วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สะกดคำว่าแก่ไม่เป็น!! คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช 74 ยังแจ๋ว!! นำทีมชาติไทยคว้าชัยเอเชียนเกมส์

สะกดคำว่าแก่ไม่เป็น!! คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช 74 ยังแจ๋ว!! นำทีมชาติไทยคว้าชัยเอเชียนเกมส์

  • Share:

ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าเลิกนับอายุไปนานแล้ว!! และจะไม่ยอมเป็นคุณย่าคุณยายอยู่บ้านเลี้ยงหลานเด็ดขาด ก็เพราะอย่างนี้ “คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช” จึงแอ็กทีฟราวกับสาวๆก็ไม่ปาน โดยล่าสุด เพิ่งพาทีมชาติไทยไปคว้าเหรียญเงินกีฬาบริดจ์ ประเภททีมผสม จากการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการกีฬาไทย

“รู้สึกดีใจและภูมิใจมากๆกับชัยชนะครั้งนี้ ดิฉันเป็นนายกสมาพันธ์บริดจ์ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก มา 20 ปี พยายามตลอดที่จะผลักดันให้กีฬาบริดจ์เป็นที่รู้จักแพร่หลายในภูมิภาคนี้ และได้รับการยอมรับเป็นกีฬาระดับนานาชาติ เมื่อ 7 ปีก่อน ดิฉันเคยนำนักกีฬาบริดจ์ทีมชาติไทยไปคว้าเหรียญทองซีเกมส์ มาถึงปีนี้สามารถสร้างประวัติศาสตร์ในเอเชียนเกมส์ นำทีมนักกีฬาบริดจ์ทีมชาติไทยคว้า 1 เหรียญเงิน จากประเภททีมผสม และได้ 1 เหรียญทองแดง จากประเภทคู่ผสม อันนี้ถือเป็นความสำเร็จก้าวใหญ่ของวงการบริดจ์เมืองไทยจริงๆ และเป็นครั้งแรกที่กีฬาบริดจ์ได้รับการบรรจุในเอเชียนเกมส์”...นักกีฬาทีมชาติไทยที่อายุมากที่สุดในเอเชียนเกมส์ 2018 บอกเล่าถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่

กีฬาบริดจ์มีเสน่ห์ตรงไหน และมีต้นกำเนิดเป็นมาอย่างไร

ไพ่บริดจ์ถือกำเนิดในอังกฤษ เริ่มต้นเล่นในกลุ่มขุนนาง สำหรับเมืองไทยถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยนักเรียนนอกที่ไปศึกษาในอังกฤษ บริดจ์ถือเป็นกีฬาสากลที่มีวัฒนธรรมงดงาม เป็นการผสมผสานเทคนิคด้านกีฬาเข้ากับศิลปะ ปัจจุบันมีการแข่งขันบริดจ์ในระดับมหาวิทยาลัย, ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกได้บรรจุกีฬาบริดจ์เป็นกีฬาทดลองด้วย มีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลอมเบียระบุว่า การเล่นบริดจ์ป้องกันอัลไซเมอร์ได้ เนื่องจากต้องใช้สมาธิ ใช้สมองตลอดเวลา ต้องวางแผน และใช้ความจำ คนดังระดับโลกที่ชื่นชอบการเล่นบริดจ์มากๆคือ “บิล เกตส์” และ “วอร์เรน บัฟเฟต์” ทั้งคู่เชื่อว่าการเล่นบริดจ์เป็นกีฬาที่ดีที่สุดในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้นำในอนาคต จึงให้งบประมาณสมาคมกีฬาบริดจ์ของอเมริกา 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำไปพัฒนา หลักสูตรให้เล่นบริดจ์ง่ายขึ้น ในเมืองไทยก็สนับสนุนให้เยาวชนเล่นบริดจ์ โดยคัดเลือกตัวแทนจากทุกภูมิภาคมาแข่ง ปีที่แล้วเราส่งนักกีฬาจากกำแพงเพชรไปแข่งที่ฝรั่งเศส ซึ่งก็คว้าเหรียญทองมาได้

เริ่มหลงรักไพ่-บริดจ์ตอนไหน และอะไรทำให้เอาจริงถึงขั้นเป็น นักกีฬาทีมชาติ

ดิฉันเล่นบริดจ์ตั้งแต่ท้องลูกชายคนโต เมื่อ 47 ปีที่แล้ว ตอนแรกไม่ เคยคิดว่าจะนั่งนิ่งได้นานๆ แต่ตอนนั้นตั้งท้องอยู่ไม่ได้ทำงาน จึงลองเล่นไพ่บริดจ์ เล่นไม่เท่าไหร่ครูชักชวนให้ลงแข่งขัน ดิฉันเรียนปุ๊บก็ชอบและรู้สึกว่าเข้ากับบริดจ์ได้ดี มันท้าทายมากต้องใช้สมองเยอะ และต้องหมั่นฝึกฝนฝีมือตลอด ยิ่งตอนเตรียมตัวแข่งทีมชาติต้องฝึกซ้อมเกือบทุกวัน เนื่องจากเป็นคนชอบพัฒนาตัวเอง และทำอะไรทำจริงตลอด ชีวิตนี้ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ทุกวันนี้ดิฉันยังอ่านตำราและดูถ่ายทอดสดการแข่งขันบริดจ์ทุกรายการ เพื่อดูว่าคนเก่งๆมีเทคนิคยังไง

