วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ร้องถูกตร.ซ้อม ยัดยาบ้า ใส่กุญแจมือคาเตียง รพ. ผบก.ปัตตานี ลั่น ถ้าทำจริงไม่เอาไว้

ร้องถูกตร.ซ้อม ยัดยาบ้า ใส่กุญแจมือคาเตียง รพ. ผบก.ปัตตานี ลั่น ถ้าทำจริงไม่เอาไว้

  • Share:

3 จังหวัดชายแดนใต้ พื้นที่สีแดงสุดอันตรายที่มีการก่อการร้าย วางระเบิด ซุ่มยิง จนทำให้ชีวิตของชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ผู้บริสุทธิ์ ต้องสูญสิ้นอย่างมากมายและเพิ่มขึ้นทุกวัน

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีชายกลุ่มหนึ่งอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย ตั้งศาลเตี้ยลงทัณฑ์ชาวบ้านจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เพื่อให้รับสารภาพ จากมูลเหตุ “ครอบครองยาบ้า 20 เม็ด”

ซายูตี เผยแผนการ 4 ตัวละคร หลอกล่อจนถูกจับกุมยาบ้า

ซายูตี สาและ วัย 28 ปี ได้เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเรียกร้องหาความยุติธรรมในวันที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่พึ่งพาไม่ได้แล้ว เพราะเขาได้เข้าแจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกายกับ 4 นายตำรวจชุดจับกุมในสังกัดโรงพักพื้นที่ และจ่อฟ้องมาตรา 157 ด้วย

ซายูตี ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทีมข่าวว่า "ตัวละครที่ 1 คือ นายเอ" เป็นเพื่อนต่างหมู่บ้าน ได้ขอยืมรถจักรยานยนต์ไป โดยบอกว่า จะนำไปรับพี่สาวที่ จ.ยะลา เพื่อกลับบ้านใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ผ่านไป 1-2 วัน ได้โทรศัพท์ไปถามไถ่ เพื่อจะเอารถคืน แต่เพื่อนไม่รับสาย จึงเดินทางไปที่บ้านของเพื่อน ใน อ.ยะรัง โดยญาติของนายเอต่างบอกว่า ไม่ทราบและนายเอไม่ได้กลับมาที่บ้าน เมื่อโทรศัพท์ไปหาอีกหลายสายก็ไม่รับ จึงกลับมาที่บ้าน

ช่วง 2-3 ทุ่ม "ตัวละครที่ 2 คือ นายบี" ซึ่งเป็นรุ่นพี่โทรศัพท์มาหาบอกว่า ให้ไปรับเพื่อนคนหนึ่ง "ตัวละครที่ 3 คือ นายซี" เพราะจะมาเที่ยวบ้านแต่ไม่รู้เส้นทาง ตนจึงถือโอกาสนี้ไปสอบถามเรื่องรถจักรยานยนต์ด้วย เนื่องจากว่า นายซี คนที่จะไปรับ กับ นายเอ เพื่อนคนที่ยืมรถของตนไปอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

ซายูตี สาและ วัย 28 ปี

ก่อนจะออกเดินทาง นายบี รุ่นพี่ได้พูดคุยกับ นายซี บางอย่างซึ่งตนไม่รู้ว่าคุยอะไรกัน จากนั้นจึงให้เบอร์โทรศัพท์ของนายซีกับตนด้วย เพื่อสะดวกในการติดต่อ ตนได้โทรไป นายซีบอกว่า ให้ไปเจอกันที่ร้านร้านหนึ่ง ที่บ้านเขาวัง อ.มายอ ต่อมาตนจึงได้ออกไปกับ "ตัวละครที่ 4 นายดี" เป็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง โดยเป็นคนขี่รถ ส่วนตนนั่งซ้อนท้าย เมื่อขี่รถไปสักพักจนไปถึงหมู่บ้านน้ำใส ตนจึงได้โทรไปหานายซีอีกครั้ง โดยเปลี่ยนให้นายซีไปเจอที่หน้ามัสยิดแทน เพราะใกล้ถนนใหญ่ มีไฟสว่าง

