วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แม่หน่อยควงจินนี่เอาใจโจ๋ เข้าค่ายปั้นเถ้าแก่ใหม่

แม่หน่อยควงจินนี่เอาใจโจ๋ เข้าค่ายปั้นเถ้าแก่ใหม่

  • Share:

‘เลิกเกณฑ์ทหาร’-หั่นงบกห. พรรคพลังประชารัฐซํ้าจตุจักรปัดยํ่ารอยตู่ ‘มาร์ค-ชวน’แยกโกยคะแนน

พรรคการเมืองใจตรงกันตะลุยแย่งฐานเสียงเมืองกรุง พท.แยกร่าง “ชัชชาติ” เดินสายเมืองนนท์ “เจ๊หน่อย” ควงน้องจินนี่ขี่กระแสแม่ยายแห่งชาติขอเสียงโจ๋สยามฯ “สุดารัตน์” สวด “บิ๊กตู่” เอาเปรียบสุดๆ 27 ปี ไม่เคยเจอใครกล้าขนาดนี้ กร้าวจะตัดงบทหาร 2 หมื่นล้าน ยกเลิกเกณฑ์ทหารพาเยาวชนเข้าค่ายปั้นเถ้าแก่รุ่นใหม่ “มาร์ค” ลุยเขตจอมทอง ตีโอบฝั่งธนฯ แขวะพลังประชารัฐเก่ง

ก๊อบปี้เกทับเพิ่มเงิน “ชวน” ไปบึงกุ่มอุ้ม “ไอติม” ว่าที่นายกฯในอนาคต ชมเปาะฉลาดเหมือนลุง แต่ดีกรีเหนือกว่า ด้าน “กอบศักดิ์” นำทีมล่องเรือทัวร์คลองลาดพร้าว โวชื่อ “ประยุทธ์” ดันเรตติ้ง พปชร.พุ่งปรี๊ด “พุทธิพงษ์” ยกพวกเดินตลาดนัดจตุจักรปัดโหนกระแสตามรอย “ลุงตู่” ขณะที่ “ธนาธร” บุกกำแพงเพชร ลั่นหยุดทุนใหญ่ ล้างเศรษฐกิจผูกขาด “เรืองไกร” ยื่น 3 ข้อหา ยุบ พปชร. จวก กกต.ลัดขั้นตอนยุบไทยรักษาชาติ

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงพื้นที่ตรวจราชการพบปะประชาชนทั้งในต่างจังหวัดและล่าสุดเข้ามาในกรุงเทพฯ โดยถูกจับตาจากพรรคการเมืองว่าใช้อำนาจหน้าที่แอบแฝงหาเสียง เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ล่าสุด พรรคต่างๆ พร้อมใจกันใช้เวลาช่วงวันหยุดลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกันอย่างคึกคัก

“ชัชชาติ” เจาะฐานเสียงเมืองนนท์

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 ก.พ. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายนิทัศน์ ศรีนนท์ ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย และนายนิยม ประสงค์ชัยกุล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าตลาดประชานิเวศน์ 3 ซอยวัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี ก่อนขึ้นรถแห่หาเสียงตระเวนไปรอบบ้านเอื้ออาทรประชานิเวศน์ ชุมชนใต้ทางด่วน ต่อมาเวลา 10.15 น. นายชัชชาติ และคณะไปเดินหาเสียงต่อที่ตลาดน้ำวัดตะเคียน อ.บางกรวย และได้ไปพบปะพูดคุยกับประชาชนหมู่บ้านพระปิ่น อ.บางใหญ่

เลิกไล่ลาออกผู้นำอย่าเอาเปรียบก็พอ

นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีข้อวิพากษ์วิจารณ์พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใช้ตำแหน่งลงพื้นที่หาเสียงว่าคงต้องแล้วแต่วิจารณญาณ เคยบอกแล้วว่าคนไทยไม่ชอบความไม่ยุติธรรม หากใครใช้อำนาจหน้าที่เพื่อประโยชน์ตนเอง คนไทยไม่ให้ความชื่นชม ย้อนไปสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลยังขยับไม่ได้ แค่ไปตรวจงานยังโดน กกต.สอบเลย ดังนั้น หน่วยงานตรวจสอบควรทำหน้าที่ให้เข้มข้น ผู้มีอำนาจไม่ควรเอาเปรียบ มิเช่นนั้นอาจไม่ได้รับการยอมรับในการเลือกตั้ง จะเป็นปัญหาในระยะยาว ส่วนเรื่องการลาออกวันนี้คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ลาออก ทำหน้าที่ของท่านไปแต่อย่าเอาเปรียบคนอื่นพอ เวลาที่เหลืออีก 5 สัปดาห์ พรรคเพื่อไทยจะทุ่มเทหาเสียงเต็มที่

มั่นใจ พท.ไม่โดนหางเลขยุบ ทษช.

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่พรรคเพื่อไทยหลีกทาง พรรคไทยรักษาชาติ 150 เขตอาจจะมีปัญหาตามมาหรือไม่ นายชัชชาติตอบว่า ไม่ได้หลีกทางให้กัน เป็นคนละพรรค เป็นการแยกกันเดิน คนที่ไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทยก็ออกไปตั้งพรรคใหม่ เป็นอิสระต่อกัน เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ ส่วนพรรคไทยรักษาชาติต้องดูว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร และอยู่ที่ประชาชนจะเลือกใคร หากพรรคไทยรักษาชาติไม่อยู่ ประชาชนจะไปเลือกใครแทน พรรคเพื่อไทยไม่ได้ผลกระทบจากเรื่องนี้

“เจ๊หน่อย” ควงลูกสาวลุยสยามสแควร์

เมื่อเวลา 10.30 น. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ในโลกโซเชียลต่างพากันขนานนามว่า “แม่ยายแห่งชาติ” พร้อมด้วยสามีและลูกสาวคนสวย “น้องจินนี่” น.ส.ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ ร่วมกันลงพื้นที่หาเสียงย่านสยามสแควร์กับบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และเหล่าวัยรุ่นที่มาเดินช็อปปิ้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากเข้ามารุมล้อมขอถ่ายรูปกับคุณหญิงสุดารัตน์และ “น้องจินนี่” อยู่ตลอดเวลา สร้างสีสันทำให้บริเวณพื้นที่สยามสแควร์มีสีสันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์มากขึ้นเป็นพิเศษ

ข้องใจ “บิ๊กตู่” เอาเปรียบทุกพรรค

จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ลงพื้นที่พบปะประชาชนเหมือนเป็นการช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงว่า ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว ทั้งกติกาที่ร่างมา และโรดแม็ปการเลือกตั้งที่พิสูจน์ให้เห็นชัดว่า เป็นโรดแม็ปการคืนสู่อำนาจของผู้ที่ยึดอำนาจไป มีการเอารัดเอาเปรียบ ทั้งการลงพื้นที่หาเสียง การใช้งบประมาณ รวมทั้งใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ เป็นเรื่องที่สื่อควรไปถาม พล.อ.ประยุทธ์มากกว่า

กกต.จะใส่เกียร์ว่างถึง 24 มี.ค. เลยหรือ

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ส่วนกรณีมีข้าราชการ ขึ้นเวทีปราศรัยกับพรรคพลังประชารัฐนั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลาง พรรคเพื่อไทยรู้ว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ก็ก้มหน้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้จะถูกเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม ฝาก พล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมืองหนึ่งว่า การใช้อำนาจนายกฯ และหัวหน้า คสช.ส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้บางพรรคถูกกฎหมายและสมควรหรือไม่ รวมถึงขอถาม กกต.ว่าจะปล่อยให้มีเหตุการณ์เช่นนี้จนถึงวันเลือกตั้งหรือไม่

อึ้ง 27 ปี ไม่เคยเจอใครจะกล้าเบอร์นี้

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวต่อว่า 27 ปีในการทำงาน การเมืองไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในหลายเรื่อง ที่ปกติในช่วงการเลือกตั้งรัฐบาลจะอยู่ในช่วงรักษาการ จะไม่มีอำนาจใช้งบประมาณ โยกย้ายข้าราชการ แต่ครั้งนี้ทั้งนายกฯ และ ครม.มีอำนาจเต็ม 100% สามารถสั่งการจัดงบประมาณต่างๆ ได้ และยังมีอำนาจมาตรา 44 อีก นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่มีเสียงสะท้อนจากอดีต ส.ส.และผู้สมัคร ส.ส.ตลอดเวลาว่า ถูกข่มขู่จากอำนาจรัฐ ทั้งการเก็บบัตรประชาชนของเจ้าหน้าที่ บางเขตเก็บบัตรทหารเกณฑ์ ไม่ต้องคิดมาก เอาแค่ชื่อพรรคกับชื่อโครงการรัฐบาลในการแจกเงินแจกทองยังเป็นชื่อเดียวกันเลย ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้

ฮึ่มตัดงบ กห. 2 หมื่น ล. ปั้นเถ้าแก่ใหม่

คุณหญิงสุดารัตน์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายพรรคเพื่อไทยว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ผ่าน 3 มาตรการคือ 1.การตั้งกองทุนสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ หรือกองทุนสร้างเถ้าแก่ใหม่ โดยจะปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10% หรือประมาณ 20,000 ล้านบาทมาตั้งกองทุนดังกล่าว เพื่อสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ให้ได้ปีละ 2-3 หมื่นคน โดยจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารให้มาเข้าค่ายทำธุรกิจแทน รัฐจะสนับสนุนเงินให้กู้ยืมการทำธุรกิจ หากผลผลิตประสบความสำเร็จ รัฐอาจเข้าไปร่วมลงทุนด้วยและจะช่วยเชิญแหล่งทุนต่างๆจากทั่วโลกให้มาร่วมลงทุน พร้อมกับช่วยลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตการทำธุรกิจที่มีความยุ่งยากมาเป็นแบบ one stop service

