วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผ่าปมข้อเรียกร้อง "วิชาชีพเภสัชกรรม" แก้ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. …เพื่อประโยชน์ใคร?

ผ่าปมข้อเรียกร้อง "วิชาชีพเภสัชกรรม" แก้ พ.ร.บ.ยา พ.ศ. …เพื่อประโยชน์ใคร?

  • Share:


สลายอัตตา...ก่อนสังเวยชีวิต

แก้ พ.ร.บ.ยา....เพื่อประโยชน์ใคร?

ประเด็นร้อนที่ถูกจับตาขึ้นมาทันทีว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.ลับลวงพรางหรือไม่ เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการแถลงข่าวเดินหน้าแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ แทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2561 โดย อย.ให้เหตุผลว่าต้องการทำให้ พ.ร.บ.ยามีความทันสมัยเนื่องจากร่างฉบับเก่ามีการใช้มาแล้วกว่า 51 ปี โดยยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

แต่ในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นี้ กลับมีบางประเด็นที่ วิชาชีพเภสัชกรรม ชมรมเภสัชสาธารณสุข คณะเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.มหิดล ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ ม.ขอนแก่น ม.ศิลปากร ฯลฯ ออกมาแสดงการคัดค้านในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากเกิดความกังวลใจว่าอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนรวมทั้งอาจเป็นการเอื้อให้กับกลุ่มนายทุนอีกด้วย

สำหรับประเด็นหลักๆ ที่มีความกังวล คือ มาตรา 22 (5) ระบุว่า การจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้ว หรือการจ่ายยาที่มีการแบ่งจ่ายตาม (4) ในกรณีซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ ใช้ยาเฉพาะรายของตนหรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ใช้สำหรับสัตว์ที่ตนป้องกันหรือบำบัดโรคหรือการจ่ายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้วสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ซึ่งองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมกังวลว่าหากเพิ่มวิชาชีพ ที่จ่ายยาได้จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการใช้ยาหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง การแบ่งกลุ่มยา ที่เภสัชกรเสนอให้แบ่งเป็น 3 ประเภทตามหลักสากล คือ 1.ยาควบคุมพิเศษ 2.ยาอันตราย และ 3.ยาที่ไม่ต้องมีใบสั่งหรือยาสามัญประจำบ้าน แต่ตามร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่แบ่งเป็น 4 ประเภท โดยเพิ่มยากลุ่มที่ 4 คือยาแผนปัจจุบัน ที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ซึ่งกลุ่มเภสัชกรกังวลว่าจัดเป็นยากลุ่มไหนเป็นกลุ่มร้านขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จ (ข.ย.2) หรือไม่ ซึ่งสภาวิชาชีพเภสัชกรรมมีความกังวลว่าอาจเอื้อให้กลุ่มนายทุนได้

ศ.นพ.ปิยะสกล

เมื่อ ประเด็นความขัดแย้งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้อนถึงเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ต้องสั่งการด่วนให้ อย.ร่วมกับ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัด สธ. ทำการนัดหารือกับ “วิชาชีพเภสัชกรรม สภาเภสัชกรรม และคณบดีคณะเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ” ศ.นพ.ปิยะสกล เล่าถึงผลการหารือว่า จากการมอบหมายให้ปลัด สธ.เชิญผู้แทนวิชาชีพเภสัชกรรมมาหารือในประเด็นข้อกังวลในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นั้น ได้ข้อสรุป คือ ประเด็นที่ขอปรับแก้มาตรา 22 (5) ให้กลับไปใช้ข้อความเดิมตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 คือการจ่ายยาตามวิชาชีพต่างๆ ได้คงเดิม ส่วนพยาบาลในหน่วยงานรัฐสามารถจ่ายยาได้เหมือนเดิมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และการโฆษณายาใน ม.137 ให้ใช้ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ประเด็นที่ปรับแก้ กรณีนิยามตามมาตรา 4 ให้แบ่งประเภทยาตามหลักสากล เป็นยาตามใบสั่งยายาจ่ายโดยเภสัชกร ยาสามัญประจำบ้าน และกำหนดร้านขายยาประเภท ข.ย.2 ให้ชัดเจน โดยขอให้ไปทำความชัดเจนอีกครั้ง ส่วนประเด็นย่อยอื่นๆ เช่น ยาออนไลน์ การเรียงลำดับกฎหมายขอให้ปรับให้ถูกต้องซึ่งทั้งหมดยืนยันว่าทำเพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