มีเคล็ดลับยังไงถึงเป็นสาวสองพันปีเป๊ะเว่อร์ขนาดนี้

เชื่อไหมว่าอายุ 74 แล้ว!! ตั้งแต่ขึ้นเลขหก ก็เลิกคิดเรื่องอายุไปเลย ชีวิตนี้คิดว่าตัวเองสาวตลอด ไม่เคยนับอายุ หรือมองว่าตัวเองแก่ สะกดคำนี้ไม่เป็น!! เป็นคนออกกำลังกายมาทั้งชีวิต และระมัดระวังเรื่องการกินอยู่ ถูกฝึกตั้งแต่เด็กไม่ให้ทานของจุกจิก พวกขนมขบเคี้ยวทานไม่เป็น ที่สำคัญต้องทำตัวให้แอ็กทีฟตลอด ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเรื่องรีไทร์ ยังทำงานให้มูลนิธิชิน โสภณพนิช และสมาคมสร้างสรรค์ไทย “ตาวิเศษ” ทุกวัน

หลายคนอยากทราบว่าคุณหญิงชดช้อยเติบโตมาแบบไหน

ดิฉันเป็นลูกสาวคนเดียวในหมู่พี่น้องผู้ชาย 6 คน คุณแม่จึงประคบประหงมมาก เลี้ยงมาแบบกุลสตรี ไม่ให้โดนแดดโดนลม ถ้ายังอยู่เมืองไทยก็คงไม่รู้จักตัวเอง โชคดีที่ได้ไปเรียนโรงเรียนประจำที่ออสเตรเลีย ตั้งแต่ 9 ขวบ จึงได้รับการส่งเสริมให้เล่นกีฬาทุกอย่าง หยุดพักเมื่อไหร่ต้องจองคอร์ตเทนนิส แข่งวิ่ง และเล่นเนตบอล กลายเป็นนักกิจกรรมตัวยง ทุกเสาร์อาทิตย์เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกับโรงเรียนอื่นๆ

คุณพ่อคุณแม่ตกใจไหมที่ลูกสาวเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

เรื่องมาแตกเพราะคุณครูเขียนจดหมายไปบอกคุณแม่ (บุญศรี โสภณพนิช) ว่า ลูกสาวเล่นเทนนิสเก่ง และติดทีมโรงเรียนแล้วนะ อยากให้ทางบ้านช่วยซื้อไม้เทนนิสให้หน่อย เพราะยืมเพื่อนเล่นตลอด คุณแม่ตกใจใหญ่เลย ท่านไม่เคยทราบมาก่อนว่าดิฉันเป็นนักกีฬา ส่วนคุณพ่อ (ชิน โสภณพนิช) บ่นว่าลูกสาวคนอื่นไปเรียนเมืองนอกกลับมาผิวขาวเนียน แต่ลูกสาวบ้านนี้ทำไมตัวดำปี๋ ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลีย 12 ปี จนจบปริญญาตรีด้านอักษรศาสตร์ เอกเศรษฐศาสตร์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ซิดนีย์ ตอนกลับมาเมืองไทยเป็นเด็กฝรั่งเลย

เป็นลูกสาวคนเดียวในตระกูลคนจีนมีโอกาสได้ช่วยธุรกิจครอบครัวไหมคะ

ไม่ได้เข้ามาทำธุรกิจครอบครัวเลย ตอนกลับมาใหม่ๆเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ อยู่ที่คณะบัญชี จุฬาฯ สอนได้ปีเดียวรู้สึกอึดอัด จึงลาออกไปเป็นผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และฝ่ายขาย ที่โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล ทำอยู่ 4 ปี ได้เรียนรู้อะไรเยอะ จากนั้นก็เป็นคนริเริ่มนำบัตรเครดิตการ์ดเข้าเมืองไทยครั้งแรก คือบัตรไดเนอร์สคลับ แต่หลังจากแต่งงานมีลูก 4 คน ดิฉันก็ไม่ทำงานประจำอีกเลย และหันมาทุ่มเทให้กับการทำมูลนิธิชิน โสภณพนิช พร้อมก่อตั้งสมาคมสร้างสรรค์ไทย “ตาวิเศษ” ในปี 1987 ตอนนั้นเกิดความคิดว่าอยากทำให้เมืองไทยเป็นเมืองสะอาดเหมือนออสเตรเลีย จากที่เมืองไทยติดอันดับเมืองสกปรกต้นๆของโลก ตอนเริ่มทำตาวิเศษใหม่ๆได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชนหลายราย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ เคยเกิดวิกฤติใหญ่อะไรในชีวิตไหม