ตั้งกองทุนอุ้มคนตกงานเปลี่ยนอาชีพ

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า 2.การตั้งกองทุนคนเปลี่ยนงาน เตรียมพร้อมรองรับคนตกงาน ทั้งสายสื่อมวลชน สายการธนาคาร พนักงานห้างสรรพสินค้า จะมีการฝึกอบรมทักษะ ให้ความรู้ และสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ไปประกอบอาชีพสำรองช่วงการตกงาน 3.บัตรทองของสตาร์ตอัพ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ นักธุรกิจหน้าใหม่ คนขายของออนไลน์ให้ได้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อสู้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ อาทิ มาตรการด้านภาษี การอำนวยความสะดวกเรื่องการสั่งวัตถุดิบเข้ามาผลิตสินค้า เพื่อลดต้นทุนการผลิต มั่นใจว่า ทั้ง 3 มาตรการเป็นนโยบายที่มีประโยชน์สำหรับคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทยไม่เชื่อว่าการมีธุรกิจรายใหญ่ผูกขาด เพียงไม่กี่รายจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไปได้ แต่เชื่อว่าการสร้างคนตัวเล็กให้แข็งแรง ลุกขึ้นมา ค้าขายได้เหมือนการสร้างธุรกิจเอสเอ็มอี จะเป็นการสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สามารถแก้ปัญหารวยกระจุก จนกระจายได้

เชื่อเบียด อนค.แชร์แต้มคนรุ่นใหม่

เมื่อถามว่าการตัดงบกลาโหมจะเกิดปัญหากับกองทัพหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า การนำงบกระทรวงกลาโหมมาใช้ในส่วนนี้ เป็นการนำมาช่วยสร้างเด็กรุ่นใหม่ วัยรุ่นส่วนใหญ่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะสู้กระแสคนรุ่นใหม่กับพรรคอนาคตใหม่ได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่าพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าพรรคมีกระแสคนรุ่นใหม่ดี มีทั้งเด็กคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่วนพรรคอนาคตใหม่แม้จะสามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ดี แต่สุดท้ายมองว่าด้วยศักยภาพของแต่ละพรรคที่ไม่เหมือนกัน จะแบ่งๆคะแนนกันไป

“เหลิม” จวก ปชป.พวกใจแคบ

วันเดียวกันที่ซอยเอกชัย 126 เขตบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าทีมปราศรัยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยว่าหากนายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ได้เป็น ส.ส. ทั้งตนและนายวันจะร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เน้นบำบัดคนติดยาเสพติด จะแก้ปัญหาการจราจร แก้ไขปัญหาพ่อค้าแม่ค้าที่รัฐบาลไม่ให้วางขายของ จะแก้ปัญหาเด็กแว้น เชื่อว่าทำได้แน่นอน การปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ไปขึ้นเวทีด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โกรธ แต่สิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง ทั้งกรณีนายอภิสิทธิ์ไปเป่านกหวีดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย รวมทั้งกรณีที่ดิน สปก.4-01 ขอบอกเลยว่าพรรคนี้เล่นการเมืองคับแคบ มีที่ไหนขว้างแฟ้ม ทุ่มเก้าอี้ ลากเก้าอี้ประธานสภา พฤติกรรมพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าพูดไปเยอะๆ อาจไม่มีใครเลือก

หยัน พปชร.ไม่มีปัญญาหาเสียงเอง

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลงพื้นที่พบประชาชน ทำให้ถูกมองเข้าข่ายช่วยพรรคพลังประชารัฐหาเสียงนั้น แม้ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหาร แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ การไปลงพื้นที่จึงเป็นเรื่องปกติ แต่ที่เสียคือพวกพลังประชารัฐไม่มีปัญญาทำเอง ไปพูดที่ไหนเขาไม่ฟัง ส่วนจะได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่ประชาชนคิดเองได้ ส่วนกรณีนิด้าโพลเปิดเผยผลสำรวจ พล.อ.ประยุทธ์เหมาะเป็นนายกฯนั้น ถ้าอาจารย์ที่ทำโพลกล้าๆกลัวๆไม่ต้องทำโพลนี่มันโพลเอาใจ

ปลุกเลือก พท.ถล่มทลาย

ต่อมานายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยช่วยนายวัน อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.เขต 26 กทม. พรรคเพื่อไทย ตอนหนึ่งว่า จากการลงพื้นที่เขตบางบอนช่วงบ่ายวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา นอกจากจะมีปัญหาเรื่องปากท้อง ยังมีเรื่องการคมนาคม การจราจรติดขัด จะต้องปรับปรุง ระบบรางรถไฟ รถเมล์ ในอนาคตหากไม่ปรับปรุงประชาชนต้องเสียเวลาเดินทางอย่างมหาศาล ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวแทนในสภาและในรัฐบาล แล้วจะมีใครมาดูแลประชาชน มองว่าประชาธิปไตยกินได้ ทำปากท้องประชาชนอิ่มได้ แต่ตัวผู้แทนจะต้องทำผลงานเพื่อให้อีก 4 ปีข้างหน้า ประชาชนเลือกกลับมาทำงานอีก วันที่ 24 มี.ค. จึงมีความสำคัญ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้แข่งกับ ส.ส.500 คนเท่านั้น แต่ยังมี ส.ว.แต่งตั้งอีก 250 คน ดังนั้น ฝั่งประชาธิปไตยจะต้องมีอย่างน้อย 376 เสียงถ้าจะตั้งรัฐบาลได้ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆอย่าประมาทคิดว่า เราจะชนะแน่ ต้องรวมใจกัน เลือกพรรคเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เพื่อกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพราะพรรคเพื่อไทยมองเห็นอนาคต เข้าใจประชาชน และเห็นวิธีแก้ปัญหา

“วัน” หยอดเรียกนายกฯ “ชัชชาติ”

ขณะที่นายวัน อยู่บำรุง ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 26 พรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยว่าขอเสียงปรบมือให้ว่าที่นายกฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ด้วยการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตนแพ้ไปเพียงหนึ่งพันคะแนน ครั้งนี้ขอความเมตตาจากพี่น้องประชาชนให้เข้าไปทำงานในสภาฯ ในอดีตเคยทำงานร่วมกับนายชัชชาติสมัยอยู่กระทรวงคมนาคม หวังใจว่านายชัชชาติจะได้เป็นนายกฯ ตนจะไปเป็นองครักษ์พิทักษ์นายชัชชาติให้ขุนศึกฝั่งธนมีแล้ว ตนขออาสาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน พิทักษ์รัฐบาลเพื่อไทย วันที่ 24 มีนา เลือกวัน อยู่บำรุง ใจถึงพึ่งได้

“สารวัตรเหลิม” ขู่ย้ายเรียบผู้ว่าฯเอียง

จากนั้นเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.เฉลิมขึ้นกล่าว ปราศรัยว่า ขณะนี้ภาคอีสานไม่เอาพรรคพลังประชารัฐ ขอให้ผู้ว่าฯคิดให้ดีหากไปเอนเอียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจะไม่ดุ แต่ตนเคยเป็น รมว.มหาดไทยมาแล้ว ถ้าปรากฏหลักฐานผู้ว่าฯหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นกลางจะย้ายให้หมด มีคนบอกพูดแบบนี้ระวังเสียคะแนน ถามว่าจะเสียได้อย่างไร ในเมื่อคนเหล่านี้ไม่เอาเราอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอยู่ในเมืองไทยไม่ได้ เพราะเขากะอยู่ 8 ปี ด้วย ส.ว. อายุ 5 ปี ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทย และพรรคแนวร่วมได้เกิน 250 เสียง รัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ยินแล้วอย่าบอกว่าตนขู่นะ ตนเอาจริง ถ้าเจอดาวสภาอย่างตนแค่อภิปรายนัดแรก พล.อ.ประยุทธ์ก็อยู่ไม่ได้แล้ว ขอให้ประชาชนไปใช้สิทธิให้มากเพื่อล้มการต่อท่อสืบอำนาจของทหาร

“เจ๊หน่อย” ขึ้นเวทีชูมือ “เฉลิม”

ต่อมาเวลาประมาณ 19.45 น. คุณหญิงสุดารัตน์ เดินทางมาสมทบ แล้วขึ้นบนเวทีปราศรัยถ่ายภาพ ร่วมกับแกนนำพรรคพร้อมยืนชูมือกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงและนายวัน อยู่บำรุง จากนั้นคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวปราศรัยว่า ขอสัญญาว่าจะทำงานอย่างหนัก เพื่อทำให้เศรษฐกิจดี เราอยากแจกบัตรคนรวย เพราะเชื่อว่าไม่มีใครอยากแบมือขอเป็นคนจนตลอดชีวิต

