วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝนหลวง...ศาสตร์พระราชา จากทุ่งแล้ง...สู่นาครอุดมฝุ่น

ฝนหลวง...ศาสตร์พระราชา จากทุ่งแล้ง...สู่นาครอุดมฝุ่น

  • Share:

ฝนหลวงนวัตกรรมเทคโนโลยีพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ถือกำเนิดมาจากพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อราษฎร แก้ปัญหาความแห้งแล้งให้แก่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อ 62 ปีล่วงมาแล้ว

นับแต่นั้นมา นวัตกรรมเทคโนโลยีพระราชทานถูกนำไปใช้แก้ปัญหาในภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น... เพิ่มน้ำให้กับพื้นที่ประสบภัยแล้ง ดับไฟป่า เติมน้ำให้เขื่อน...ล่าสุดวันนี้ถูกนำมาใช้ในการสลายหมอกควันฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม 2.5 ที่กำลังคุกคามสุขภาพคนเมืองหลวงและปริมณฑล

ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิด มีมาช้านานแล้ว เพียงแต่คนไทยเพิ่งจะมาตระหนักให้ความสนใจกันเมื่อ 1-2 ปีมานี่เอง เพราะก่อนหน้านี้ภาครัฐให้ความสนใจแต่เพียงฝุ่นขนาดใหญ่ พีเอ็ม 10

ส่วนฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม 2.5 ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก สามารถหลุดรอดการดักจับของขนจมูกเข้าไปฝังตัวในขั้วปอดได้ เพิ่งจะเริ่มมีการตรวจวัดเป็นครั้งแรกใน กทม. เมื่อปี 2554 แต่มีแค่เพียงบางจุดยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั่ว กทม.และปริมณฑล...เพิ่งจะมีสถานีตรวจวัด 43 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ เมื่อปี 2561 นี่เอง

เลยทำให้คนไทยให้ความสนใจในฝุ่นจิ๋วมากขึ้น และเริ่มให้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้ามามีบทบาทในภารกิจนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว

ปฏิบัติการที่ผ่านมา มีทั้งสำเร็จได้เม็ดฝนมาชะล้างฝุ่นจิ๋วให้จางหายไปจากอากาศ และไม่ประสบความสำเร็จ...เพราะการทำฝนหลวงในภารกิจนี้มีความแตกต่างจากการทำฝนหลวงทั่วไป

“ปัญหาหลักๆในการทำภารกิจนี้ คือ เราไม่สามารถบินปฏิบัติงานได้อิสระเหมือนกับการทำฝนหลวงแก้ปัญหาภัยแล้ง เพราะพื้นที่เป้าหมายอยู่ในเขตเมือง การจราจรทางอากาศค่อนข้างหนาแน่น ฝ่ายการบินมีข้อกำหนดให้เราบินทำฝนหลวงได้ ต้องห่างจากสนามบินไม่น้อยกว่า 50 ไมล์ หรือมากกว่า 80 กม. แต่การทำฝนหลวง หลังจากบินขึ้นไปโปรยสารเคมีเพื่อให้เมฆก่อตัวและกลายเป็นฝนต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง แต่ฤดูนี้ลมที่พัดมาจากทางตะวันออกจะมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 20 กม.ต่อชั่วโมง ถ้าใช้ข้อกำหนดนี้ ฝนที่ทำไปจะตกก่อนถึงกรุงเทพฯ แต่ยังดีที่ฝ่ายการบินอนุญาตให้เราขึ้นบินทำฝนหลวง ในรัศมีห่างจากสนามบินได้ 15 ไมล์ หรือ 24 กม. ดังนั้น มีโอกาสที่จะทำให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมายได้มากขึ้น”

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกถึงอุปสรรคอีกประการ ฤดูหนาว ฤดูฝุ่นจิ๋วปกคลุมเมือง สภาพอากาศแห้ง ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่จะเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50% ในขณะที่ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมต่อการทำฝนหลวงอยู่ที่ 60% ขึ้นไป...ฉะนั้นจะทำฝนมาล้างฝุ่นได้ ต้องรอวันที่อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์สูง

การยกตัวของเมฆก็เช่นกัน ธรรมชาติไม่ค่อยเป็นใจ ฤดูหนาว ความกดอากาศสูงจะกดเมฆให้ต่ำลง...ปกติขั้นตอนการทำฝนหลวง หลังจากโปรยเกลือแกงให้เมฆก่อตัว แล้วตามด้วยโปรยแคลเซียมคลอไรด์เพื่อเลี้ยงให้เมฆอ้วน และให้เมฆยกตัวขึ้นไปในแนวตั้ง เพื่อไปดูดซับความชื้นชั้นบนที่ความสูงประมาณ 6,000-12,000 ฟุต เพื่อให้ได้น้ำฝนในปริมาณมาก

ฤดูนี้นอกจากเมฆจะยกตัวได้ยากเพราะความกดอากาศสูงกดไว้แล้ว บรรยากาศชั้นบนความชื้นแทบไม่มี การยกตัวของเมฆเลยได้ฝนไม่มากพอที่จะตกลงมาถึงพื้นดิน...เมฆยกตัวไปได้ไม่สูงพอ สะสมน้ำได้ไม่มากพอ เมฆกลั่นตัวมาเป็นฝนก็จริง แต่เป็นแค่ละอองฝน ที่มักจะระเหยหายก่อนจะถึงพื้นดิน

นั่นเป็นปัญหาอุปสรรคที่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ต้องคิดค้นพัฒนาเทคนิคเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปให้ได้ อย่างเทคนิคการทำฝนหลวงในสภาพอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ เป็นต้น เพราะปัญหานี้จะเกิดขึ้นทุกปี

สถิติในรอบ 4 ปี นับแต่ปี 2558-2561 ปัญหาฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม 2.5 ปกคลุมเมืองมีค่าเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร...จะเกิดในช่วงต้นธันวาคมไปจนถึงสิ้นมีนาคมเป็นประจำทุกปี

และจังหวัดที่เจอปัญหาหนักมากที่สุด กทม. ปี 2559 เจอฝุ่นจิ๋วเกินค่ามาตรฐานไป 65 วัน...ปี 2560 คนเมืองหลวงและสมุทรสาคร ครองแชมป์ร่วม เจอไปเท่ากัน 46 วัน...ปีที่แล้ว สมุทรสาคร คว้าแชมป์ด้วยสถิติ 70 วัน กทม. รองแชมป์ 63 วัน

ส่วนปีนี้จะเจอกันไปกี่วัน คงต้องรอสิ้นมีนาคมถึงจะรู้ชัด...ปัญหาจะบางเบา หรือหนักกว่าเก่า.


ชาติชาย ศิริพัฒน์

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้