ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ครม.มอบ "จุติ" เปิดโต๊ะเจรจาเคลียร์สัปทานบริษัทโทรศัพท์

    ไทยรัฐออนไลน์1 ก.พ. 2554 20:00 น.
    SHARE

    ครม.มอบ "จุติ" เปิดโต๊ะเจรจาเคลียร์สัปทานบริษัทโทรคมนาคม เพื่อให้ข้อกำหนดในสัญญากลับไปเป็นตามสัญญาเดิม เล็งหาช่องฟ้องหากคว้าน้ำเหลว นายกฯเผยสิงเทลลงทุนทำหนังสือขอโทษ ...

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 ก.พ. ที่ศูนย์แถลงข่าวทำเนียบรัฐบาล ตึกนารีสโมสร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า ที่ประชุม ครม.พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาสัมปทานโทรคมนาคม กรณีที่ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับความไม่ถูกต้องของสัญญาสัมปทาน ที่มีการแก้ไขโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ได้รายงานมาให้ ครม.ทราบว่า การแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งกับแต่ละบริษัทมีรายละเอียดอย่างไร และแยกออกมาคือว่า กรณีที่เป็นการแก้ไขที่ไม่ใช่สาระสำคัญ เช่น การเปลี่ยนที่อยู่ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนมาตรา 22 ส่วนกรณีการแก้ไขสัญญา ในลักษณะซึ่งเป็นสาระสำคัญและกระทบกับประโยชน์ของรัฐ เช่น การไปปรับลดส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งกระทรวงไอซีทีรายงานมาว่าจะไปดำเนินการเจรจาเพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยของศาลของคณะกรรมการกฤษฎีกาและรักษาผลประโยชน์ของรัฐ โดยจะไปเจรจาและรายงานกลับมาให้ทราบภายใน 15 วัน ซึ่งกระทรวงไอซีทีต้องเตรียมมาตรการรองรับหลังจากนี้ถ้ามีผลการเจรจาเป็นอย่างไร ก็จะต้องสามารถดูแลผลประโยชน์ของหน่วยงานรัฐและประชาชนผู้รับบริการได้ด้วย เมื่อเจรจาเสร็จแล้วก็ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้สัญญาที่เกิดหลังปี 2535 ต้องว่าไปตามมาตร 13 แต่ว่ากรณีไหนที่เกิดขึ้นก่อน 2535 ให้ดำเนินการตามมาตรา 22 อย่างไรก็ตาม หากเจราจาไม่สำเร็จต้องมีการตัดสินใจที่ตามมาว่า จะดำเนินการอย่างไรในทางกฎหมาย เพราะผลกระทบอาจจะเกิดขึ้น ถ้าเจรจาไม่มีปัญหาทุกอย่างก็เรียบร้อย จากนั้นไปทำเป็นสัญญาแล้วเดินหน้าต่อ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของดีแทคและเอไอเอส ถือว่าคณะกรรมการตามมาตรา 22 มีมติแล้วจะถือว่านำมติของคณะกรรมการมาตรา 22 ไป เจรจาได้เลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "ใช่ครับ" เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่า อาจะมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกลับคืนให้รัฐอีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นทางเลือกหนึ่งตามกฎหมาย เมื่อถามว่า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเจรจาจะทำให้รัฐได้ผลประโยชน์และดูแลประชาชนแต่จะไม่เป็นช่วงเวลาหาเงินของคนบางกลุ่ม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในที่สุด ถ้าจะมีการดำเนินการอะไรเกี่ยวกับสัญญาจะต้องมีการเสนอตามกฎหมายร่วมทุนอยู่แล้ว เมื่อถามว่า การเจรจาจะเป็นการเจรจาทั้งในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานและส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องมีการเพิ่มขึ้นตามอัตราสัมปทานเดิมที่แก้ไขไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลักคือ เจรจาเพื่อให้ข้อกำหนดในสัญญากลับไปเป็นตามสัญญาเดิม ไม่ใช่แก้ไขในลักษณะซึ่งทำให้รัฐเสียประโยชน์ และทำโดยผิดขั้นตอนไม่ถูกต้องในอดีต