เด็ก ทษช.มุ่งมั่นหาเสียงไม่ถอย

ช่วงเช้า น.ส.สราริน ชาลีวรรณ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 22 กรุงเทพมหานคร พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ลงพื้นที่ตลาดวัดกลางและตลาดพลู เขตธนบุรี เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่อมาช่วงสายได้มีนายพชร ธรรมมล หรือฟลุค เดอะสตาร์ นักร้องหนุ่ม จากรายการประกวด “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 5” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ มาช่วยเดินหาเสียงด้วย ทั้งนี้ โดย น.ส.สรารินกล่าวว่า จะ เดินหน้าหาเสียงไม่ถอยจนวินาทีสุดท้าย เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้มีการวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็น้อมรับในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ด้านนายพชรกล่าวว่า การที่ตนมาร่วมเป็นผู้ลงสมัคร ส.ส. เพราะต้องการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามกำลังความสามารถโดยเราจะเดินหน้าหาเสียงต่อไป แม้ว่าทางพรรคไทยรักษาชาติ จะมีมติยกเลิกการหาเสียงจากส่วนกลางไปแล้วก็ตาม

“เรืองไกร” ยื่น กกต.ยุบ พปชร.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า ในวันที่ 18 ก.พ. เวลา 11.00 น. จะไปยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ 3 กรณีคือ 1.กรณีการทำผิดข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐที่มีมติแต่งตั้งนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรคก่อนเป็นสมาชิกพรรค จึงเท่ากับว่าในช่วงที่นายอุตตมดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยที่ยังไม่มีฐานะเป็นสมาชิกพรรคนั้น เท่ากับเป็นคนนอกเข้ามาบงการสั่งการพรรค 2.กรณีพรรคพลังประชารัฐจัดระดมทุนขายโต๊ะจีน โต๊ะละ 3 ล้านบาท ถือเป็นการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ขัดกับมาตรา 20 วรรคสอง พ.ร.บ.พรรคการเมือง 3.กรณีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค ที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 (12) และ (15) ที่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ความผิดเหล่านี้เข้าข่ายที่จะถูกยุบพรรคได้

โวย กกต.ข้ามขั้นตอนยุบไทยรักษาชาติ

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ กกต.เสนอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น เห็นว่า กกต.ดำเนินการข้ามขั้นตอนการยุบพรรค เนื่องจากตามมาตรา 93 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ระบุว่า กรณีการยุบพรรคการเมืองใด นายทะเบียนจะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงพยานหลักฐานเสนอความเห็นก่อนต่อ กกต. แต่กรณีพรรคไทยรักษาชาติ พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ยังไม่มีการทำความเห็น หรือรวบรวมพยานหลักฐานใดๆ หรือเรียกกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติมาให้การใดๆเลย แต่ กกต.กลับมีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค เท่ากับทำข้ามขั้นตอนมาตรา 93 วรรคหนึ่ง ไปลงมติในทันที ถือว่าไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่มีผลทางกฎหมาย

เพื่อชาติเน้นกองทัพมดดึงเสียง กทม.

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อชาติส่งผู้สมัครครบทุกเขต ผู้สมัครของพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาก่อนแล้วทุกคน แต่ยังไม่เคยเข้ามาสู่วงการเมือง ดังนั้นการหาเสียงของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ จึงเน้นให้ผู้สมัครเข้าไปพบปะประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด เน้นเดินสายเคาะประตูบ้านให้ผู้สมัครได้เจอหน้าประชาชนผู้ลงคะแนนโดยตรง เข้าไปแนะนำตัวและบอกเล่านโยบายของพรรคให้ประชาชนรับทราบ อีกทั้งจะจัดเวทีปราศรัยย่อยต่างๆในพื้นที่ด้วย ส่วนการปราศรัยจะกำหนดอีกครั้งหลังจากนี้จะเป็นที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร พรรคเพื่อชาติเป็นพรรคการเมืองใหม่จึงมองว่าวิธีที่จะเข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุดคือทำความรู้จักแบบกองทัพมดให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้องในแต่ละพื้นที่ มั่นใจว่าประชาชนจะเห็นถึงความตั้งใจของเราและจะสนับสนุนเราในการเลือกตั้งครั้งนี้

“จตุพร” ปลุกฐานเสียงด่านสำโรง

ช่วงเย็นที่สนามฟุตบอลสองสิงห์ ซอยด่านสำโรง 48 ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปราการ พรรคเพื่อชาติ ปราศรัย จ.สมุทรปราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติ ไปปราศรัยสนับสนุนนายชัยวิทย์ พิศาลรวิพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 3 พรรคเพื่อชาติชูนโยบายของพรรคการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และราคาพืชผลทางการเกษตร เพื่อเรียกคะแนนเสียงจากชาวด่านสำโรง ที่เดินทางมารับฟังนโยบาย ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเดินทักทายชาวบ้านที่มาให้กำลังใจ

ฉะบูรพาพยัคฆ์โชว์พาวกลาง “จตุจักร”

นายจตุพรกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ประเทศไทย ถ้าเราไม่คิดอ่านกัน หนทางข้างหน้าคือวิกฤติชาติ วันนี้ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน พล.อ.ประยุทธ์กำลังตั้ง ส.ว.ให้มาเลือกตัวเอง มีประเทศไหนบ้างทำแบบนี้ และจะไม่มีพรรคไหนที่จะได้เสียงจาก ส.ว.ที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งตั้ง หลายฝ่ายเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก แต่ พล.อ.ประยุทธ์นอกจากไม่ลาออกแล้วยังปรากฏกายที่สวนจตุจักร แสดงให้เห็นความแข็งแรงของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ ในขณะบ้านเมืองเป็นแบบนี้ และยิ่งไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดในสนามการเลือกตั้ง ที่เรียกร้องให้ลาออกเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์มีผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี สามารถปลด กกต.และให้คุณให้โทษใดๆกับพรรคการเมืองได้ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นการเลือกตั้งที่เอาเปรียบมากที่สุด อยากวิงวอนพี่น้องที่มีความศรัทธาพรรคเพื่อชาติ รวมถึงพี่น้องชาวเสื้อแดงที่รวมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มากว่า 10 ปี ถ้าหากมีความเชื่อมั่นและอยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ขอให้ช่วยเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อชาติให้มากที่สุด

ปั้นกรีน–คลีน ซิตี้ป้อนคนเมือง

นายสงครามกล่าวว่า เราได้เตรียมนโยบายสำหรับคนกรุงเทพฯและคนเมืองไว้โดยเฉพาะ คือนโยบายการวางผังเมืองใหม่ให้กลายเป็น Green and Clean City เนื่องจากการพัฒนาประเทศในอดีตที่ผ่านมามุ่งเน้นกันแต่ทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ก่อให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวของแรงงานที่อพยพหลั่งไหลเข้ามาทำงานในเมือง ปัญหาการจราจรที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ทีมนโยบายของพรรคจึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านนโยบายการวางผังเมืองใหม่ให้เกิดการกระจายความเจริญไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ ภายใต้การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชน กระจายให้ศูนย์ราชการกระจายออกไปอยู่นอกเมือง ปัจจุบัน กทม.มีปัญหาฝุ่นละออง หากเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่เป็น Green City สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น ตามนโยบายนี้ยังส่งเสริมให้คนใช้ยานพาหนะประเภทไฮบริดไฟฟ้าทดแทนพาหนะเครื่องยนต์ ส่งเสริมให้คนใช้รถไฟฟ้าด้วยการปลอดภาษีรถให้

ใช้ “ทลายกำแพงใจ” ตั้งไข่ปรองดอง

นายสงครามกล่าวอีกว่า ส่วนวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ที่คุ้นชินกับสภาพสังคมแบบต่างคนต่างอยู่ รั้วบ้าน ติดกันยังไม่รู้จัก ไม่มองหน้า ไม่พูดคุยกัน ทำให้สภาพสังคมไทยที่เคยเป็นสยามเมืองยิ้ม มีไมตรีจิตเอื้ออาทร ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เป็นเสน่ห์ของสังคมแบบไทยๆตั้งแต่อดีตจางหายไป พรรคเพื่อชาติจึงกำหนดนโยบาย “ทลายกำแพงใจ” จัดการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน เพื่อทำให้สังคมไทยกลับมามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน จะสร้างประโยชน์อย่างที่คาดไม่ถึง และจะช่วยลดปัญหาหลายๆด้าน ตั้งแต่ปัญหาเรื่องใกล้ตัว ทะเลาะเบาะแว้ง ไปจนถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในรอบทศวรรษนี้ ที่คู่ขัดแย้งปฏิเสธการเจรจากัน นโยบายนี้จะเป็นจุด เริ่มต้นที่จะตอบสนองจุดประสงค์ของพรรคเพื่อชาติที่ต้องการเป็นเกาะกลางให้สังคมหมดความขัดแย้ง เปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างกัน แต่สามารถพูดคุยกันได้ ประเทศชาติจะได้พร้อมก้าวไปข้างหน้าได้

พปชร.ล่องเรือเลียบคลองลาดพร้าว

สำหรับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แกนนำ พรรคเดินหน้าแบ่งสายออกช่วยผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคหาเสียง เมื่อเวลา 08.30 น. ที่วัดลาดพร้าว กทม. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ นายชวน ชูจันทร์ กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ชุมชนคลองลาดพร้าว หลังวัดลาดพร้าว เขตลาดพร้าว ชุมชนต้นแบบคลองกรุงเทพฯ พร้อมผู้สมัคร ส.ส.กทม. 5 เขต ได้แก่ น.ส.อรพินทร์ เพชรทัต เขต 5 นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ เขต 8 นายสิระ เจนจาคะ เขต 9 นายอิทธิพันธ์ เศรษฐยุกานนท์ เขต 11 และ ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น เขต 12 จากนั้นทั้งหมดลงเรือหางยาวที่คลองลาดพร้าวไปยังศูนย์สุขภาพชุมชนสามัคคีร่วมใจ เขตบางเขน บรรยากาศ 2 ริมฝั่งคลองมีประชาชนโบกมือ

