอบขั้นปลายสุด คือ ประกอบตัวถังและทดสอบแบตเตอรี่เท่านั้น และรถยนต์ทุกคันที่ทุกบริษัทขอรับการสนับสนุนมีราคาสูง 1-6 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินกว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึง ทำให้มีผลต่อการจำหน่ายแพร่หลายทั่วไป ส่งผลต่อความจูงใจในการลงทุนผลิตชิ้นส่วนในประเทศ “หากมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดแบบอีโค อีวี จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคา 500,000-600,000 บาทต่อคัน ยังช่วยให้เกิดการลงทุนผลิตชิ้นส่วนหลัก เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ ระบบควบคุมการขับขี่ ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เกิดการพัฒนาโครงข่ายการพัฒนาไฟฟ้า ช่วยพัฒนาการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคตได้”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้