ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    คลังได้ฤกษ์รื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหม่

    ไทยรัฐออนไลน์25 ก.พ. 2554 15:28 น.
    SHARE

    คลังเริ่มนับหนึ่งเข้าปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ “ทีดีอาร์” ชู 4 แนวทางรื้อโครงสร้างภาษี 1.รายได้รัฐเพิ่มขึ้นตามจีดีพี 2.สนับสนุนให้เอกชนเพิ่มศักย ภาพในการแข่งขัน 3.เป็นธรรมและเสอมภาค และ4.สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมปรับปรุงระบบภาษีของประเทศไทยว่า การหารือในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เชิญนายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ และนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการทีดีอาร์ไอ และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลัง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ ก่อนที่จะมีการพิจารณาปรับ ปรุงโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ของประเทศ หลังจากที่ไทยได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งสุดท้ายเมื่อปี2535

    “การปรับปรุงโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ จะทำทั้งระบบได้แก่ภาษีที่จัดเก็บภายในประเทศได้แก่ ภาษีสรรพากร ภาษีสรรพ สามิตรวมถึงการพิจารณาภาษีประเภทใหม่ๆ เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ส่วนภาษีการ ค้าที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศคือ ภาษีศุลกากรก็มีการพิจารณาในครั้งนี้ด้วยโดยวางแผนว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจประเทศได้นานถึง 20 ปี” นายประดิษฐ์ กล่าว

    นายประดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างภาษี แต่สิ่งที่กระทรวงการคลังต้องการคือ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากนักวิชาการ และภาคเอกชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมก่อนที่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะมาถึง โดยในวันที่ 28 ก.พ.นี้ จะเชิญส่วนราชการทุกแห่งเช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กระทรวงการอุตสาหกรรมมาหารือ และในวันที่ 2 มี.ค.จะเชิญภาคเอกชน เช่น สภาหอ การค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยมาร่วมแสดงความเห็น หลังจากนั้น จะเสนอให้ รมว.คลังพิจารณาก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    ด้าน นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานมูลนิธิทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า การปรับปรุงโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพของเอกชน ไทยต้องทำหลายๆ ด้านพร้อมกัน แต่ที่สำคัญภาครัฐต้องประกาศให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีเวลาในการเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะ เกิดขึ้น โดยมีแนวทางในการพิจารณา 4 ประเด็นคือ 1.ราย ได้จากการจัดเก็บภาษีต้องขยายตัวได้ตามอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ หรือตามจีดีพี 2.ภาษีที่นำมาใช้ต้องสนับสนุนให้เอกชนสามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้ 3.ภาษีเป็นธรรมและมีความเสมอภาคและ4.ภาษีต้องช่วยสนับสนุนในเรื่องการ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

    “ระบบภาษีในปัจจุบันมีความเลื่อมล้ำกันมาเช่น คนที่มีรายได้มากๆ รัฐบาลก็เปิดโอกาสนำรายได้มาหักค่าลดหย่อนได้ หากนำมาลงทุนในกองทุนรวมอย่างกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ขณะที่คนมีรายได้น้อยไม่มีสิทธิ์เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ หรือการสนับสนุนภาษีให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอก็เช่นกัน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในธุรกิจ ซึ่งมองว่า รัฐบาลควรจะการดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดความ ยุติธรรม” นายนิพนธ์ กล่าว

    นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลควรลดลง แต่คนที่รวยมากๆ ก็ควรที่จะเสียภาษีมากขึ้น เช่น สินทรัพย์ที่มีอยู่มีราคาแพงขึ้น อาจจะเป็นที่ดินที่ซื้อไว้นานแล้ว แต่รัฐตัดถนนผ่านพอดี ราคาที่ดินก็พุ่งพรวดขึ้นไปก็ควรมีภาระภาษีเกิดขึ้นตามราคาสินทรัพย์ที่ เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากการใช้งบประมาณของรัฐในการตัดถนน เช่น การใช้ภาษีที่สิ่งดินและสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีมรดก เป็นต้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้ผลการศึกษาปรับปรุงระบบภาษีของประเทศไทยเสร็จเรียบแล้ว โดยมีแนวคิดที่จะลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล และปรับขึ้นอัตราภาษีเงินได้บุคคลที่เก็บแบบอัตราก้าวหน้าที่เริ่มตั้งแต่ 5-37% โดยจะขยายเพดานขั้นสูงสุดสำหรับผู้ที่มีรายได้สูงให้เสียภาษีเกินกว่า37% ส่วนผู้ที่มีรายได้น้อยจะเสียภาษีลดลงเนื่องจาก กระทรวงการคลังจะเพิ่มการหักค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มการหักค่าลดหย่อนให้มากขึ้น เป็นต้น

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 เวลา 10:48 น.