ทักทายให้กำลังใจ ตะโกนว่า “พลังประชารัฐสู้ๆ”

เมื่อมาศูนย์สุขภาพชุมชนสามัคคีร่วมใจ นายกอบศักดิ์ กล่าวกับชาวบ้านว่า เรามาด้วยกันเป็นทีม เพื่อให้ เห็นถึงความตั้งใจของพรรคต้องการพัฒนาริมคลองลาดพร้าวให้ดีขึ้น คืนคลองสวย น้ำใส เกิดคมนาคมเส้นทางใหม่ ไม่ไปจราจรติดขัดบนถนน เขตบางเขนทำตลาดน้ำคลองบางบัวเป็นชุมชนท่องเที่ยว จากนั้น นายกอบศักดิ์และคณะลงเรือต้นแบบพลังงานไฟฟ้า นายชวน ชูจันทร์ ขับไปชุมชนก้าวหน้า เขตหลักสี่

โว “ประยุทธ์” ดันเรตติ้ง พปชร.พุ่งปรี๊ด

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงผลสำรวจรังสิตโพลล่าสุดระบุร้อยละ 21.5 พรรคพลังประชารัฐจะได้คะแนนสูงสุด ในการเลือกตั้งว่า เป็นครั้งแรกที่พรรคพลังประชารัฐ เป็นเบอร์ 1 ในโพล เกิดจากความขยันของผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคลงพื้นที่เป็นประจำ ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่พรรคจะต่อสู้ให้มากกว่านี้ ใน 35 วันที่เหลือ เพราะยังมีอีกหลายโพลที่พลังประชารัฐที่คะแนนยังตาม โดยเน้นสาระและทำงานได้จริง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ตอบรับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ถือว่าช่วยพรรคได้มาก แม้มาช่วยหาเสียงไม่ได้ แต่ทุกครั้งที่มีโพลออกมาจะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังมาเป็นอันดับ 1 ในดวงใจของทุกคน ยืนยันว่าเราไม่ใช่รัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นพรรคใหม่ที่จะเดินหน้านโยบายที่ถูกใจประชาชนต่อไป เช่น บัตรประชารัฐ ธนาคารชุมชน ป่าชุมชน และอีกหลายเรื่อง ที่เป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาลนี้

“บี” นำทีมเข้าจตุจักรตามรอยนายกฯ

ช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ลงช่วย น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ กทม. เขต 6 พญาไท ราชเทวี จตุจักร (จตุจักร จอมพล) พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียงบริเวณตลาดนัดจตุจักร ขณะที่เจ้าหน้าที่พรรคแจ้งผู้สื่อข่าวว่า นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ติดภารกิจ และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ป่วยไม่สามารถมาช่วยหาเสียงได้ตามกำหนดการเดิม

ถือป้ายทีม “ลุงตู่” เพิ่มรายได้คนกรุง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหาเสียงของทีมผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 พรรคพลังประชารัฐได้รับ ความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนพอสมควร ได้ชูป้ายทีม “ลุงตู่” ชูนโยบายเพิ่มรายได้คน กทม.ทุกกลุ่ม การคมนาคม การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนต่อไป รวมทั้งทีมงานหาเสียงได้กล่าวขอโทษแทน พล.อ.ประยุทธ์ที่เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ได้มาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในการจัดทำสัญญาให้สิทธินำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในตลาดนัดจตุจักร และได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ปัดโหนกระแสซ้ำรอยนายกฯ

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายพุทธิพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า ยอมรับในพื้นที่ กทม.เราเป็นน้องใหม่ เจ้าของเดิมคือพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย แต่ลงพื้นที่ กทม.ตลอด 2 สัปดาห์ คะแนนและความนิยมของพรรคมีมากขึ้นต่อเนื่อง เชื่อคน กทม.ไม่ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ ต้องการเปลี่ยนเพื่อให้ กทม.ดีขึ้น การลงหาเสียงตลาดนัดจตุจักรยืนยันไม่ได้ลงพื้นที่ซ้ำรอย พล.อ.ประยุทธ์แต่เป็นความบังเอิญลงพื้นที่แต่ละครั้งกำหนดไว้แล้ว ไม่อยากให้นำมาเป็นประเด็นว่าเราใช้ความได้เปรียบ เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังวางตัวเป็นกลาง ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ลงพื้นที่ค่อนข้างบ่อยช่วงนี้จนถูกมองช่วยพรรคหาเสียงทางอ้อม ไม่เห็นจะให้คุณให้โทษกับพลังประชารัฐเลยเป็นการตรวจราชการปกติ เราควรแยกให้ชัดการบริหารราชการแผ่นดินกับพรรค

โต้ไม่ได้ก๊อบปี้นโยบาย ปชป.

นายพุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคถูกโจมตีก๊อบปี้นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ว่า แนวนโยบายของทุกพรรคต่างคนต่างคิดต่างคนต่างทำ คงลอกกันยาก ประชาชนดูอยู่ เรามีนโยบายที่พูดแล้วทำได้จริง แม้จะเป็นนโยบายไม่สวยหรูแต่คนอยากได้และ ทำได้ทันที ทำได้เลยหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาล และพร้อมสานต่อนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน พรรคเน้นทำการเมืองสร้างสรรค์ ไม่โจมตีพรรคอื่นหรือกล่าวหากัน ต่อสู้กันอย่างถูกกฎหมาย ทำการเมืองด้วยความตั้งใจจริงและเชื่อว่าคนไทยและเชื่อความนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ มีส่วนสำคัญทำพรรคชนะเลือกตั้งได้แน่ ทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย วันนี้เราไม่ได้สนใจว่าจะจับมือหรือฮั้วกับใคร แต่ตั้งใจหาเสียงให้ได้มากที่สุดพรรคใดมีนโยบายใกล้เคียงกับเราต้องไปว่ากันหลังเลือกตั้ง

ม.44 ไม่มีผลชี้นำวินิจฉัย กกต.

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบจะทำให้พรรคพลังประชารัฐได้เปรียบมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ไม่ได้มองเรื่องนั้น ไม่มีนโยบายไปซ้ำเติมใครหรือใช้โอกาสนี้สร้างความได้เปรียบทางการเมือง ทุกพรรคเป็นเพื่อนเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาต้องรับผิดชอบตัวเอง ส่วน กรณีมีผู้ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ พล.อ.ประยุทธ์ตามระบอบประชาธิปไตยการตรวจสอบเป็นสิ่งที่ดี ทุกคนเห็นด้วย แต่ต้องเชื่อมั่นการตรวจสอบด้วย ไม่ใช่ผลออกมาไม่เป็นดั่งใจก็ดำเนินการอื่นๆอีกแบบไม่จบ เมื่อถามว่า ก่อนนี้ พล.อ.ประยุทธ์เคยใช้มาตรา 44 ให้คุณให้โทษแก่องค์กรอิสระ รวมถึงปลดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ออกจากกรรมการ กกต.นายพุทธิพงษ์ ตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ไม่เคยใช้ช่วยพรรคพวกเพื่อนฝูง กกต.มีสิทธิตรวจสอบในฐานะองค์กรอิสระอยู่แล้ว กรณีนายสมชัยมีเหตุต้องออกคำสั่งให้ปลดออกไป วันนี้เป็นการทำงานของ กกต.ชุดใหม่ ยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ ไม่ได้เข้าข้างใครเป็นพิเศษ เราต้องเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ

“สมศักดิ์” งดโต้ขายฝันทำไม่ได้จริง

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองที่เหลือเวลาอีกเดือนเศษก่อนเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ว่า เรื่องโจมตีกันคิดว่า ประชาชนคงเบื่อไม่อยากฟังแล้ว ประชาชนทุกคนรักชาติ รักสถาบันและรักความเป็นไทย อะไรที่ทำให้แตกแยก ประชาชนไม่รับอยู่แล้ว อยากฟังนโยบายแต่ละพรรคมากกว่ามีเรื่องใดทำได้จริงบ้าง แม้ขณะนี้ มีคนโจมตีตนว่านโยบายบางเรื่องอาจทำไม่ได้จริง แต่ไม่อยากไปตอบโต้ อยู่บนเส้นทางการเมืองมาหลายสิบปี ไม่เคยไปทะเลาะกับใคร ไม่อยากขัดแย้ง ใครว่าอย่างไรก็ช่าง รอดูการทำงานจะดีกว่า ส่วนการยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติ ไม่อยากไปคิดล่วงหน้าอะไรจะเกิดขึ้น เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและผู้เกี่ยวข้องชี้ชัด ไม่สามารถพูดถึงเรื่องพรรคอื่นได้ เพราะอาจจะมีผลกระทบไปคาดเดาอะไรล่วงหน้าคงไม่ได้ทำให้ใครมีความสุข