เมื่อถึงหน้ามัสยิดตนได้โทรศัพท์หานายซีอีกครั้ง โดยนายซี บอกว่า ยังอยู่ที่เดิมไม่ได้ไปไหน ตนก็เวียนรถกลับไปโดยให้เพื่อนคนขับคุยโทรศัพท์แทน เพราะทางนั้นไม่รู้จักเส้นทาง พอไปถึงที่เกิดเหตุ เพื่อนตนได้จอดรถอยู่ข้างรถเก๋งคันหนึ่ง เพื่อนก็ถามนายซีว่า ‘อยู่ตรงนี้ไม่กลัวหรือไง’ เนื่องจากตอนนั้นเป็นเวลา 3-4 ทุ่ม บริเวณนั้นเปลี่ยวมาก ไม่มีบ้านคน มีแต่แสงไฟจากรถ

จุดเกิดเหตุ ขณะทำเเผนตอนกลางวัน

ซายูตี เล่าละเอียด วินาทีโดนกลุ่มชายกระทืบปางตาย

ซายูตี เล่าต่อว่า ตอนนั้นตนรู้สึกปวดฉี่มากก็เลยลงจากรถไปฉี่ข้างทาง สายตาเหลือบไปเห็นคนอยู่คนหนึ่ง ตนก็หันไปถามนายซีว่า ‘ใครวะมาอยู่ตรงนี้’ โดยคิดในใจว่า น่าจะเป็นเพื่อนนายซีที่ขับรถเก๋งมาส่ง พอทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย ได้หยิบโทรศัพท์เปิดไฟฉายส่องดูว่าเป็นใคร

จู่ๆ มีกลุ่มคนกระโจนออกมาจากข้างทาง พร้อมตะโกนว่า ‘หยุดๆ อย่าวิ่ง’ ตนตกใจวิ่งหนี เพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร บริเวณนั้นมืดมาก และเหตุการณ์ในพื้นที่ไม่ค่อยจะปลอดภัย ทันใดนั้น นายดี เพื่อนที่มาด้วยกันก็สตาร์ตรถจักรยานยนต์บิดหนีไป แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้น 4-5 นัดได้ ตนกระโดดลงคูน้ำข้างทาง มือที่ถือโทรศัพท์จุ่มลงไปในน้ำก็รีบยกไว้วางบนพื้น ก่อนที่กลุ่มชายเหล่านั้นจะเรียกให้ขึ้นไป

ตนยกมือขึ้นบอกว่า ‘อย่ายิงๆ’ จากนั้นชายกลุ่มดังกล่าวได้สั่งให้คุกเข่า แล้วก็เตะเข้าที่ใบหน้าตน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการแสดงตัวใดๆ ว่าเป็นใคร แล้วก็ถามว่า ‘ของอยู่ไหน’ ตนตอบว่า ‘ของอะไรผมไม่รู้’ จากนั้นก็ถูกเตะเข้าที่ท้อง หลัง เหมือนลักษณะรุมทำร้าย ประมาณ 3-4 คน แต่ตนเห็นหน้าชัดอยู่คนหนึ่ง เพราะยืนอยู่ข้างหน้า

ชายกลุ่มนั้นถามแต่ว่า ‘ของอยู่ไหนๆ’ ตนตอบเหมือนเดิมก็โดนเตะซ้ำ สักพักก็รู้สึกว่ามีของแข็งกระแทกที่หัวก็เลยจับดู พบว่ามีเลือดออก ตนก็บอกกลุ่มชายว่า ‘หัวผมแตกแล้ว’ ชายคนหนึ่งถามว่า ‘ที่หัวมึงแตกเพราะหกล้มใช่ไหม’ ซึ่งตนรู้คำตอบดีว่าถ้าตอบว่าไม่ใช่ก็ต้องโดนหนักอีก ตนจึงตอบว่า ‘ใช่’ หนึ่งในนั้นก็บอกว่า ‘อย่าให้เจอนะ’ พอพูดจบอีกสักพักก็มีเสียงคนตะโกนออกมาว่า ‘เจอแล้วๆ’ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเจออะไร ที่ไหน แต่ถูกกลุ่มชายสั่งให้ไปชี้ของที่ตกอยู่ข้างคูน้ำ โดยเป็นยาบ้า 20 เม็ดอยู่ในหลอด ตนก็กลัวว่าถ้าไม่ชี้จะโดนซ้อมอีก

