วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สวยหล่อไม่พอ!! เชียร์ลีดเดอร์ยุคใหม่ต้องมีกึ๋น ทึ่งดาวเด่นงานบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ

สวยหล่อไม่พอ!! เชียร์ลีดเดอร์ยุคใหม่ต้องมีกึ๋น ทึ่งดาวเด่นงานบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ

  • Share:

ต้องยกให้เป็นหนึ่งในประเพณีต่อเนื่องยาวนานของรั้วมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการสืบสานมาหลายทศวรรษ สำหรับงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ โดยปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 73 เตรียมปิดสนามศุภชลาศัย ในวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อสร้างปรากฏการณ์รวมพลังความสามัคคีครั้งยิ่งใหญ่

ในฐานะเจ้าภาพจัดงานปีนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งใจชูคอนเซปต์ “The Way For Tomorrow อนาคตใครนิยาม” แสดงสปิริตของนิสิตนักศึกษา ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นความรักความสามัคคีมากกว่าผลแพ้ชนะ เหนืออื่นใดคือการรวมพลังกันระหว่างสองสถาบันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้สังคมไทยในอนาคต

เป็นธรรมเนียมทุกปีที่ผู้นำเชียร์ของแต่ละมหาวิทยาลัย และทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ จะทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เดินสายประชาสัมพันธ์การจัดงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ งานนี้ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ มีโอกาสได้พูดคุยสัมภาษณ์น้องๆอย่างใกล้ชิด ทำให้อดทึ่งไม่ได้ถึงความคิดอ่านที่เฉียบคมของเยาวชนรุ่นใหม่

ฝั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตอกย้ำว่าเชียร์ลีดเดอร์ปีนี้ไม่ได้มีดีแค่ความหล่อความสวย แต่ยังเพียบด้วยกึ๋นเกินร้อย พิสูจน์ได้จากคำตอบชวนอึ้ง เมื่อถามถึงมุมมองของเยาวชนคนรุ่นใหม่กับอนาคตประเทศไทย ในฐานะผู้นำนิสิตที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคมไทย

โดย “พิม-พิชญ์สิณี ปฐมกุลมัย” นิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ชั้นปีที่ 1 มองอนาคตของประเทศไทยในแง่ดีว่า จะมีเสรีภาพทางความคิดมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันหลายๆคนเริ่มมีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นของตนเอง เเละออกนอกกรอบเดิมๆ ในฐานะผู้นำนิสิต “พิม” เชื่อว่า เราควรร่วมรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่กล้าแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ กล้าทำสิ่งใหม่ๆ ภายใต้วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย ซึ่งจะมีส่วนทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า อย่าปิดกั้นความคิดต่าง

ส่วน “จีน-วรินกาญจน์ คนัมพรพันธ์” นิสิตทันตแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 แสดงทัศนะว่า อนาคตประเทศไทยจะก้าว หน้าขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนรุ่นใหม่หลายๆ คนเริ่มมีความกล้า มีความสามารถ และมีความมุ่งมั่นสูงที่จะทำสิ่งดีๆให้สังคม ถ้าเราร่วมมือกันก็จะเป็นพลังที่สามารถช่วยพัฒนาประเทศ โดยการเริ่มต้นเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับสังคมและประเทศชาติ อาจจะเป็นการทำอะไรง่ายๆ เช่น การบริจาคสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วให้ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คนอื่นๆทำตามและขยายผลต่อไปในวงกว้าง

อีกหนึ่งว่าที่คุณหมอฟันจากรั้วจุฬาฯ “เจมมี่-จิรพรรษ ศุภมิตรกิจจา” บอกเล่าไอเดียว่า ปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยส่วน ตัวรู้สึกว่าอนาคตของ ประเทศไทยสามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ถ้าทุกคนยอมรับตัวตนของกันและกัน เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีความสามัคคี และช่วยกันพัฒนาสังคมโดยเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