คุยไม่มีคู่แข่งน่ากลัวแค่สู้กับตัวเอง

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับการเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐพร้อมมาตลอด นโยบายชัดเจน เช่น การยกระดับเกษตรกร เรื่องที่ดิน ส.ป.ก. การพักหนี้ 3 ปี รวมทั้งการมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มจำนวน บัตรให้ครอบคลุมคนจนมากขึ้น และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้มากกว่าเดิมด้วย เมื่อถามว่า พรรคไหนเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นายสมศักดิ์ตอบว่า วันนี้ไม่ได้คิดว่าพรรคไหนเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว ต้องสู้กับตัวเราเองให้มีความพร้อมมากที่สุดก่อน เราลงพื้นที่เดินพบปะประชาชนนานหลายเดือน ทำให้รู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร แล้วนำความเห็น เหล่านั้นมาปรับเป็นนโยบาย เช่น โคบาลประชารัฐ มารดาประชารัฐ ท้องปั๊บเตรียมรับแสนแปด เป็นต้น เมื่อพร้อมเต็มที่แบบนี้ได้ เราก็ทำงานตามแผนงานที่เราวางเอาไว้ โดยไม่ต้องสนว่าคู่แข่งจะเป็นเช่นไร

“มาร์ค” ไปเขตจอมทองเลาะตะเข็บฝั่งธนฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่เขตจอมทอง กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ด้วยนางนันทพร วีรกุลสุนทร ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรค ประชาธิปัตย์ เขตจอมทอง ขึ้นรถแห่รณรงค์เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมขอคะแนนเสียงสนับสนุน เดินรณรงค์ในตลาดหมู่บ้านสินทวี มีแม่ค้า พ่อค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายในตลาดเข้ามาทักทาย ขอกอด ขอถ่ายรูปคู่ พร้อมบอกนายอภิสิทธิ์ว่าอยากเห็นการเลือกตั้ง ตอนนี้เศรษฐกิจแย่มาก ถ้ามีการเลือกตั้งชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนจะดีขึ้นกว่านี้ จากนั้นนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ข้าวที่ สนช.พิจารณาว่าดีที่สุดกฎหมายหลายฉบับที่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญ กฎหมายใดก็ตามที่มีการโต้แย้งอยู่ อยากให้รอไปก่อน ประชาชนกำลังมีโอกาสเลือกพรรคไปเป็นรัฐบาล ร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในวันที่ 18 ก.พ. พรรค ประชาธิปัตย์โดยนายกรณ์ จาติกวนิช จะมีการพูดคุยกันเพื่อให้ความเห็น

“วิชัย” ไขก๊อกแค่เรื่องเล็กๆ ในบ้าน

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายวิชัย ล้ำสุทธิ อดีต ส.ส.ระยอง ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ไม่พอใจลำดับปาร์ตี้ลิสต์นั้น ถือเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่มีปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนพอใจ การแข่งขันต้องมีการจัดทีม ผู้เล่นบางคนอาจจะไม่พอใจบ้าง แต่มั่นใจไม่กระทบกับพรรค เพราะส่วนใหญ่มาช่วยกันหาเสียงเดินหน้ากันต่อ เรื่องภายในเป็นเรื่องเล็ก เมื่อ เทียบกับเรื่องของประเทศ

แขวะ พปชร.ก๊อบปี้แต่ใช้เงินมากกว่า

เมื่อถามถึงเรื่องการลอกนโยบายหาเสียง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าพรรคการเมืองทุกคนต้องการอยากแก้ปัญหาเหมือนกัน แต่พรรคเราใช้เวลา 5 ปี ไม่เคยปิดพรรค เข้าหาประชาชนมาตลอดจนเป็นที่มาของนโยบายของพรรค เราเพียงตั้งข้อสังเกตเท่านั้น โดยเฉพาะกรณีพรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่แล้วว่าในวันที่เราเสนอนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. บอกว่า ทำได้อย่างไรเอาเงินมาจากไหน แต่พอมีการตั้งพรรคการ เมืองขึ้นมา กลับเสนอใช้เงินมากกว่าเกือบเท่าตัว และ ไม่ได้ทำในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นเรื่องแปลก

เชิญเลือกพรรคมาตรฐานก้าวข้าม “ทักษิณ”

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าการเมืองขณะนี้มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลายเรื่อง เพราะนายทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าขึ้นอยู่กับประชาชนว่าอยากจะพ้นปัญหาเรื่องตัวบุคคลได้หรือยัง หากอยากพ้นจากปัญหาเรื่องตัวบุคคลต้องสนับสนุนพรรคที่มีความเป็นสถาบันที่ใช้มาตรฐานแบบ สากล พรรคที่มีมาตรฐาน อุดมการณ์จะทำการเมืองให้เป็นระบบ ทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ เพราะจะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ของบุคคลอีกต่อไป

เปิดพื้นที่สื่อสาร “ชวนคิดกับอภิสิทธิ์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้านายอภิสิทธิ์ได้โพสต์ข้อความผ่านไลน์ส่วนตัวว่า “24 มี.ค.นี้ ควรเป็นโอกาสที่ประเทศไทยตั้งหลักและเดินหน้าพาประชาชนให้หลุดพ้นจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน น่าเสียดายว่าจนถึงวันนี้ เรายังสับสนวนเวียนอยู่กับเกมการเมืองตลอดเวลา ผมจึงอยากเปิดพื้นที่ตรงนี้ https://medium.com/@abhisit  ทุกวันอาทิตย์ “ชวนคิดกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประเด็นที่เป็นความท้าทายสำคัญๆของประเทศแต่ถูกมองข้าม เริ่มจากความเหลื่อมล้ำ ผลักสวัสดิการไปให้ถึงรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้า ส่วนสัปดาห์ต่อๆไปจะมาชวนคิดในเรื่องอื่นๆ เช่น การที่นายกฯคนต่อไปต้องเป็นประธานอาเซียน การศึกษา และเทคโนโลยีครับ”

“ชวน” แยกสายโกยคะแนนบึงกุ่ม

ขณะที่เมื่อเวลา 09.00 น. ที่บริเวณตลาดในหมู่บ้านเอื้ออาทรบึงกุ่ม กทม. นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เขตบึงกุ่ม-คันนายาว ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน และปราศรัยย่อย บรรยากาศคึกคักมีชาวบ้านมาต้อนรับมอบดอกไม้และถ่ายรูปคู่กับนายชวนและผู้สมัครอย่างเป็นกันเอง จากนั้นนายชวน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันนี้ขอมาสนับสนุนนายพรพรหม ผู้สมัครตั้งใจ ตรงไปตรงมา อยากให้ช่วยสนับสนุนคนดีมาดูแลบ้านเมือง ขอให้เลือกประชาธิปัตย์

โว ปชป.พรรคเดียวไม่เคยโดนยุบ

นายชวนกล่าวต่อว่า เป็นโอกาสที่เราจะได้เลือกตั้งหลังเว้นไป 8 ปี บ้านเรามีวิกฤติหลายครั้ง การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ในระบอบประชาธิปไตยเราจึงต้องการให้ประชาชนไปปกครองตัวเองด้วยระบบตัวแทน พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค พรรคได้เลือกคนดีมาเป็นตัวแทน ตลอดช่วง 70 ปีของพรรคได้พัฒนาบ้านเมืองมาด้วยความสุจริต ทางการเมืองเราต้องการพรรคที่มีหลักการ ไม่ใช่พรรคที่ตั้งแล้วยุบพรรค ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ เป็นพรรคเดียวที่ไม่ถูกยุบ ถือหลักพูดความจริงไม่เคยทำอะไรเสื่อมเสียให้โดนยุบพรรค ครั้งนี้ประชาธิปัตย์ถูกรัฐบาลนี้ดูดไป 17 คน คนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะไปไม่ใช่คนจน แต่เป็นคนรวยเป็นดารา เป็นความเจ็บปวดของเรา แต่พิสูจน์ว่าคนเราคบได้หรือไม่ได้ คนบางคนพอถึงยามยากคบไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น ในทางการเมืองยามที่พรรคลำบาก คนที่ทิ้งพรรคไปนั่นจะเชื่อถือได้ยากหน่อย

ชู “ไอติม” เหนือ “มาร์ค” นายกฯในอนาคต

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศูนย์ประสานงานชุมชนรุ่งมณีพัฒนา บางกะปิ กทม. นายชวนพร้อมนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 13 บางกะปิ-วังทองหลาง โดยนายพริษฐ์ได้กล่าวขอกำลังใจจากชาวบ้านและขอโอกาสให้เบอร์ 8 กับพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากอบกู้ปัญหาเศรษฐกิจเหมือนอดีตที่พรรคเข้ามาแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ พร้อมขอให้มองย้อนไปในอดีต มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ที่สร้างนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ ขณะที่นายชวน กล่าวชื่นชมนายพริษฐ์ว่า เหมือนลูกเหมือนหลาน ฉลาดเหมือนลุงอภิสิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาคนแบบนายอภิสิทธิ์ได้ จบการศึกษาในคณะปรัชญาการเมืองเศรษฐศาสตร์ เพื่อมาเป็นนักการเมือง ได้เกียรตินิยมสูงสุดของไทยมากกว่านายอภิสิทธิ์ และยังเป็นประธานรุ่นของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เมื่อตัดสินใจทำงานการเมือง ไม่แน่ว่าในอนาคตข้างหน้า คนคนนี้อาจจะเป็นนายกฯได้ ไม่กล้าพยากรณ์แต่นับเป็นบุคคลที่พรรคประชาธิปัตย์ภูมิใจมากที่ได้มาเป็นตัวแทนของพี่น้อง

