วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โทรศัพท์มือถือ..."ทำเปลือกสมองบาง"

โทรศัพท์มือถือ..."ทำเปลือกสมองบาง"

  • Share:

งานวิจัยทางประสาทวิทยาล่าสุดจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้งบประมาณไปเกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อหาคำตอบถึงผลกระทบจากการที่เด็กอยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตและวิดีโอเกมว่า จะส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสุขภาพจิตของเด็กหรือไม่อย่างไร

การศึกษาครั้งนี้ ทำการสำรวจเด็กอายุ 9-10 ขวบ จำนวน 11,000 คน ในช่วงเวลา 10 ปี พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอวันละ 7 ชั่วโมง หรือมากกว่า จะมีภาวะเปลือกสมอง หรือเซรีบรัล คอร์เท็กซ์ บางลงก่อนวัยอันควร การศึกษานี้ได้ผลจากการเอกซเรย์สมองของเด็กจำนวน 4,500 คน ซึ่งเปลือกสมองดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษาและการรับความรู้สึก

ผลการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า โดยปกติเปลือกสมอง หรือเซรีบรัล คอร์เท็กซ์ จะเริ่มบางลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองมักพบว่าการทำงานของสมองในผู้สูงอายุจะเริ่มถดถอยลง

การศึกษาครั้งนี้ยังพบด้วยว่าเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอเกินวันละ 2 ชั่วโมง จะทำคะแนนทดสอบด้านภาษาและการใช้เหตุผลต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้มือถือ แท็บเล็ตด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงภาวะไอคิวหรือระดับสติปัญญาที่ต่ำกว่าปกติ

ทั้งนี้ เปลือกสมองมีบทบาทสำคัญในระบบความทรงจำ ความตระหนักรู้ ความคิด ภาษา และการรับความรู้สึก ซึ่งจากผลการวิจัยดังกล่าว ทำให้นักวิจัยต้องตั้งคำถามต่อว่า การอยู่หน้าจอในระยะเวลานานขนาดไหน ที่จะมีผลโดยตรงต่อเปลือกสมอง และหากเด็กมีภาวะเปลือกสมองที่บางลงแล้ว ในอนาคตจะมีความเสียหายที่รุนแรงขึ้นหรือไม่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น

ดร.กายา ดาว์ลิง แพทย์ที่ร่วมโครงการวิจัยบอกว่า “เราไม่ทราบว่าระยะเวลาที่อยู่หน้าจอคือสาเหตุ... แต่สิ่งที่เราบอกได้ก็คือ สมองมีลักษณะแบบนี้ในกลุ่มเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอนานๆ”

ดร.ดาว์ลิงบอกว่า ผลการศึกษาในเบื้องต้นของงานวิจัยครั้งนี้ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า เด็กที่เล่นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และวิดีโอเกม เกินวันละ 7 ชั่วโมง จะมีภาวะเปลือกสมองบางลงก่อนวัยอันควรแน่นอน ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการมีไอคิวต่ำ

นอกจากนี้ แบบสำรวจซึ่งทำโดย Global WebIndex ระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในไทย ฟิลิปปินส์ และบราซิล ใช้เวลาวันละมากกว่า 9 ชั่วโมงในโลกออนไลน์ ซึ่งมากกว่าปกติ โดยเฉพาะและจากการทำแบบสำรวจใน 34 ประเทศทั่วโลก พบว่าโดยปกติแล้ว คนใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยเป็นเวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมงครึ่งต่อวันเท่านั้น

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีข้อมูลน่าวิตกว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทย ใช้เวลาถึงหนึ่งในสามของเวลาในแต่ละวันหมดไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยไม่รู้ว่าอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อสมอง

ยิ่งไปกว่านั้น ดร.ชิมี แคง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น การศึกษาวิจัยกันอย่างต่อเนื่องถึงผลกระทบของอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ระบุว่า มีการเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีและปัญหาภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าและความกังวลเรื่องรูปลักษณ์ ภายนอกตัวเอง และตอนนี้โรคติดอินเตอร์เน็ต หรือ Internet Addiction Disorder ก็ถือเป็นอาการโดยการวินิจฉัยทางแพทย์แล้ว

“การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีก็เหมือนกับการเลือกทานอาหารที่มีทั้งอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ หรือ “อาหารขยะ” และเราต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีประเภทต่างๆ ส่งผลต่อสมองเราอย่างไร”