ต่อมา ได้ถูกเรียกให้มาข้างหน้ารถ ชายกลุ่มนั้นได้สั่งให้กลิ้ง 3 รอบ คิดว่าคงโดนซ้อมอีกแน่ แต่ไม่ใช่ พอกลิ้งเสร็จก็พาขึ้นรถ ในตอนนั้นก็รู้สึกสะลึมสะลือ มึนๆ ไม่ค่อยมีสติ แล้วก็ถูกพาไปส่งโรงพยาบาลมายอ

ใส่กุญแจมือติดเตียง ถูกบังคับให้เซ็นรับสารภาพความผิด

พอไปถึงโรงพยาบาลทำแผลเสร็จโดยที่ตนไม่ได้ให้ปากคำ ไม่ได้พูดกับหมอว่าโดนอะไรมา โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้บอกรายละเอียดที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับหมอ ซึ่งทราบจากหมอภายหลังว่า เจ้าหน้าที่พยายามเอาตัวตนไปโรงพัก แต่เห็นจากสภาพร่างกายของตนว่าไม่ไหว จึงให้นอนพักที่โรงพยาบาลก่อน

หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้น ตนถูกใส่กุญแจมือติดไว้กับเตียง โดยมีนายตำรวจชุดที่จับกุมเดินเข้ามาหา เพื่อเอาเอกสารให้เซ็น ตอนนั้นตนไม่ได้อ่านไม่ได้เซ็น เพราะไม่ไหวจริงๆ ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาว่า ‘ห้ามนอน กูยังไม่ได้นอนเลย’ แต่ตนก็ยังไม่ยอมเซ็น สุดท้ายชายคนนั้นก็กลับไป

วันต่อมา ชายคนเดิมก็เอาเอกสารมาให้เซ็นอีกครั้ง รายละเอียดจำได้ประมาณว่า ยาบ้า 20 เม็ดเป็นของตน ให้เซ็นรับสารภาพ แต่ตนก็ไม่เซ็นเพราะไม่ใช่ของตน ชายคนนั้นก็กลับไป

สักพักมีญาติของผู้ป่วยเตียงข้างๆ มาสอบถามว่าเป็นอะไร ตนก็ตอบไปว่า ‘โดนยัดของ ถูกซ้อมมา’ เขาก็ถามว่า ได้โทรหาใครไว้บ้างหรือยัง ตนก็ตอบว่า ‘ตำรวจไม่ให้โทรศัพท์ ถูกยึดไว้เป็นของกลาง จึงไม่ได้โทรหาใคร’ ญาติของผู้ป่วยจึงให้ยืมโทรศัพท์โทรหาพี่สาว โดยพวกเขาช่วยยืนบังให้ เพราะมีตำรวจนั่งเฝ้าอยู่

พี่สาวซายูตี เล่าข้อพิรุธ ตร.ปกปิด เหตุจับกุมน้องชาย

นัศรีญา สาและ พี่สาวของซายูตี เล่าต่อว่า เมื่อไปถึงโรงพยาบาลได้กดเบอร์โทรศัพท์ที่น้องชายโทรเข้ามา พอปลายสายรับไม่ใช่เสียงน้อง จึงสอบถามว่า ‘ซายูตี อยู่ไหน’ ปลายสายบอกพิกัดเตียงของน้องชาย พร้อมระบุว่า ‘ผมให้คุยกับน้องชายของคุณไม่ได้ เพราะตำรวจนั่งเฝ้าอยู่’

เมื่อไปถึงได้ถามตำรวจที่เฝ้าน้องชายอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น นายตำรวจที่เฝ้าบอกว่า น้องชายโดนจับยาบ้า 20 เม็ด จึงถามต่อว่า ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ ตำรวจตอบเพียงว่า ‘ไม่รู้ ผมแค่มาเฝ้า’