ขอเสียงส่ง “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯรอบ 2

นายชวนกล่าวอีกว่า ถ้ามองพรรคการเมืองที่อยู่มาอย่างยาวนาน มีเพียงพรรคเดียวที่ไม่โดนยุบพรรค ขณะที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบ เราจึงเข้มงวดมากว่าอย่ากระทำผิด พูดได้ว่าเราเป็นพรรคที่ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะไม่เคยทำชั่ว ตนไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเหมือนกันหมด แต่ทุกคนต้องเท่าเทียม เมื่อประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะทำนโยบายเพื่อประชาชน ตนถือสัจจะ รักษาคำพูด มากกว่าความต้องการจะเป็นนายกฯ สิ่งที่ตนพูดไม่ได้พูดหาเสียงเพื่อเอาใจชาวบ้านจนบ้านเมืองพัง หรือประชานิยมเกินเหตุ แต่บ้านเมืองต้องมีสวัสดิการ ยึดหลักเที่ยงธรรม เที่ยงตรง ขอแรงพี่น้องประชาชน อย่ามองข้าม 1 คะแนน เพื่อส่งนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 ขอให้ประชาชนมั่นใจพรรคที่มีประสบการณ์มายาวนานท่ามกลางประชาธิปไตย ที่ลุ่มๆดอนๆ วนเวียนแต่การยึดอำนาจ แม้เราจะเคยประกาศว่าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการทำประชามติ แต่ต้องทำตาม ลงสมัครรับเลือกตั้ง ใช้ความเป็นประชาธิปัตย์ เพียงหนึ่งเดียว จะไม่แยกพรรค ไม่รวมสาขาเพื่อตั้งบริษัทใหญ่ เพราะเราให้เกียรติประชาชน

คนนราฯฟ้อง “จุรินทร์” ขายของไม่ดี

ที่ จ.นราธิวาส นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายเจ๊ะซู ตาเหย็บ ผู้สมัคร ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 ลงพื้นที่พบปะประชาชน ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเกนติ้ง สุไหงโก-ลก หลายรายเข้ามาโอดครวญปัญหาเศรษฐกิจค้าขายในพื้นที่ ผู้ค้าอะไหล่บอกว่าคนซื้อทั้งคนไทยและชาวมาเลเซียหายไปมาก นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า พ่อค้าแม่ค้าในสุไหงโก-ลกส่วนใหญ่พูดไปในทิศทางเดียวกันว่าภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ขายของไม่ค่อยออก เป็นผลมาจากสองแรงบวกคือค่าเงินบาทแข็งขึ้นและค่าเงินริงกิตอ่อนลง ทำให้คนมาเลเซียรู้สึกว่ามาเที่ยวโก-ลกแพงขึ้น และของที่โก-ลกแพงขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของเราคนไม่มีเงินในกระเป๋า ราคายาง ราคาปาล์มตกหมด ความหวังจึงอยู่ที่รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ภาพรวมของการเลือกตั้ง จ.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ยังได้รับการตอบรับจากประชาชนในท้องที่ดีมากทุกเขต เขต 2 โก-ลกผู้สมัครของพรรคมีคะแนนนำ ส่วนสถานการณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาด้วยการเจรจาตามกรอบรัฐธรรมนูญและมุ่งเน้นการพัฒนาเป็นหลัก เพื่อจะนำไปสู่สันติอย่างยั่งยืนในอนาคต

“ชัช” ชวนคน กทม.กล้าเปลี่ยนแปลง

เมื่อเวลา 10.00 น. นายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท ลงพื้นที่ตลาดบางแค ช่วย น.ส.ชวัลรัตน์ เข็มหนู ผู้สมัคร ส.ส.เขต 28 กทม. พรรคพลังท้องถิ่นไทหาเสียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายชัชวาลล์ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้มาเดินตลาดบางแคนานแล้วตั้งแต่ลงสมัคร ส.ว.ปี 2543 ฐานเสียงของเขตบางแคน่าจะสูสี เพราะคนที่ลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคต้นตระกูลอยู่ที่บางแค คนส่วนมากคนรู้จัก ประชาชนตื่นตัวมาก เพราะอัดอั้นมาหลายปีแล้ว เชื่อว่าคนอยากลองเปลี่ยนดูบ้าง ประเทศไทยเลือกข้างกันมานาน ต้องเปลี่ยนแปลงจะต้องเลือกประเทศไทย ไม่ใช่เลือกคนที่อยู่คนละฝั่งการเมือง เพราะจะทำให้อีกฝั่งไม่ยอม ประเทศจะเสียโอกาส หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยหยุดอยู่กับที่ พรรคพลังท้องถิ่นไทมั่นใจว่าผู้สมัครของพรรคทุกเขตจะได้รับเสียงตอบรับจากชาว กทม.

“ฟิล์ม” ดันบันเทิงไทยโกอินเตอร์

ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี พรรคพลังท้องถิ่นไทจัดเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียง ที่ตลาดบ้านใน อ.ดอนสัก ช่วยนายปรีชา เพชรรัตน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 สุราษฎร์ธานี พรรคพลังท้องถิ่นไท โดย “ฟิล์ม” รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ศิลปินชื่อดังและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 8 พรรคพลังท้องถิ่นไท ขึ้นเวทีปราศรัยบนเวทีว่า มี 3 นโยบายหลักที่ถนัดและพร้อมทำทันทีคือ 1.ส่งเสริมนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ในการทำธุรกิจ ส่งเสริมนักธุรกิจหน้าใหม่ จะแก้ไขกฎระเบียบขอใบอนุญาตที่ยุ่งยาก 2.การสร้างแลนด์มาร์กส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว นำพาบันเทิงไทยโกอินเตอร์ ผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ของต่างชาติ โกยรายได้จากธุรกิจบันเทิงสู่การกระจาย รายได้ให้ท้องถิ่น 3.การใช้เทคโนโลยีระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ แก้รถติดโดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์ปริมาณความหนาแน่นของรถบนถนน

“ธนาธร” ลั่นทุบทุนใหญ่-ศก.ผูกขาด

ที่ จ.กำแพงเพชร นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงที่ลานวัฒน- ธรรมสิริจิตรอุทยานริมปิง นายธนาธรขึ้นปราศรัยและเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและผู้สมัคร ส.ส.เขตทั้ง 4 เขต ให้ชาวกำแพงเพชรพร้อมชูนโยบายพรรค 5 ข้อหลักได้แก่ 1.ทลายเศรษฐกิจผูกขาด ล้างระบบเส้นสาย แก้กฎหมายหยุดทุนใหญ่กินรวบประเทศ 2.สร้างเกษตรก้าวหน้า ตั้งกองทุนเกษตรก้าวหน้า ให้ชุมชนเป็นเจ้าของเครื่องจักร เพิ่มรายได้ด้วยเทคโนโลยี ปรับลด-ปลดหนี้เกษตรกร 1 แสน ล้านบาทใน 4 ปี แก้ปัญหาเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน ทั้งระบบ 3.สร้างสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เพิ่มงบฯรายหัวบัตรทองเป็น 4,000 บาทต่อคนต่อปี 4.สร้างระบบบำนาญแห่งชาติเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,800บาทต่อเดือน และ 5.ขยายสิทธิ์ลาคลอดเป็น 180 วันได้ทั้งพ่อและแม่ อุดหนุนเงินเลี้ยงดูบุตร 0-6 ปี คนละ 1,200บาทต่อเดือน ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่าปัจจุบันเป็นยุคสมัยใหม่ ความคิดเห็นต้องเปลี่ยนแปลง พรรคเชิดชูหลักการคนไทยทุกคนเท่าเทียมกันให้ได้ นี่คือหน้าที่ของคนยุคใหม่

กกต.ย้ำเหตุตัดสิทธิ “กรวีร์” ปาร์ตี้ลิสต์

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต.ว่า จากกรณีนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 9 ของพรรคภูมิใจไทย มีรายงานว่าน่ามาจากการที่พรรคภูมิใจไทยคีย์ข้อมูลการเป็นสมาชิกพรรคของนายกรวีร์ล่าช้า พบว่านายภราดร ปริศนานันทกุล พี่ชายของนาย กรวีร์ได้หมายเลขสมาชิกลำดับที่ 390907 ขณะที่นายกรวีร์ได้หมายเลขสมาชิกลำดับที่ 892262 โดยหลักแล้วการบันทึกนำเข้าข้อมูลสมาชิกในระบบฐานข้อมูล มีพรรคการเมืองเท่านั้นจะเป็นผู้บันทึกและนำเข้าข้อมูลได้ สำนักงาน กกต.ไม่มีอำนาจจะบันทึกนำเข้าหรือแก้ไขข้อมูลที่พรรคบันทึกได้ หลังพรรคการเมืองบันทึกข้อมูลสมาชิกเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลแล้ว สำนักงาน กกต.จะจัดส่งข้อมูลให้สำนักทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ เมื่อกรมการปกครองรับรองข้อมูลแล้วสำนักงาน กกต.จึงจะนำข้อมูลที่ถูกต้องขึ้นเป็นข้อมูลสมาชิก ในระบบฐานข้อมูลที่ประชาชนพรรคการเมือง ผอ.การเลือกตั้งทั่วประเทศใช้เลขประจำตัว 13 หลักตรวจสอบความเป็นสมาชิกพรรคได้ กรณีนายกรวีร์ น่าจะเป็นกรณีพรรคบันทึกข้อมูลการเป็นสมาชิกเข้าระบบฐานข้อมูลสมาชิกหลังจากที่สำนักงานกกต.ตัดข้อมูลส่งไปสำนักงานทะเบียนกรมการปกครอง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องแล้ว

ชี้พรรคไม่ตรวจสอบฐานข้อมูล กกต.

