วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จะสวดมนต์ต่อ หรือหาทางออกฝุ่นพิษ โจ แชร์น่าคิดจากจีน

จะสวดมนต์ต่อ หรือหาทางออกฝุ่นพิษ โจ แชร์น่าคิดจากจีน

  • Share:

อันตรายมากขึ้นทุกวันๆ ฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ ยังไม่หายไปไหน กำลังค่อยๆ ทำลายสุขภาพของคนไปเรื่อยๆ วิกฤติครั้งนี้จะหาทางออกอย่างไร เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง และเป็นหน้าที่ของคนไทยด้วย ที่จะต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำให้สถานการณ์ดีขึ้น กว่าที่เป็นอยู่ 

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปคุยๆ น่าคิดมากกับ โจ พิษณุวัชร์ ทรงวัฒนโยธิน กรรมการผู้จัดการสยามตูตู Siam DuDu แหล่งขายสินค้าไทยน่าชื้อ ในโซนสุขสยาม Sook Siam ที่ห้างใหญ่ ไอคอนสยาม ICONSIAM ที่ทำร่วมกับภรรยา อาร์ต ชนัยพร เดชะปัญญา และเพื่อนสนิท เอก ณัฐพันธ์ พรศรีฤทัย

ย้อนอดีตกันหน่อย โจ พิษณุวัชร์ เคยเป็นวีเจทางช่องดัง แชนแนลวีไทยแลนด์ Channel V Thailand ในยุคของ วุ้นเส้น วิริฒิพา ฯลฯ หลังจากนั้น โจ พิษณุวัชร์ ตั้งใจบินไปเรียนภาษาจีน ที่เซี่ยงไฮ้ จีน รับงานเดินแบบถ่ายแบบควบคู่ไปด้วย หลังจากนั้นได้ทำงานเป็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการห้างเซ็นทรัลที่จีน โจใช้ชีวิตอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ รวมนานกว่า 8 ปี ส่วนธุรกิจของครอบครัวโจ ติดต่อค้าขายกับจีนมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นจึงมีความรู้เรื่องจีนเยอะพอสมควร

ปัญหาฝุ่นพิษในกรุงเทพฯ ทวีความรุนแรง น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ การได้ศึกษาเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาจากประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศจีน น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่อาจจะช่วยเราหาทางออกได้ โจ พิษณุวัชร์ เริ่มให้สัมภาษณ์ชัดๆ กับบันเทิงไทยรัฐออนไลน์

"ยังไม่วิกฤติ คำๆ นี้ในตอนนี้ ก็คงจะพูดถึงเรื่องควันพิษที่แตะระดับอันตราย แต่ก็ยังมีคนบอกว่ามันยังไม่วิกฤติ ผมเอาคลิปของ Chai Jing นักข่าวที่เป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในจีน ซึ่งจะทำให้พวกเราได้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไม่วิกฤติ

"ผมต้องบอกว่า แม้ประเทศจีนจะเป็นประเทศ ที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมสูงอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องเอามาเรียนรู้ก็คือ ทุกอย่างย่อมมีราคาของมัน เมืองต่างๆ ในประเทศจีนถูกแบ่งออกเป็นเขตอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม อาทิ เหล็ก พลาสติก ผ้า ฯลฯ อย่างมณฑลเหอเป่ย เป็นแหล่งผลิตเหล็กที่สำคัญของจีน ถ้าพูดถึงควันพิษแล้ว คงทำให้สิ่งที่คนไทยกำลังเจออยู่ ดูปลอดภัยไปเลย

"การพัฒนาด้านวัตถุของจีนแม้ว่าหลายๆ คนจะคิดว่าคนจีนแทบไม่ได้พัฒนาตาม ผมเองก็เจอคนไทยหลายๆ คนพูดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ แต่ตลอด 8 ปีที่อยู่ในจีน ผมก็พบว่า คนจีนเป็นคนที่มีความพยายามในการพัฒนาตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจีนจะประสบความเร็จกับทุกอย่างที่ทำ

"ผมเองมองว่า คนไทยคนจีนไม่ได้ต่างกัน เพียงแต่มีพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน และถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมในจีน จะไม่ใช่เคสที่ประสบความสำเร็จ และเมื่อเทียบกันแล้วระดับมลพิษอากาศในกรุงเทพฯ อาจจะดีกว่าเซี่ยงไฮ้ด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งเชียงใหม่ ที่ยังสูงกว่ากรุงเทพฯ

"แต่อย่าลืมว่าประเทศจีน ใช้เวลาที่สั้นมากในการพัฒนา จากศูนย์ถึงระดับความก้าวหน้า ที่นำไปหลายก้าว และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ ถ้าปัญหาไหนที่จีนต้องการแก้ เค้าจะจริงจังและเด็ดขาด ซึ่งก็เกิดจากรูปแบบการบริหารประเทศแบบจีนๆ เพียงแต่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาที่เกิดจากการวางแผนที่ไม่ได้ถูกวางไว้ตั้งแต่เริ่ม

