วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประวัติ ‘จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช’ ปธน.สหรัฐฯ ผู้นำทัพไล่อิรักจากคูเวต

ประวัติ ‘จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช’ ปธน.สหรัฐฯ ผู้นำทัพไล่อิรักจากคูเวต

  • Share:

จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐอเมริกา ถึงแก่อสัญกรรมแล้วเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จัดพิธีศพแก่เขาอย่างสมเกียรติ และนำศพไปฝังเคียงข้างภริยาที่จากไปก่อนหน้านี้ในรัฐเท็กซัส

หลายคนคงรู้จักจอร์จ บุช ในฐานะบิดาของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้นำพาแดนลุงแซมเข้าสู้สงครามอิรักอันยาวนาน วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเพียงสมัยเดียวผู้นี้ให้มากขึ้น

ภาพ จอร์จ บุช สมัยเป็นนักบินของกองทัพเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

*วัยเด็กของบุช

จอร์จ เฮอร์เบิร์ต วอล์คเกอร์ บุช เกิดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2467 ที่เมืองมิลตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นลูกชายของวุฒิสมาชิก เพรสคอตต์ บุช ซึ่งถือเป็นครอบครัวนักการเมืองผู้มั่งคั่ง เขาเข้าศึกษาชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียน ‘วิทยาลัยฟิลลิป’ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำชั้นแนวหน้าในเมืองแอนโดเวอร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ และเริ่มคบหากับ บาร์บารา เพียซ ผู้จะเป็นภริยาของเขาในอนาคตที่นั้น หลังจากได้รู้จักกันในงานเต้นรำวันคริสต์มาสปี 2484 โดยตอนนั้นบุชมีอายุ 17 ปี ส่วนบาร์บาราอายุ 16 ปี และทั้งคู่ได้แต่งงานกันในเดือนมกราคม 2488

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น บุชได้รับการบรรจุเข้ากองทัพเรือสหรัฐฯ ในวันเกิดอายุ 18 ปีของเขา และกลายเป็นนักบินอายุน้อยที่สุดของกองทัพเรือที่เข้าร่วมต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยบุชรับหน้าที่ขับเครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโด และออกปฏิบัติภารกิจถึง 58 ครั้ง มีประสบการณ์เฉียดตายเมื่อเครื่องบินของเขาถูกยิงระหว่างทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เขาหลบหนีออกจากเครื่องบินที่เกิดไฟลุกไหม้ได้ และได้รับความช่วยเหลือจากเรือดำนำของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว ผลงานดังกล่าวทำให้บุชได้รับกางเขนกล้าหาญสำหรับผู้ที่มีผลงานการบินโดดเด่น (Distinguished Flying Cross)

หลังสงครามสิ้นสุดลง บุชก็เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเยล หนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐฯ ก่อนจะจับปริญญาสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2491 จากนั้นบุชกับครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เมืองมิดแลนด์ ในรัฐเท็กซัส และประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจน้ำมันและปิโตรเลียม และกลายเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2507 ขณะมีอายุ 40 ปี

ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน จับมือกับนายบุช

*ก่อนได้เป็นประธานาธิบดี

บุชเริ่มเข้าสู้เส้นทางการเมืองหลังจากก่อตั้งบริษัทน้ำมันของตัวเอง โดยได้รับเลือกเป็นประธานพรรครีพับลิกันประจำเขตแฮร์ริส เคาน์ตี ในปี 2506 ปีต่อมาเขาลงสมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกในรัฐเท็กซัส แต่แพ้ให้กับคู่แข้ง อย่างไรก็ตาม 2 ปีต่อมาเขาก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและดำรงตำแหน่งนาน 2 สมัย หลังจากนั้นบุชยังได้รับตำแหน่งสำคัญหลายอย่างรวมถึงทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติในปี 2514, หัวหน้าคณะกรรมการแห่งชาติของพรรครีพับลิกันในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน, ทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศจีน และผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ ของสหรัฐฯ ในปี 2519

จากนั้นบุชจึงเริ่มเล็งตำแหน่งประธานาธิบดี แต่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคในปี 2523 ให้แก่นายโรนัลด์ เรแกน อย่างไรก็ตาม เรแกนเลือกบุชเป็นคู่หูชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ผลก็คือเรแกนชนะการเลือกตั้งในปีนั้น และได้รับเลือกอีกสมัยในปี 2527 ส่วนบุชเป็นรองประธานาธิบดีของเรแกนทั้งสองสมัย