ต่อมา ตำรวจชุดนอกเครื่องแบบมาเปลี่ยนเวร ก็ได้สอบถามอีกครั้ง ชายคนหนึ่งบอกว่า ‘ผมไม่รู้ พูดไม่ได้ ผมไม่รู้’ น้องชายก็บอกว่า ไม่รู้ได้ยังไง เขาอยู่ในทีมจับเมื่อคืน ที่ซ้อมหนักที่สุด เพราะอยู่ข้างหน้า จำใบหน้าได้ชัดเจน ตนจึงได้ถามใหม่ชื่ออะไร โรงพักไหน ร้อยเวรชื่ออะไร จะไปติดต่อ อยากรู้ว่าเกิดอะไร เขาก็ไม่ตอบ บอกแต่ว่าเจ้านายสั่งไม่ให้พูด ให้ไปคุยกันในศาล

นอกจากนี้ยังให้ช่วยปลดกุญแจมือของน้องชายออก เพราะนอนอยู่ในสภาพนั้นทั้งคืน สภาพแบบนั้นหนีไม่ได้อยู่แล้ว เขาก็บอกไม่ได้ อ้างแต่ว่านายสั่ง

จากนั้นตนจึงเดินทางไปร้องเรียนที่ ศอ.บต. สักพักพ่อได้โทรศัพท์มาบอกว่า ได้มีตำรวจชุดนอกเครื่องแบบจะเอาตัวน้องชายไปโรงพัก ตนก็บอกว่า ‘อย่ายอมนะ น้องยังเจ็บมากอยู่ จะให้พาไปยังไง ให้รักษาตัวก่อน หมอก็ยังไม่อนุญาตให้ออก’ ซึ่งภายหลังได้มารู้จากน้องชายว่า ชุดที่ไปรับน้อง ได้มานั่งคุยที่เตียง ถามไถ่อาการ น้องก็ถามว่า ‘อยากรู้จัง ผมอยากรู้ว่าใครเป็นคนเจอยา คนที่เจอน่าจะเป็นของคนนั้น’ ชายนอกเครื่องแบบตอบว่า ‘ถ้าไม่ใช่ของมึง มึงก็ไปพูดกับนายเองว่าไม่ใช่’ ทั้งที่ตั้งแต่แรกก็ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่ก็ถูกซ้อมอย่างเดียว

ตำรวจ สภ.มายอ ยันให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ร.ต.ท.สัณห์ปกรณ์ หลุ่ยจิ๋ว รอง สว.สส. สภ.มายอ ร้อยเวรเจ้าของคดี เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวแบ่งเป็น 2 คดี คดีแรกเหตุเกิดภายในหมู่บ้านหนึ่ง เวลา 23.10 น. ผู้ต้องหาถูกจับกุมมียาเสพติด (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองจำนวน 20 เม็ด ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ของคดีไม่สามารถตอบได้ และตอนนี้อยู่ในระหว่างส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาก่อนส่งสำนวนให้อัยการว่ามีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งได้สัปดาห์หน้า

และคดีที่สอง ผู้ต้องหาแจ้งความถูกทำร้ายร่างกายจากเจ้าพนักงาน อยู่ระหว่างการสอบสวนหาพยานหลักฐาน ยังไม่สามารถตอบได้ว่า มีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน

ขณะที่ พ.ต.อ.คมกฤช ศรีสงค์ ผกก.สภ.มายอ กล่าวว่า การบาดเจ็บของนายซายูตีนั้น จากการจับกุมฝ่ายเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้ต้องหาขัดขวาง และได้มีการต่อสู้กัน ขณะที่ฝ่ายผู้ต้องหาได้ปฏิเสธ พร้อมทั้งแจ้งความว่า ชุดจับกุมทำร้ายร่างกาย จึงดำเนินคดีตามกฎหมายทั้ง 2 คดี อย่างไรก็ตาม ยังสรุปไม่ได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง จึงต้องสอบสวนและหาพยานหลักฐานต่อไป ถามว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ถ้าถามแค่นั้นก็คงใช่ แต่ในข้อเท็จจริงต้องสอบสวนก่อน เพราะความจริงก็ไม่ได้เห็น

ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการใส่กุญแจมือ ขณะที่นายซายูตีนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั้น ชุดจับกุมได้ใส่กุญแจมือผู้ต้องหาในระหว่างที่นำส่งโรงพยาบาล ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นการควบคุมผู้ต้องหา