ภก.กิตติ

ขณะที่ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม ขยายภาพภายหลังร่วมหารือกับ สธ. ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ตนได้เสนอให้ใช้ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับกระทรวงที่ร่วมหารือกับวิชาชีพเภสัชกรรมเมื่อปี 2557 ซึ่งได้หารือประเด็นปัญหาที่คัดค้านในปัจจุบันและมีข้อสรุปหมดแล้ว ส่วนประเด็นที่เสนอไปคือเรื่องการยกเว้นตามมาตรา 22 (5) เป็นเพียงการยกเว้นไม่ต้องมาขอใบอนุญาต แต่ใครจะจ่ายยาได้หรือไม่ ควรให้เป็นเรื่องของกฎหมายวิชาชีพ ที่จะไปหารือกันถึงเหตุผลความจำเป็น เพราะหากยกเว้นใน พ.ร.บ.ยา ก็เท่ากับเอื้อให้ธุรกิจเอกชน ส่วนเรื่องยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ ที่ขาดรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร จะมีร้านยาประเภทใหม่ ที่ไม่ทราบใครเป็นผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ อาจทำให้เข้าใจว่าเขียนไว้เอื้อบริษัททุนใหญ่ได้ ดังนั้นขอให้เขียนให้ชัดเจนว่าเป็นร้าน ข.ย.2 และเอาไปเขียนไว้ในบท เฉพาะกาล แต่ที่เป็นข้อยกเว้นให้ 3 วิชาชีพปรุงยาจ่ายยาได้ก็น่าจะกำหนดให้ รมว.สาธารณสุข ประกาศพื้นที่ที่มีความพร้อมที่จะไม่ยกเว้นในเรื่องนี้ เพื่อให้กฎหมายยาที่จะออกใหม่มีความก้าวหน้าและเป็นตามระบบสากลมากขึ้น

“ขณะนี้เรื่องร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ แม้จะบอกว่ามีการแก้ไข แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ซึ่งสภาเภสัชกรรมและเครือข่ายยังคงจับตาอยู่ตลอด รวมทั้งยังจะมีการประท้วงและคัดค้านในรูปแบบต่างๆต่อไป จนกว่าเราจะได้เห็นตัวร่างกฎหมาย และที่สำคัญอยากให้ สธ.สร้างความชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันก่อน เข้าใจว่าทุกฝ่ายหวังทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ต้องคำนึงถึงความเชี่ยวชาญของแต่ละวิชาชีพด้วย บางคนคิดว่าอ่านชื่อยาออกแล้วจะจ่ายยาได้ เป็นเรื่องที่ผิดเพราะยาก็มีโครงสร้างของยา หากจ่ายยาผิดก็มีอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งสัปดาห์หน้าสภาเภสัชกรรมจะมีการหารือกัน เพราะอยากเห็นตัวร่างของกฎหมายก่อน ส่งเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)” ภก.กิตติ กล่าวปิดท้าย โดยฝากความหวังให้ สธ.เปิดร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ก่อนส่งเข้า ครม.

ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่าทุกฝ่ายมีเป้าหมายหลักและเจตนาดี คือต้องการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน เราจึงอยากฝากไว้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดคือการหารือกันภายใต้ความจริงจังและจริงใจ เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ที่มองผลลัพธ์สูงสุดคือเพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะยาถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ของการดำเนินชีวิต หากต้องเดินหน้า แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ยาก็ต้องมีการกลั่นกรองเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกำหนดเป็นกฎหมายยา เพื่อล้อมคอกความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเข้มข้นที่สุด

อย่าเอาชีวิตประชาชนแขวนไว้บนความเสี่ยงจากอัตตาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเลย.

ทีมข่าวสาธารณสุข

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้