เคยหกล้มข้อเท้าแพลงตอนอายุ 50 เศษๆ คุณหมอสั่งห้ามเล่นเทนนิสเด็ดขาด ซึ่งเป็นอะไรที่ฝืนใจมาก เพราะเล่นเทนนิสมาทั้งชีวิต ดิฉันต้องเปลี่ยนไปเต้นลีลาศแทน แต่เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ระหว่างไปทำงานที่อังกฤษ จู่ๆก็เกิดอาการชาไปทั้งซีกซ้ายและเดินไม่ได้ เพราะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ในชีวิตไม่เคยเจ็บอะไรเท่านี้มาก่อน ต้องรักษาตัวอยู่ที่อังกฤษเป็นเดือน หมอห้ามนั่ง ให้อยู่ในท่ายืนและนอนราบเท่านั้น เมื่อกลับมาเมืองไทยต้องใช้เวลาเยียวยาถึง 2 ปีเต็ม โดยหมอสั่งว่าออกกำลังกายเบาๆได้ แต่ไม่ควรทำอะไรที่ต้องบิดเบี้ยวร่างกาย ตอนนั้นดิฉันชื่นชอบการเต้นลีลาศมาก เต้นมาเป็น 10 ปี แต่พอตัดสินใจเลิกก็เลิกขาดเลย ไม่หันกลับไปเต้นอีก

จากที่มีนิสัยอยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ เพิ่งเริ่มคิดว่าเวลาอายุมากขึ้นถึงใจเราจะมุ่งมั่นและไม่คิดว่าตัวเองแก่ แต่ต้องรู้ตัวเองอย่าฝืนตัวเอง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทคือสัญญาณเตือนว่าอายุมากแล้ว ทุกวันนี้เลิกหมด หันมาเดินบนลู่วิ่งแทน ยอมรับว่าที่ผ่านมาใจพุ่งไปก่อนแล้ว อย่างลูกๆไปปีนเขา เราก็ขอไปด้วย เห็นรถไฟมาก็วิ่งตามอัตโนมัติ เคยไปหกล้มหนักมากที่อัมสเตอร์ดัม วันนั้นหิมะตก เราเห็นรถรางมาก็จะวิ่งไปขึ้นรถราง ปรากฏว่าสะดุดล้มหัวทิ่มกระแทกพื้นชาไปทั้งตัว ตอนนั้นคิดว่าแย่แล้วเพราะไปคนเดียว ดิฉันพยายามลุกขึ้นยืนและค่อยๆ เดินกลับโรงแรม ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน พอพนักงานโรงแรมเห็นตกใจมาก เพราะหน้าผากปูดโนเป็นก้อน รีบเปิดห้องพิเศษและส่งคนมาเยี่ยมอาการทุกชั่วโมง เพื่อดูว่าไม่หมดสติ ตอนเย็นลูกสาวมาถึงเห็นหม่าม้าตกใจมาก แต่ดิฉันไม่อาเจียนไม่เวียนหัว จึงไม่ยอมหาหมอ ก็บินไปเที่ยวต่อกับลูกๆที่ปารีสและ ลอนดอนอีก 2 อาทิตย์ นึกย้อนไปเราใช้ร่างกายมาเยอะตั้งแต่เด็กๆ ถึงเวลาต้องชะลอการใช้ร่างกาย ไม่ใช่มัวแต่จะพิสูจน์ว่ายังสาวทำอะไรต่อมิอะไรได้

ในฐานะไอดอลของคนวัยเกษียณ ช่วยส่งพลังให้คุณย่าคุณยายทั้งหลายด้วยค่ะ

อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ ให้ลืมอายุไปก่อน แล้วมาดูว่าเรายังทำอะไรได้บ้าง ใครทำงานประจำแล้วเกษียณ อย่าหยุดกับชีวิตแบบนั้นเด็ดขาด อย่าอยู่บ้านเลี้ยงหลานอย่างเดียวเด็ดขาด ต้องหากิจกรรมสนุกๆทำ เช่น เรียนร้องเพลงกับเพื่อนๆ หรือออกกำลังกายที่สวนลุม ขอให้หาอะไรทำผลักดันตัวเองให้ออกจากบ้าน คนเป็นลูกไม่ควรจะให้แม่อยู่บ้านเลี้ยงหลานตลอดเวลา ดิฉันไม่ยอมเป็นคุณย่าคุณยายอยู่บ้านทั้งวันเด็ดขาด ต้องออกจากบ้านไปทำกิจกรรมเติมความสดชื่นให้ชีวิต สิ่งสำคัญคือคนอายุมากต้องมีสังคม อย่าเก็บตัวอยู่กับบ้าน จะทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ตอนนี้ดิฉันมีหลาน 6 คน คนโตอายุ 14 ปี คนเล็กสุดคือคู่แฝด อายุ 4 ขวบ ปีๆหนึ่งวางแพลนไปเที่ยวกับลูกๆหลานๆ แค่นี้ก็มีความสุขมากแล้ว เราต้องแก่อย่างมีคุณภาพ.

ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้