"ความล่าช้าของการแก้ปัญหาหลักๆ ก็เกิดจากระดับนโยบาย และวิธีการบริหารตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ผมเองก็แยกไม่ออกว่า ไทยหรือจีนดีกว่ากัน เพียงรู้แค่ว่าเค้าไม่ได้แก้ปัญหาถึงระดับจิตวิญญาณ ด้วยการสวดมนต์ไล่ควันพิษที่นำโดยผู้นำของเราทำกัน อันนี้เกินระดับ 4.0 จริงๆ

"ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านความรู้สึก แต่ถ้าถามว่าประเทศไทย มีการแก้ปัญหาอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง นอกจากการขยายเส้นทางเดินรถบีทีเอส BTS และเอ็มอาร์ที MRT ซึ่งใช้เวลานานมากๆ และก็มาพร้อมกับการก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ คอนโด และอื่นๆ อีกเยอะแยะมากๆ ที่ทำให้ฝุ่นควันเพิ่มความเข้มข้นไปอีกให้สูงขึ้น และไทยเราก็มีที่จอดจักรยานสีเขียว ที่ผมไม่รู้ว่ามันใช้ยังไง แล้วถึงใช้ได้ ก็คงไม่กล้าขี่ในเมืองที่มีควันหนักมากๆ และร้อนสุดๆ และที่สำคัญมากๆ ก็คือถนนไทยเรา แทบไม่มีเลนขี่จักรยาน

"ถ้าได้ดูคลิป ก็จะเห็นว่าต้นเหตุของปัญหาแทบไม่ต่าง ต่างกันแค่จำนวนรถและต้นเหตุของมลภาวะที่สูงกว่ามาก เรื่องของน้ำมันและการเปลี่ยนมาใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ดูแล้วสำหรับจีนจะค่อนข้างยืดเยื้อ

"โจเองอยู่เมืองจีนมาหลายปี และปัญหานี้ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหม่สำหรับประเทศจีน เพื่อนผมหลายๆ คน ก็จะแสดงความเป็นห่วง ว่าเป็นยังไงบ้าง เพราะถ้าคนที่รู้จักโจ จะรู้ว่า ที่เซี่ยงไฮ้โจเดินไปออฟฟิศทุกวัน วันละ 3 กิโล ทั้งเช้าและเย็น มันน่าจะเต็มไปด้วยฝุ่นพิษสุดๆ แต่ความจริงแล้วคือ ตั้งแต่เดินออกจากบ้าน ซึ่งอยู่ในใจกลางเมือง ผมเดินใต้ร่มต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่คลุมถนนที่ผมเดินตลอดระยะ 3 กิโลเมตร ผมเดินผ่านสวนสาธารณะถึงสองที่ เพื่อผ่านไปเจอคุณลุงคุณป้า ที่มาซ้อมคัฟเวอร์แดนซ์ Cover Dance เต้นรำพัดทุกเช้า

"ผมเดินข้ามถนน ที่รถประจำทางใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนทุกคัน ผมเดินผ่านสถานีรถไฟฟ้า ที่คนแทบเต็มสถานี เพราะมันพาคุณไปได้แทบทุกที่ในเซี่ยงไฮ้อย่างสะดวกสบาย ผมเดินผ่านชุมชนที่ไม่มีโรงงาน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพราะกฎหมายสั่งย้าย!!! ผมเดินผ่านร้านอาหาร ที่มีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด ผมเดินบนทางเท้า ที่ผมแทบจะนอนกลิ้งไปทำงานได้ เพราะไม่มีแผงลอย

"ผมเดินพร้อมกับจักรยาน และมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้ใช้น้ำมัน แต่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ผมเดินผ่านทางด่วนที่มีการอนุญาตทะเบียน แบ่งเป็นวันคี่วันคู่ และราคาป้ายทะเบียนรถแพงสุดๆ และต้องจองกันเป็นปี ผมเดินบนถนนที่ไม่มีรถคันไหนปล่อยควันดำอัดเข้าหน้า ผมแวะร้านสะดวกซื้อที่ต้องซื้ออาหารเช้าทุกวัน แต่ผมไม่เอาถุงพลาสติก เพราะเค้าคิดตังค์ สมัยนั้นเงินเดือนผมก็ไม่เยอะด้วย

"หลายปีที่ผ่านมา โรงงานที่อยู่ใกล้เมือง ถูกสั่งย้ายออกไปนอกเมือง ปีที่แล้วโรงงานกระดาษในมณฑลเจ้อเจียงถูกสั่งปิดเกือบหมด เพราะว่าไม่ผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีใครออกมาประท้วง และคงไม่มีใครกล้า ขนาดว่าเค้าทำกันขนาดนี้แล้ว ปัญหาเรื่องของควันพิษและมลภาวะก็ไม่ได้ลดลง แต่อย่างน้อยก็มีแผนที่ชัดเจน และทำอย่างต่อเนื่องตลอด 

"ถ้าวันนี้มีคนบอกคุณว่า ปัญหาของเราที่กรุงเทพฯ ยังไม่วิกฤติที่สุด!!! แล้วยังแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบไม่วิกฤติ!!! วันนี้เราคงต้องหาวิธีการแก้แบบไทยๆ ไปก่อน อย่าลืมกลับบ้านสวดมนต์กัน เพื่อไล่ควันพิษด้วยนะครับ".

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้