นอกจากนี้ ชุดจับกุมทั้ง 4 คน ตอนนี้ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยอ้างว่าจับกุมผู้ต้องหาตามหน้าที่ แต่ถ้าการสอบสวนมีพยานหลักฐานเพียงพอก็จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา และควบคุมตัวตามกฎหมายต่อไป

“ผมในฐานะผู้บัญชาการ ผู้รับผิดชอบ คงให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ไม่ได้ เพราะถ้าให้ความคิดเห็นไปในแนวทางใดทางหนึ่งก็ย่อมมีผู้ได้รับประโยชน์จากความคิดเห็นของผม ซึ่งก็ควรจะปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะรายละเอียดข้อเท็จจริงจะปรากฏอยู่ในการสอบสวน ซึ่งในฝ่ายสอบสวนกับฝ่ายที่ปฏิบัติจับกุมก็คนละฝ่าย คนละสายการบังคับบัญชาอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย” ผกก.สภ.มายอ ที่เพิ่งย้ายมาได้ 1 ปี ระบุ

ส่ง รองผู้การฯ จ.ปัตตานี คุมคดี ตร.ไม่ดี ไม่เอาไว้!

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เผยว่า คดีนี้เป็นคดีธรรมดา ไม่ได้ซับซ้อน เพียงแต่ว่ามีการต่อสู้กันและมีการบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่รับแจ้งว่า ตัวผู้ต้องหามียาบ้า ไม่ใช่ว่าไปเจอเอง จึงได้มีการล่อซื้อเกิดขึ้นและอยู่ระหว่างทางไปส่งยา โดยระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจซุ่มอยู่ เพื่อจะรอให้ส่งยากันก่อน แต่ผู้ต้องหาเดินออกไปปัสสาวะตรงที่ตำรวจซุ่มอยู่พอดี จึงเกิดการกอดรัดฟัดเหวี่ยงขึ้นมา เมื่อตรวจสอบในพื้นที่ก็เจอยาบ้า ซึ่งทางผู้ต้องหาก็อ้างว่ามีพยาน แต่พยานยังไม่มาให้การ

ส่วนเรื่องลายนิ้วมือบนซองยาเสพติดนั้น ไปพิสูจน์ไปสู้กันในศาลต่อไป เพราะการตรวจปัสสาวะก็พบสารเสพติด รวมทั้งมีพยานบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยืนยันแบบนี้

“หากประชาชนกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จะโอนคดีไปที่ส่วนกลางก็สามารถทำได้ เพราะถือเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่ช่วยกันเอง ส่วนหากผลการสืบสวนออกมาว่า ชุดสืบทั้ง 4 คน กระทำเกินกว่าเหตุก็คงต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ว่าขณะนี้กำลังสอบสวนอยู่ และได้ให้ท่านขวัญดี รองผู้การฯ ลงไปคุมคดีเอง ไม่ต้องห่วงหรือกังวล ผิดถูกว่ากันไปตามข้อเท็จจริง เพราะผมเอาตำรวจออกเยอะแยะ ถ้าปฏิบัติไม่ดีจริง” ผบก.ภ.จว.ปัตตานี กล่าวเสียงแข็ง

พื้นที่สีแดง! ตร.ต้องเข้มแข็ง เชื่อไม่เกินกว่าเหตุ

กังวลภาพลักษณ์ตำรวจจะเสียหายหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ กล่าวว่า “ไม่หรอก บางทีเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ต้องหายาเสพติดธรรมดา มีเยอะแยะที่โจรยิงต่อสู้ตำรวจ พื้นที่ตรงนี้มันไม่เหมือนพื้นที่อื่น ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่จะต้องเข้มแข็งกว่า และการออกตรวจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ต้องไปเป็นหมู่ จะไปคนเดียวเหมือนกรุงเทพฯ ไม่ได้ เพราะโจรมันสู้ตำรวจ อยากให้เข้าใจประเด็นนี้ด้วย ถามว่าเกินกว่าเหตุมั้ย มันไม่ใช่เกินกว่าเหตุหรอก ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ต้องหา

…เรื่องราวของ “ซายูตี” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตอนหน้าจะพาไปคุ้ยเรื่องคดี และปัญหาการละเมิดสิทธิในสามจังหวัดชายแดนใต้ จะเป็นอย่างไร โปรดติดตาม...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้