เมื่อถามน้องเล็ก “ปันปัน-ปติมา อรรถฉัตร” เฟรชชี่ปี 1 คณะนิติศาสตร์ ได้คำตอบให้ฉุกคิดว่า ทุกวันนี้มีการปรับความคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกต่อสังคมมากขึ้น เช่น การทิ้งขยะ และการปฏิบัติตามกฎจราจร ความคิดเหล่านี้จะเป็นราก-ฐานทำให้ประเทศก้าวหน้ายิ่งขึ้น ส่วนบทบาทของผู้นำนิสิตในการสร้างสิ่งดีๆให้กับสังคมคือ การได้ทำงานเพื่อส่วนรวม และเป็นกระบอกเสียงรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่ร่วมบำเพ็ญประโยชน์

คุณหมอรูปหล่ออนาคตไกลอย่าง “เอิร์ธ-ธนัท อิทธิเดชาโชติ” นิสิตคณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ให้ความเห็นว่า อนาคตของประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ พวกเราทุกคนต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง และรู้จักปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆที่เข้ามา ในฐานะคนรุ่นใหม่ควรจับมือคนอื่นที่ไม่สามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงให้เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทิ้งพวกเขาเหล่านั้นไว้ข้างหลัง เราสามารถเป็นผู้นำในการมอบความคิด และความรู้สึกที่ดีแก่ผู้อื่น กระตุ้นให้พวกเขาเหล่านั้นมีพลังบวกในการใช้ชีวิต และส่งต่อความรู้สึกนี้แก่ผู้อื่นต่อไป เพื่อให้สังคมของเรามีแต่ความสุข

ลองมาฟังวาทะของลูกแม่โดมรั้วธรรมศาสตร์กันบ้าง เจ้าของต้นตำรับ “ขบวนล้อการเมือง” และ “การแปรอักษรสะท้อนสังคม” ที่ถูกจับตามองทุกปี โดย “เดฟ-เอกณัฐ เศรษฐปิยานนท์” นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 4 แสดงทัศนะของคนรุ่นใหม่ว่า อนาคตของประเทศไทย อนาคตของคนรุ่นต่อไป ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราต้องร่วมกันสร้าง ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง พวกเราเป็นตัวแทนของทั้งสองสถาบันที่มาทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังของความสามัคคี

ด้านผู้นำเชียร์หน้าหวาน “พลอย-พลอยไพลิน ลิมปนเวทยานนท์” นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 กล่าวเสริมว่า งานฟุตบอลประเพณีเป็นกิจกรรมแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน เพราะงานนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจและความสามัคคี ที่แม้ว่าจะต่างสถาบันแต่พวกเราก็มีใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งปีนี้ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ ก็ได้จัดเต็มทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขบวนล้อการเมือง หรือการแปรอักษร แม้แต่นักกีฬาก็เต็มที่มาก

สำหรับ “พิมพ์-พิมพ์ลภัส จึงสุระ” นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ที่มารับบทดรัมเมเยอร์ประจำปีนี้ ตอกย้ำว่า จุดประสงค์ของการจัดงานฟุตบอลประเพณีก็เพื่อสานสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษาทั้งสองสถาบันให้เป็นหนึ่งเดียวกัน พวกเราเป็นตัวแทนที่จะแสดงออกถึงความสามัคคีและความมีน้ำใจ ซึ่งไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทุกคนก็ยังปรองดองกันเหมือนเดิม และพร้อมร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อสังคม

ปิดท้ายด้วย “ออม-สุชญา พุฒิวิญญู” นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ผู้ทำหน้าที่อัญเชิญธรรมจักร ฝากข้อคิดว่า ไม่เฉพาะแต่พวกเราชาวธรรมศาสตร์ หรือชาวจุฬาฯ คนไทยทุกคนล้วนมีส่วนในการร่วมกันนิยามอนาคตของประเทศ ซึ่งงานฟุตบอลประเพณีก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้แสดงออกว่า ถึงแม้จะต่างที่มา แต่ถ้าเราร่วมมือกันด้วยความรักความสามัคคี ทุกอย่างจะเดินหน้าและสำเร็จลุล่วงได้

นี่คือพลังความรักความสามัคคีของคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆเพื่อสังคมไทย.


ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้