ขณะเดียวกัน การมายื่นสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ทางพรรคอาจไม่ได้ตรวจสอบว่าชื่อของนายกรวีร์ปรากฏในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของสำนักงาน กกต.แล้วหรือยัง รวมทั้งมั่นใจว่าไม่มี ปัญหาคุณสมบัติทำให้วันสมัครพรรคไม่ได้นำส่งสำเนา ใบสมัครสมาชิกพรรค สำเนาหลักฐานการชำระเงินค่าบำรุงพรรค สำเนาหลักฐานการลาออกจากสมาชิกพรรคเดิมของนายกรวีร์มายื่นต่อ กกต. ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ได้มีหนังสือลงวันที่ 21 ม.ค.61 แจ้งหัวหน้าทุกพรรคถึงหลักฐานอื่นเพื่อใช้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ว่ากรณีพรรคนำเข้าข้อมูลสมาชิกในระบบฐานข้อมูลพรรคเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้สมัครนำหลักฐานการเป็นสมาชิกจากระบบฐานข้อมูลสมาชิกพรรคไปยื่นในวันสมัคร แต่หากพรรคไม่อาจนำข้อมูลสมาชิก พรรคเข้าในระบบฐานข้อมูลก่อนวันรับสมัคร ส.ส ให้ผู้สมัครนำหลักฐานการเป็นสมาชิกพรรคทั้ง 3 รายการดังกล่าวไปยื่นประกอบการสมัครด้วย

คนไทยตื่นตัวเกาะติดข่าว ลต. 24มี.ค.

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวน-ดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,186 คน เรื่อง “ข่าวการเมือง ณ วันนี้” ระหว่างวันที่ 12-16 ก.พ. สรุปผลดังนี้ “5 อันดับข่าวการเมือง”ที่ประชาชนสนใจติดตามมากที่สุด พบว่าร้อยละ 54.68 ระบุว่าการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.62 รองลงมา ร้อยละ 30.22 การตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญ/การดำเนินการทางกฎหมาย ร้อยละ 21.04 การสรรหานายกรัฐมนตรี/เสนอรายชื่อแคน-ดิเดตนายกฯ ร้อยละ 19.87 ผู้สมัครหน้าใหม่และพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และร้อยละ 15.29 การหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ

วิตกส่อไม่โปร่งใส–ผวาปฏิวัติซ้อน

เมื่อถามว่าจากข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนวิตกกังวลในเรื่องใดบ้าง ส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.49 ระบุว่าการเลือกตั้งอาจไม่โปร่งใส มีการทำผิดกฎกติกาที่ตั้งไว้ รองลงมาร้อยละ 31.98 กระแสข่าวการทำรัฐประหาร ปฏิวัติซ้อน ร้อยละ 27.41 อนาคตของประเทศหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ ร้อยละ 20.52 การเลือกนายกรัฐมนตรี ใครจะได้เป็นนายกฯ และร้อยละ 14.21 วิธีการเลือกตั้ง จำนวนบัตร การลงคะแนน เมื่อถามว่าจากข่าวที่เกิดขึ้นมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร ร้อยละ 35.44 ระบุว่าต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายและคุณสมบัติของผู้สมัคร รองลงมาร้อยละ 24.67 ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ มีผู้สมัครและพรรคการเมืองในใจอยู่แล้ว ร้อยละ 21.56 ตัดสินใจยากขึ้น กระแสข่าวมีทั้งดีและไม่ดี ร้อยละ 15.89 ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ และร้อยละ 12.33 อยากเปิดโอกาสให้พรรคใหม่ๆ คนใหม่ๆเข้ามาทำงาน

กังวลเหตุวุ่นวายแต่ตั้งใจไปกาบัตร

ด้านสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความกังวลของประชาชนช่วงเลือกตั้ง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,054 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-16 ก.พ. พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 กังวลความวุ่นวายช่วงเลือกตั้ง ร้อยละ 27.5 ไม่กังวล อย่างไรก็ตามร้อยละ 72.4 ตั้งใจจะไปเลือกตั้งแน่นอน ร้อยละ 27.6 ไม่แน่ ไม่ไป

อยากได้หนุ่มใหญ่ 50 ปีต้นๆนั่งนายกฯ

เมื่อถามถึงแคนดิเดตนายกฯที่ประชาชนต้องการ ร้อยละ 25.6 ระบุเป็นผู้ชายอายุ 50 ปีต้นๆ และเป็นอดีตผู้บริหารธุรกิจระดับสูง อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง แก้ปัญหาผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ค่อยโปรโมตประชาสัมพันธ์ตัวเอง ฯลฯ ร้อยละ 22.8 ระบุเป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ปี เคยเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และร้อยละ 13.9 ระบุเป็นผู้ชายอายุกว่า 60 ปี เคยเป็นทหารระดับสูง และผู้บริหารประเทศระดับสูงแก้ปัญหาหลายอย่าง ร้อยละ 10.4 ระบุเป็นผู้ชายอายุ 50 ปีกว่า เป็นนักการเมือง อดีตผู้บริหารประเทศ แก้ปัญหามากมาย ร้อยละ 7.4 ระบุเป็นผู้ชาย อายุ 50 ปีต้นๆ เคยเป็นนักวิชาการ อดีตผู้บริหารประเทศระดับสูง เด่นด้านคมนาคม ฯลฯ ร้อยละ 6.1 ระบุเป็นนักการเมืองผู้หญิงอายุเกือบ 60 ปี เคยบริหารประเทศระดับสูง เด่นด้านสุขภาพ ฯลฯ ขณะที่ร้อยละ 5.4 ระบุเป็นผู้ชายอายุประมาณ 70 ปี อดีตตำรวจระดับสูง ผลงานมากมาย ร้อยละ 8.4 ระบุอื่นๆ

“จตุพร” ชี้มืดมนสึนามิการเมืองรออยู่

ที่ห้องประชุมชั้น 2 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 และเครือข่ายภาคประชาชนจัดเสวนา “วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ทางออกจากวิกฤติประชาธิปไตยที่มืดมน” นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวว่า ประเทศเราอย่าเพิ่งพูดถึงทางออกเลย แต่กำลังจะเดินทางเข้าสู่ความ มืดมนมากกว่า การที่ กกต.จัดการยุบพรรคหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่กับอีกพรรคหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพล.อ.ประยุทธ์กลับเชื่องช้า พล.อ.ประยุทธ์แม้ไม่ใช่กรรมการ แต่ใหญ่กว่ากรรมการมีอำนาจเหนือ กกต.ปลดได้ทุกคน ศาลรัฐธรรมนูญเช่นกันก่อนหน้านี้ได้ต่ออายุให้ ปัญหานี้จะนำพาประเทศเข้าสู่วิกฤติ อีกครั้ง ประเทศไทยเอาอะไรแน่นอนชัดเจนไม่ได้ หนทางข้างหน้ายังมีวิกฤติ ไม่ใช่วิกฤติธรรมดาด้วย ต่างทราบดีว่าไม่ใช่บรรยากาศของการเลือกตั้ง เงียบสงบเกินธรรมดา ก่อนที่หนทางข้างหน้าจะมีสึนามิทางการเมืองรออยู่ การแก้รัฐธรรมนูญที่หลายพรรคพูดถึงเป็นไปได้ยากมาก เหมือนปิดประตูตายล็อกไว้ด้วยกลไกหลายอย่าง ประเทศไทยเรา ณ ตอนนี้หาอนาคตไม่เจอ เดินหาทางมืดมนง่ายกว่าเดินหาทางสว่าง

ทาย “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯแต่ปกครองไม่ได้

นายจตุพรกล่าวอีกว่า เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้เสียงน้อยชนิดคาดไม่ถึง ไม่มีทางได้ตามที่เขาคาดไว้แน่นอน เพราะความเดือดร้อนของประชาชน 5 ปีจะสะท้อนออกมา พรรคการเมืองจะรวม เสียงกันให้ได้เกิน 376 เสียงยากมาก พรรคใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะได้เสียงเป็นอันดับที่ 1 และ 2 ไม่สามารถบอกได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะมารวมกันหรือไม่ เพราะประชาชนที่สนับสนุนจะรอด่า ช่วงหาเสียงคงไม่มีพรรคใดกล้าประกาศว่าจะจับมือกัน ส่วนอีก ฟากฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์แม้จะรวมคะแนนกับ ส.ว.250 เสียงได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ เป็นความลักลั่นของกลไกรัฐธรรมนูญ ดังที่เคยเสนอมาแล้วหลายครั้งให้ทุกฝ่ายมาตกลงกันว่าให้ ส.ว.เคารพเจตนารมณ์ประชาชน รอให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯก่อนแล้วจึงโหวตตาม แต่เมื่อไม่คุยกันส.ว.ก็ไม่มีความหมายอยู่ดีจะพังด้วยกลไกเอง แม้ชนะแต่ปกครองไม่ได้ แพ้ไม่กี่วันก็ชนะ แต่ชนะก็อยู่ไม่ได้

“ไทกร” อัดสืบอำนาจซ้ำเติมวิกฤติชาติ

ด้านนายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำอีสานกู้ชาติ กล่าวว่า เราเข้ามาในวิกฤติกว่า 10 ปีแล้วยอม รับว่าเป็นคนหนึ่งที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อยที่ทำให้เกิดวิกฤตินี้ พิสูจน์แล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่วิถีทางแก้ปัญหาของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นความล้มเหลวของการรัฐประหารในทุกด้าน ทำทุกวิถีทางเพื่อสืบทอดอำนาจซ้ำเติมให้เกิดวิกฤติชาติยิ่งขึ้นไปอีก ขยายความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย ทำให้เห็นว่า การแสดงเจตนารมณ์เข้าสู่อำนาจผ่านรัฐธรรมนูญของ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเงื่อนไขให้ประชาธิปไตยสะดุด สูญเสียประชาธิปไตยยาวนานไปอีก เคยกล่าวไว้แล้วว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกฎหมายขาดคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับเสนอชื่อนายกฯ แต่ประชาชนอย่างตนไม่ใช่ผู้ตัดสิน กกต.จะวินิจฉัยประเด็นนี้ได้รวดเร็วเที่ยงธรรม เหมือนตัดสินพรรคหนึ่งหรือไม่ หากไม่วินิจฉัยด้วยมาตรฐานเดียวกันได้ อาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤติในอนาคต และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้คุมการเลือกตั้ง ไม่ได้ดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม

นายกฯห่วงข่าวบิดเบือน พ.ร.บ.ข้าว

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นห่วงความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำเสนอข่าวบิดเบือนเรื่องร่าง พ.ร.บ.ข้าวที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งที่จะเป็นกลไกควบคุมการผลิตและจำหน่ายข้าวเปลือกอย่างเป็นธรรม แต่พาดหัวข่าวทำนองชาวนาสะอื้น ชาวนาอ่วม หาก พ.ร.บ.นี้มีผลบังคับใช้ ชาวนาคนใดมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ในครอบครองจะมีความผิด เป็นกฎหมายเอื้อนายทุน และที่มีแชร์กันหลายเพจ เช่น เพจเฟซบุ๊กนายสุเทพ คงมาก ระบุโทษชาวนาที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องถูกจำคุก 5 ปี หรือถูกปรับ 500,000 บาท ไม่เป็นความจริงเลย ขอให้เสพข่าวอย่างมีวิจารณญาณ ผู้ที่โพสต์ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนอาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

โต้ข่าวมั่วต่ออายุใช้สารพาราควอต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีโลกโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ข้อความ “นายพลข้างกาย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อนุมัติต่ออายุให้ใช้สารเคมีพาราควอต หลังมีตัวแทนบริษัทสารเคมีไปยื่นหนังสือ มี พล.อ.มารับหนังสือเอง ตอนผู้บริโภคไปยื่นหนังสือไม่มีใครออกมารับหนังสือเลย คนไทยทุกคนต้องทราบเรื่องนี้ การต่ออายุให้ใช้สารเคมีพิษฆ่าคนไทยฆ่าเด็กไทยที่จะเกิดขึ้นมา มีใบสั่งจากรัฐบาลมาถึงกรรมการวัตถุอันตราย มายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำสั่งมาจากบริษัทสารพิษยังจะเลือกมันอีกเหรอ” ปรากฏว่า วันที่ 17 ก.พ. เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ได้เผยแพร่ภาพข้อความชี้แจงว่า “อย่าหลงเชื่อข่าวมั่วโจมตีคนข้างกายนายกรัฐมนตรี ยืนยันนายกรัฐมนตรีไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ย้ำไม่มีใบสั่งจากรัฐบาลต่ออายุพาราควอตทำลายสุขภาพประชาชน”

คนปากน้ำโพเข้าชื่อถอด 5 ป.ป.ช.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ก.พ. สมาคมฯได้ตั้งโต๊ะให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จ.นครสวรรค์ ร่วมลงชื่อถอดถอนและเอาผิด 5 กรรมการ ป.ป.ช.ที่ลงมติให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มีความผิดกรณีครอบครองนาฬิกาหรู โดยไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

ไม่เชื่อ “บิ๊กป้อม” ไร้ปัญญาซื้อนาฬิกาเอง

นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่าชาวนครสวรรค์ต่างไม่เชื่อว่าคนที่มีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมจะไม่มีปัญญาซื้อนาฬิกามาใส่จนต้องไปยืมเพื่อน แต่เชื่อว่าการวินิจฉัยของ 5 ป.ป.ช. ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักการไต่สวนสืบสวน โดยเชื่อว่ามีการแทรกแซงองค์กรอิสระ จนอาจขาดความเป็นอิสระในการทำงาน ดังนั้นเพื่อแสดงออกให้คนทั้งประเทศรับรู้ว่าคนนครสวรรค์ต้องการร่วมสร้างบรรทัดฐานป้องกันและปราบปรามการทุจริตจึงพากันมาเข้าชื่อกันอย่างคับคั่งจนยันค่ำมืด เพื่อให้สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญรวบรวมให้ครบ 2 หมื่นรายชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาและประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระถอดถอน 5 ป.ป.ช. ออกจากตำแหน่งต่อไป

จับหนุ่มเมาพัง 55 ป้ายหาเสียง

เมื่อเวลา 14.00 น. พ.ต.อ.ภัสพงษ์ บุตรไทย ผกก.สน.สำเหร่ นำตัวนายปัน พรหมพินิจ อายุ 26 ปี ชาว จ.สกลนคร ผู้ต้องหาคดีทำให้เสียทรัพย์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังก่อเหตุทำลายป้ายหาเสียงของผู้สมัคร ส.ส.รวม 12 พรรค 55 ป้าย ตั้งแต่ซอยเจริญนคร 19-57 จับได้บริเวณปากซอยเจริญนคร 55 แขวงบางภูล่าง เขตคลองสาน กทม. ตอนเวลา 22.30 น. วันที่ 16 ก.พ. สอบสวนนายปันให้การว่าเป็นคนงานรับเหมาก่อสร้างเข้า กทม.ได้ 1 เดือนแต่ยังตกงาน เอาเงินไปกินเหล้าขาวจนหมด ตอนเมาคิดว่าอยู่ในคุกน่าจะดีกว่ามีที่นอนและข้าวกินฟรี ให้ปล้นใครก็ไม่กล้า จึงทำลายป้ายหาเสียงน่าจะง่ายสุด จึงใช้ทั้งมือและเท้าต่อยเตะป้ายหาเสียงไปเรื่อย ด้าน พ.ต.อ.ภัสพงษ์กล่าวว่าช่วงหาเสียงมักจะมีการสร้างสถานการณ์ทำลายป้าย จึงสั่งเฝ้าระวังนายปัน หลังรับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีไม่ถึง 10 นาทีจับกุมได้ แจ้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท นำตัวส่งผัดฟ้องฝากขังศาลอาญาธนบุรีวันที่ 18 ก.พ.

รปช.ปราศรัยใหญ่เมืองหลวง

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ลานอเนกประสงค์ข้างตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม กทม. พรรครวมพลัง–ประชาชาติไทย (รปช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกใน กทม. มีแกนนำพรรคเข้าร่วมพร้อมหน้า อาทิ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการบริหารพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังจำนวนมาก แกนนำสลับกันปราศรัยและเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.กทม.ทั้ง 30 เขต

“เอนก” ปลุกพลังต้านตัวร้ายกลับมา

กระทั่งเวลา 19.00 น. นายเอนกขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการ ประชาชนหลงผิด พรรคเราจึงทำการเมืองเพื่อความอยู่รอดของประเทศ ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น เราต่อสู้อย่างหนักครั้งนี้เพื่อไม่ให้ตัวร้ายตัวเก่ากลับมาได้ พวกหลบหนีคดีนอกประเทศ ปล่อยให้ลูกน้องติดคุก เย้ยหยันหลักนิติธรรมอยู่นอกประเทศ ล่าสุดพรรคทษช.พรรคแตกแบงก์ร้อยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อำนาจ แม้เป็นเรื่องหมิ่นเหม่กับระบอบประชาธิปไตยซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องไม่มีใครคาดถึง แสดงว่าไม่ใช่การเลือกตั้งธรรมดา ไม่ได้มีแค่ตัวร้ายตัวเดิม แต่มีตัวใหม่ด้วย คือหัวหน้าพรรคที่อายุประมาณ 40 ปีที่ดูเหมือนคนรุ่นใหม่ แต่มีประวัติเคยทำเรื่องร้ายแรง เคยสนับสนุนวารสารฟ้าเดียวกัน ที่เฝ้าแต่วิพากษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ในใจของเขาน่าสงสัย พรรคนี้ไม่ใช่พรรคเสรีนิยมหรือพรรคก้าวหน้า เนื้อหาเป็นพรรคหยาบคาย และเทิดทูนหัวหน้าพรรคประดุจเทพ ไม่ใช่พรรคประชาธิปไตย

เหน็บเจ้าถิ่นเก่าเอาแต่สงวนท่าที

นายเอนกกล่าวอีกว่า ขณะที่อีกพรรคเป็นเจ้าของพื้นที่ กทม.มานาน พักหลังพูดแต่เรื่องต่อต้านเผด็จการ แต่ไม่ได้พูดถึงการต่อต้านตัวร้ายตัวเก่า และยังมีข่าวออกมาเรื่อยๆว่า พรรคนี้กำลังทำอะไรอยู่ ในท่าทีที่ดูเหมือนสงวนท่าที เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ พวกเขาคิดอะไรอยู่ไม่ทราบ อุดมการณ์ของเราที่สำคัญที่สุดคือเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคนบอกว่าเราล้าหลังเป็นพรรคจารีต แต่ขอให้ติดตามดูไป เราเป็นทั้งพรรคอนุรักษ์ ทั้งเสรีนิยมและก้าวหน้า เราภูมิใจกับสถาบันและประเพณีเดิมของเรา เราไม่ใช่พรรคประชาธิปไตยที่ฝักใฝ่สาธารณรัฐ หากเราไม่มีสถาบันฯไม่แน่ว่าเราจะเป็นประชาธิปไตยอย่างทุกวันนี้

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้