นายบุชโบกมือทักทายประชาชนหลังสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยมีนางบาร์บารา ภริยาอยู่เคียงข้าง

*รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ

หลังสิ้นสุดยุคการปกครองของประธานาธิบดีเรแกน บุชลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งและชนะการเลือกตั้งในปี 2531 เอาชนะคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตอย่างนายไมเคิล ดูคาคิส และกลายเป็นรองประธานาธิบดีในตำแหน่งคนแรกที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีนับตั้งแต่ปี 2380 โดยหลังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนรีพับลิกัน บุชกล่าวคำพูดที่กลายเป็นประโยคเด็ดของเขาว่า “Read my lips: No new taxes.” หรือ “อ่านปากผมนะ ไม่เก็บภาษีเพิ่ม”

บุชได้รับการยกย่องว่า ในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาสามารถรับมือเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่กี่เดือนหลังจากบุชรับตำแหน่งผู้นำ เขาก็ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 2532 และสานต่อปฏิบัติการทางทหารโค่นอำนาจนาย มานูเอล นอเรกา จอมเผด็จการของปานามา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีเรแกนจนสำเร็จ โดยนายนอเรกาถูกกล่าวหาว่า เป็นสายลับของฟีเดล คาสโตรแห่งคิวบา และใช้ปานามาเป็นเส้นทางขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ

มานูเอล นอเรกา จอมเผด็จการของปานามา

ไม่กี่เดือนต่อมานาย ซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีประเทศอิรักในขณะนั้นนำทัพบุกยึดประเทศคูเวตในวันที่ 2 สิงหาคม 2533 ทำให้นายบุชออกโรงประณามการรุกรานของอิรัก และจัดตั้งกองกำลังนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ภายใน 1 เดือน จากนั้นจึงขออนุญาตสภาคองแกรสให้ใช้กำลังทหารขับไล่อิรัก ก่อนที่การโจมตีครั้งแรกจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 มกราคม 2534 ใช้เวลาราว 2 เดือนขับไล่กองทัพอิรักออกจากคูเวตได้สำเร็จ ผลงานเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบุชระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุชจะประสบความสำเร็จในการรับมือปัญหาจากต่างประเทศ และความนิยมของเขาจะพุ่งสูงมากหลังจัดการกับกองทัพอิรัก แต่บุชกลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศโดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจได้ ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้นายบิล คลินตัน ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2535

บิล คลินตัน กับจอร์จ บุช นอกจากเคลื่อนไหวช่วยเหลือเหยื่อเฮอริเคน แคทรินา แล้ว ยังช่วยเหลือเหยื่อสึนามิในศรีลังกาด้วย

*ชีวิตหลังพ้นตำแหน่งประธานาธิบดี

หลังแพ้เลือกตั้งบุชมักเก็บตัวเงียบ แต่เมื่อลูกชายคนโตของเขาคือ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2543 บุชผู้พ่อก็เริ่มปรากฏตัวต่อสาธารณะมากขึ้น และกล่าวปราศรัยสนับสนุนลูกชายบ่อยครั้ง แต่นอกจากช่วยลูกชายตัวเองแล้ว เขายังให้ยืมมือสนับสนุนทางการเมืองหลายครั้ง เช่นในปี 2548 เขารวมพลังกับนาย บิล คลินตัน ช่วยผู้ประสบภัยพายุเฮอริเคนแคทรินา โดยกองทุนบุช-คลินตันระดมเงินบริจาคได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น

ในปี 2554 บุชซีเนียร์ ได้รับเหรียญอิสรภาพแห่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา จากประธานาธิบดีบารัค โอบามา เพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ผู้รับซึ่งได้รับการพิจารณาว่าเป็น ผู้อุทิศตนในการสร้างความั่นคงและสนับสนุนผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา, สันติสุขของโลก, วัฒนธรรม และ งานอื่นๆ ทั้งของสาธารณชนและส่วนบุคคล

นายบุชในวัยชราต้องนั่งรถเข็นเพราะป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน

*ปัญหาสุขภาพและการเสียชีวิต

บุชเริ่มปัญหาสุขภาพมากขึ้นหลังจากเข้าสู่วัยชรา โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2555 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 88 ปีผู้นี้เข้าโรงพยาบาลในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส เพื่อรักษาอาการไอที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดลมอักเสบ แม้ว่าอาการไอจะดีขึ้น แต่บุชต้องถูกส่งเข้าห้องไอซียูหลังจากเกิดอาการไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ (persistent fever) และอยู่ในนั้นจนถึงเดือนธันวาคม ปีเดียวกันนี้มีการเปิดเผยด้วยว่า บุชป่วยเป็นโรคพากินสันที่ร่างกายช่วงล่าง ทำให้เขาต้องนั้งรถเข็นตลอด