ซึ่งเรื่องดังกล่าว องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังเตรียมที่จะจัดให้ความผิดปกติจากการเล่นเกมหรือติดเกม (Gaming disorder) เป็นอาการทางสุขภาพจิตร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาเช่นเดียวกับโรคทั่วไปในปี 2562 นี้ โดยจะบรรจุชื่อของ “โรคติดเกม” ลงในบัญชีโรคและอาการผิดปกติต่างๆ ในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ (The International Classification of Diseases)

นิตยสาร New Scientist รายงานว่า คู่มือดังกล่าวขององค์การอนามัยโลกเพิ่งมีการปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี โดยนายวลาดิเมียร์ พอซเนียก เจ้าหน้าที่ฝ่ายสุขภาพจิตและสิ่งเสพติดขององค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จำเป็นต้องยอมรับว่าในปัจจุบันโรคติดเกมอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้คนในระยะยาวได้

พอซเนียก บอกว่า ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมโดยส่วนใหญ่กับคนที่เป็นโรคติดเกมนั้นแตกต่างกัน เช่นเดียวกับผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ที่ไม่ได้หมายความว่า คนดื่มแอลกอฮอล์ทุกคนจะต้องเป็นผู้เสพติดแอลกอฮอล์เสียทั้งหมด แต่การทำหรือใช้สิ่งใดมากเกินไปย่อมนำไปสู่ ผลกระทบในด้านลบที่เป็นอันตรายได้

ก่อนหน้านี้ มีการสำรวจนักเล่นเกม 500 คน โดยบริษัทความปลอดภัยด้านไอที ESET พบว่ามีนักเล่นเกม 10% ที่ยอมรับว่าใช้เวลาวันละ 10-24 ชั่วโมงนั่งติดหน้าจอ แต่ยังไม่พบว่ามีผลเสียโดยตรงต่อภาวะสุขภาพจิต

เช่นเดียวกับผลการวิจัยในวารสารจิตเวชศาสตร์ อเมริกัน (American Journal of Psychiatry) โดยคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ที่พบว่า มีผู้เล่นเกมเป็นประจำทั้งชายและหญิงจากทวีปยุโรปและอเมริกาเพียง 2-3% จากที่สำรวจทั้งหมด 19,000 คนเท่านั้น ที่ได้คะแนนในแบบสำรวจอาการความผิดปกติทางสุขภาพจิตมากกว่า 5 คะแนนขึ้นไป ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นเหล่านี้รวมถึงวิตกกังวลเกินเหตุ มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และมีอาการ “ลงแดง” คล้ายผู้ที่ติดสุราเมื่อไม่ได้ดื่มอีกด้วย

ปัจจุบันขณะที่คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินหลาย หมื่นทุกครั้งที่มี “ไอโฟน” รุ่นใหม่ออกวางขาย แต่ชาวอเมริกันบางกลุ่มยอมลงทุนราว 3 แสนบาท เพียงเพื่อให้ลูกๆ พวกเขาเลิกเล่นมือถือ และตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา มีคลินิกบำบัดเพื่อช่วยให้คนเลิกเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัล หรือ “digital rehab”

ส่วนงานวิจัยในอิตาลีล่าสุดพบว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือไปรบกวนเปลือกสมอง ตรงตำแหน่งที่ติดอยู่กับเครื่องมากที่สุด แต่ยังไม่รู้แน่ว่าจะเป็นอันตรายในระดับใด

ดร.เปาโล รอสซินี หัวหน้าคณะนักวิจัย แจ้งในรายงานผลการศึกษา อยู่ในวารสารทางวิชาการ “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับหนุ่มสาวอาสาสมัคร 15 คน ให้พูดใช้โทรศัพท์นาน 45 นาที โดยได้ตรวจปฏิกิริยาของคลื่นสมองดูด้วย ได้พบว่าเปลือกสมองที่มีหน้าที่สั่งงานตำแหน่งตรงที่แนบอยู่กับโทรศัพท์มือถือ ส่อว่าถูกรบกวนระหว่างที่พูดโทรศัพท์อยู่ ดีแต่ว่าคืนกลับสู่สภาพปกติภายใน เวลาชั่วโมงเดียว เปลือกสมองเป็นส่วนนอกของมันสมองที่ตรวจพบว่าโดนถูกรบกวน โดยเหตุที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ไปทำให้กล้ามเนื้อกระตุกโดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุ 5 ขวบ ที่คลื่นมือถือสามารถทำลายเนื้อเยื่อสมองได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้