    เมื่อถามว่า มีการจับตามองมากในส่วนของบริษัทเอไอเอสที่มีผลสืบเนื่องจากคำพิพากษาโดยตรง จะมีเรื่องค่าเสียหาย 7.3 หมื่นล้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะดูจากแต่ละประเด็นที่มีการแก้ไขแต่ละครั้ง เช่น ส่วนแบ่งสัญญา บริการที่จ่ายเงินก่อน การไปคำนวณการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับโรมมิ่งที่มีอยู่ประมาณ 7 สัญญา ขณะนี้กระทรวงไอซีทีจะไปตั้งคณะทำงานกับทั้ง 4 บริษัทในทุกสัญญาที่มีการแก้ไขในเนื้อหาสาระสำคัญที่รัฐเสียประโยชน์ ให้ไปดำเนินการเจรจาแล้วก็เข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 13 หรือ มาตรา 22 ของ พรบ.ร่วมทุนแล้วแต่กรณี เมื่อถามว่า เอกชนอ้างว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของอนุญาโตตุลาการ มีการพูดกันหรือไม่การแก้ปัญหาส่วนนี้จะเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของการมีข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากสัญญา แต่มันเป็นปัญหาว่าสัญญาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งมันไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมาย

    เมื่อถามว่า ในที่ประชุม ครม.มีการพูดถึงกรณีที่บริษัททรูฯทำสัญญากับ กสท. ในการซื้อกิจการของฮัทช์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ เมื่อถามต่อว่า นายกฯได้คุยกับนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีทีหรือไม่ว่าเข้าข่ายการเลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุนหรือไม่ เพราะมูลค่าเกิน กว่า 1 พันล้านบาทตามที่กฎหมายกำหนด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่านายจุติตั้งประเด็นข้อกฎหมายให้ทางอัยการซึ่งนายจุติกำลังทำรายงานมาถึงตน เมื่อถามว่า ต้องมีการเสนอให้กฤษฎีกาตีความเพื่อความชัดเจนในข้อกฎหมายหรืออไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบแต่ว่ารมว.ไอซีทีจะรายงานมา โดยยึดความเห็นของอัยการ 3 ประเด็น

    ต่อข้อถามถึงการพบกับผู้บริหารบริษัทสิงคโปร์เทเลคอม(สิงเทล) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้พูดกันเฉพาะเจาะจง เขาพูดถึงว่าเขาเป็นนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนมาเป็น ระยะเวลายาวนานพอสมควรแล้วยังมองเห็นศักยภาพของตลาด ซึ่งตนบอกว่ามี 2 เรื่องที่ต้องมองไปข้างหน้า 1.การขยายตัวของตลาดกับความจำเป็นในการที่จะต้องเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานก็ยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งรัดเรื่องของ 3 จี ซึ่งตอนนี้กฎหมายออกมาแล้วอยู่ระหว่างการเร่งสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และจะเป็นอำนาจของ กสทช. ในการดำเนินการต่อไป 2.บรรดาปัญหาข้อกฎหมายที่ค้างอยู่ตนก็บอกว่ารัฐบาลมีหน้าที่รักษากฎหมาย เมื่อถามว่า มีการพูดถึงเรื่องความไม่เป็นธรรมของรัฐบาลในการดูแลคู่สัญญาแต่ละรายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้พูด ไม่มีอะไร เพราะตนบอกว่าการดำเนินการตามกฎหมายของเรา ไม่มีการเลือกปฏิบัติอยู่แล้ว ส่วนที่บริษัทสิงเทลมีการแถลงข่าวกล่าวหารัฐบาลนั้นในการพบกันเขาก็ขอโทษตน และเห็นว่าเขาจะทำหนังสือขอโทษมาอีก ส่วนจะต้องแถลงข่าวเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่นั้นไม่ทราบ เป็นดุลพินิจของเขา

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้