ในปี 2556 บุชเข้าโรงพยาบาลนาน 2 เดือนจากโรคหลอดลมอักเสบ ก่อนจะเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2557 หลังเกิดอาการหายใจลำบาก แต่แม้จะสุขภาพทรุดโทรมลง บุชก็ไม่ว่างเว้นจากการกระโดดร่มฉฉลองวันเกิดนับตั้งแต่ออกจากทำเนียบขาว โดยการกระโดดครั้งสุดท้ายของเขาเกิดขึ้นในวันเกิดอายุครบ 90 ปี ในปี 2557

ในเดือนกรกฎาคม 2558 อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ วัย 91 ปี ล้มที่บ้านตากอากาศของเขาในเมืองเคนเนบังต์พอร์ต รัฐเมน ทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอของเขาแตก แต่แพทยระบุว่าเป็นไม่อันตรายถึงชีวิต

พิธีศพครั้งที่ 2 ของจอร์จ บุช ที่โบสถ์ เซนต์มาร์ติน ในเมืองฮุสตัน

2 ปีต่อมาในวันที่ 14 มกราคม ปี 2560 บุชเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งจากอาการทางเดินหายใจที่เกิดจากโรคหลอดลมอักเสบ 4 วันหลังจากนั้นนางบาร์บารา ภริยาของเขาก็เข้าโรงพยาบาลเพราะอาการไอและเหนื่อยล้า ก่อนจะออกจากโรงพยาบาลหลังจากผ่านไปเดือบ 1 สัปดาห์ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นสามีภรรยาคู่นี้ก็ไปชมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลที่เมืองฮุสตัน นายบุชยังเรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมด้วยการเป็นผู้โดนเหรียญก่อนเริ่มเกมด้วย

ในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของบุช เขาเข้าโรงพยาบาลหลายครั้งตั้งแต่นางบาร์บาราเสียชีวิตในเดือนเมษายน แต่เขายังแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ขันที่ไม่เสื่อมคลาย โดยหยอกล้อกับนายบิล คลินตันที่เดินทางมาเยี่ยมเขาในเดือนมิถุนายน ก่อนที่บุชซีเนียร์จะเสียชีวิตอย่างสงบในวันที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 22:10น. ที่บ้านของเขาในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส ขณะมีอายุ 94 ปี 171 วัน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์

จอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวถ้อยคำสรรเสริญผู้เป็นบิดาในรัฐพิธีศพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

*พิธีศพ

รัฐบาลสหรัฐฯ จัดพิธีศพให้แก่จอร์จ บุชอย่างสมเกียรติ เริ่มจากใช้เครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน ประจำตำแหน่งประธานาธิบดี ลำเลียงโลงศพของเขาจากรัฐเท็กซัสมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 3 ธันวาคม ก่อนนำไปตั้งไว้ที่อาคารรัฐสภาเพื่อเปิดให้สาธารณะชนเข้าแสดงความอาลัยเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นจึงย้ายโลงศพไปยังโบสถ์แห่งชาติ เพื่อจัดรัฐพิธีศพ ซึ่งมีบุคคลสำคัญจากทั่วโลกและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกคนเข้าร่วม

ภายในงาน จอร์จ ดับเบิลยู บุช เป็นผู้กล่าวถ้อยคำสรรเสริญผู้เป็นบิดา ว่าเป็นบุคคลที่มีเกียรติ และเป็นพ่อที่ดีที่สุด ผู้สอนให้เขารู้ว่าการรับใช้สังคมเป็นงานที่มีเกียรติและจำเป็น

หลังจากเสร็จสิ้นพิธี โลงบรรจุศพของนายบุชผู้พ่อก็ถูกนำกลับไปยังรัฐเท็กซัส และจะเปิดให้สาธารณะชนเข้าแสดงความไว้อาลัยจนถึงช่วงเช้าวันพฤหัสบดี และจะมีพิธีศพอีกครั้งที่โบสถ์ เซนต์มาร์ติน ในเมืองฮุสตัน ก่อนที่รถไฟชื่อ ‘บุช 4141’ ซึ่งตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ จะนำศพของเขาไปยังห้องสมุดประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช และฝังเคียงข้างหลุมศพของนางบาร์บารา บุช ภริยาคู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา 73 ปี

รถไฟ บุช 4141 ลำเลียงโลงศพของจอร์จ บุชไปยังสถานที่ฝังศพ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้