Thairath Logo
กีฬา

เช็กอาการ "ปวดประจำเดือน" ผิดปกติ แค่ไหนเรียกรุนแรง?

Share :

จริงๆ แล้ว การปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของ "ผู้หญิง" แต่รู้หรือไม่? ยังมีอาการปวดแบบผิดปกติซ่อนอยู่ ในช่วงที่คุณมี "ประจำเดือน" ซึ่ง "ผู้หญิง" ควรระวังไว้ให้ดี

ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ ชวนมารู้จักอาการ "ปวดประจำเดือน" แบบ "ผิดปกติ" ของ "ผู้หญิง" ว่ามันมีลักษณะอาการอย่างไร? และเสี่ยงต่อการเกิดโรคใน "ผู้หญิง" อะไรได้บ้าง? พร้อมแล้ว...ตามมาดูกันเลย

อาการปวด "ประจำเดือน" ปกติ

อาการปวดประจำเดือน ก็จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเดิน หงุดหงิด ปวดหลัง ปวดขา เป็นต้น

การดูแลรักษา ถ้าปวดไม่มากให้กินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรนอนพัก และใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบหน้าท้อง หรืออาจใช้ยาต้านอักเสบร่วมด้วยก็ได้ ควรกินก่อนมีประจำเดือน 48 ชั่วโมง และกินทุกวันจนเลือดประจำเดือนหยุดออก

5 อาการปวดประจำเดือน "ผิดปกติ"

ถ้าพบว่าอาการปวดประจำเดือนเริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในผู้หญิงมากกว่า 25 ขึ้นไป หรือยังปวดมากหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีอาการกดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวา อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ หรือสาเหตุที่ร้ายแรงอื่นๆ ได้

หรือถ้า "ผู้หญิง" มีเลือดประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ควรไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจภายในและตรวจพิเศษ เช่น อัลตราซาวนด์, การใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง (Iaparoscope) เป็นต้น ส่วนอาการปวดผิดปกติที่ควรระวัง ได้แก่ 

1. ปวดประจำเดือนรุนแรง

หาก "ผู้หญิง" มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรง และมักปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือนนั้น อางบ่งชี้ถึงโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งสาวๆ หลายคนมักมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นอาการปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายทุกๆ เดือนอยู่แล้ว

2. รอบเดือนมามากผิดปกติ

"ผู้หญิง" เราคงเคยได้ยินคำว่า “ประจำเดือนมามาก” ซึ่งแต่ละคนก็นิยามคำว่ามามากต่างกันออกไป แต่ในทางการแพทย์แล้ว คำว่าประจำเดือนมามากที่บอกถึงสัญญาณผิดปกติ ก็คือ ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน และระหว่างวัน ประจำเดือนมามากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ ชั่วโมง หรือ "ผู้หญิง" ที่มีอายุเข้าสู่เลข 5 หรือใกล้เข้าวัยทอง แต่ประจำเดือนกลับมามากกว่าปกติแทนที่จะน้อยลง

หากมีอาการประจำเดือนมามากผิดปกติตามเหล่านี้ รวมถึงมีอาการปวดประจำเดือน รอบเดือนมาๆ หายๆ หรือตกขาวมามาก อาจเป็นสาเหตุของโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้เช่นกัน ควรไปพบสูตินรีแพทย์ 

3. ปวดรุนแรง ทั้งๆ ที่ไม่มีรอบเดือน

หากคุณมีอาการประจำเดือนมามากและนานหลายวัน มีลิ่มเลือดปนเป็นก้อน อาการปวดประจำเดือนที่เพิ่มมากขึ้น หรือในบางกรณีอาจมีอาการปวดคล้ายปวดประจำเดือน ทั้งๆ ที่ไม่มีประจำเดือน รวมถึงปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่สุด ท้องผูก คลำพบก้อน

อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าคุณกำลังเป็น โรคเนื้องอกในมดลูก ซึ่งก้อนเนื้องอกนี้สามารถเติบโตไปกดทับอวัยวะใกล้เคียงจนส่งผลแทรกซ้อนอื่นๆ ต่อร่างกายได้

4. ปวดหรือเจ็บลึกๆ ที่ช่องคลอด

ถ้าหากปวดท้องประจำเดือน ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกๆ เดือน เช่น เคยปวดและหายได้เอง จนต้องกินยา เคยใช้ยากินแต่กลับต้องเปลี่ยนเป็นยาฉีดแก้ปวด ปวดท้องจนเป็นลม เป็นต้น และมีอาการปวดหรือเจ็บลึกๆ ที่ช่องคลอด หรือท้องน้อย เวลามีเพศสัมพันธ์ อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงโรคช็อกโกแลตซีสต์ใน "ผู้หญิง" 

5. ไม่ปวด แต่พบถุงน้ำในรังไข่

หากคุณมีอาการปวดประจำเดือน แต่ปวดไม่มาก หรือบางรายก็ไม่มีอาการปวด แต่เคยไปตรวจและพบ "ถุงน้ำบริเวณรังไข่" อาจบ่งชี้ได้ถึง "ภาวะการมีบุตรยาก" เพราะถุงน้ำดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพในการตกไข่เสียไป หรือเกิดพังผืดบริเวณท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ทำให้ไข่ไม่สามารถเกิดการปฏิสนธิ หรือเดินทางมาฝังตัวที่มดลูกได้ 

ติดตามเรื่องราว "สุขภาพ" ดีๆ สำหรับผู้หญิงกันต่อได้ที่ : อาการ PMS ของ "ผู้หญิง" เกิดจากอะไร? และ Thairathwomen

ที่มา : dmh.gosi.mahidolthaihealth

อ่านเพิ่มเติม...
ปวดประจำเดือนรอบเดือนปวดรุนแรงประจำเดือนมามากสุขภาพ