วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทุกข์!ดอกเบี้ยขึ้น-บาทแข็ง

ทุกข์!ดอกเบี้ยขึ้น-บาทแข็ง

  • Share:

เอกชนสวน ธปท.เศรษฐกิจยังไม่แกร่งพอ

เอกชนกังวลขึ้นดอกเบี้ย–บาทแข็งโป๊กติดอันดับโลก ฉุดความเชื่อมั่นร่วง ชี้ส่งสัญญาณไม่อยากให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่ ธปท.ไม่สนใจ กระทบต้นทุน–เอกชนชะลอลงทุนใหม่ ด้าน ธปท.ยอมรับส่งออกไม่สดใสจากสงครามการค้า–เศรษฐกิจโลกทรุด ชี้บาทตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 61 แข็งลดลงติดที่ 5 ของโลก

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่า อยู่ที่ระดับ 93.2 ลดลงจากระดับ 93.9 ในเดือน พ.ย. 2561 เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้คัดค้านมาตลอด เพราะส่งผลต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย (เอสเอ็มอี) รวมทั้งมีความกังวลค่าเงินบาทที่ติดอันดับการแข็งค่าสูงสุด 1 ใน 5 ของโลก รวมทั้งปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่งผลกระทบคำสั่งซื้อสินค้าของไทย และผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตสินค้าไปแล้วในเดือน พ.ย.เพื่อชดเชยเดือน ธ.ค.ที่มีวันทำงานน้อย

“ค่าเงินบาทที่ค่อนข้างแข็งค่าต่อเนื่อง แทบจะเรียกว่าแข็งค่าติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยอย่างแน่นอน เพราะไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าหลายๆรายการและมีจำนวนมากในตลาดโลก รวมทั้งการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็มีส่วนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ทั้งที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้แข็งแกร่งมากพอที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ ปัจจัยดังกล่าวเป็นข้อกังวลของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ทำให้ผู้ประกอบการชะลอขยายการลงทุนเพิ่มเติมบางส่วน ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะต่อไป ส.อ.ท.มองว่ายังไม่ควรปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้ เพราะจะเป็นตัวเร่งให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ขณะที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการใช้สกุลเงินบาทเพื่อการค้าระหว่างประเทศ และควรหามาตรการเยียวยาสินค้าที่เสียดุลการค้าอย่างมากกับประเทศคู่ค้าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา”

ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการแข็งค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาว่า ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินภูมิภาค อันเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากสถานการณ์การเมืองในสหรัฐฯเป็นสำคัญ โดยหากพิจารณาค่าเงินบาทในปลายไตรมาสที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น 1.91% แข็งค่าขึ้นเป็นอันดับที่ 5 ของภูมิภาค รองจากอินเดีย รูปีที่แข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 1 ที่ 5.15% เงินเยน ญี่ปุ่นแข็งค่าเป็นอันดับ 2 ที่ 3.44% ส่วนค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 3 คือเงินเปโซ ฟิลิปปินส์ 2.5% และอันดับ 4 เงินรูเปียห์ อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 1.93%

“ความตึงเครียดทางด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนของโลกโดยรวม ขณะที่มองไปข้างหน้าในภาวะที่ปัจจัยภายนอกยังมีความไม่แน่นอนสูง ธปท.เห็นว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงของค่าเงิน ซึ่งอาจทำได้หลายวิธี อาทิ การทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในรูปแบบต่างๆ การฝากเงินเข้าบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือการเลือกกำหนดราคาสินค้า (invoice) ในสกุลเงินท้องถิ่นแทนการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งใช้จังหวะนี้นำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อยกระดับผลิตภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีอำนาจในการกำหนดราคาได้ดีขึ้น”

ขณะที่นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกรอบล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในภาพรวมเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่ ธปท.ประเมิน และการชะลอลงของเศรษฐกิจโลกเป็นสาเหตุหลักที่ ธปท. ปรับลดประมาณการการส่งออกสินค้า และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยทั้งในปีที่แล้วและปีนี้ลง โดยในปีนี้ ธปท.มองอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออก 3.8% ต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้