วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สุเทพ แจงยิบ โรงพัก 396 แห่ง จัดจ้างทุกครั้ง ทำตามข้อเสนอ อดีต ผบ.ตร.

สุเทพ แจงยิบ โรงพัก 396 แห่ง จัดจ้างทุกครั้ง ทำตามข้อเสนอ อดีต ผบ.ตร.

  • Share:

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เปิดฉากแจงยิบ คดีโรงพัก ตร. ชี้ อนุมัติจัดจ้างฯ แต่ละครั้ง ทำตามข้อเสนอ “พัชรวาท-ปทีป” อดีต ผบ.ตร. 

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่รัฐสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ไลฟ์สดผ่านเพจเฟซบุ๊ก เปิดหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้าง “โรงพักตำรวจ” ว่า ถ้าคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่มีอคติ ได้พิจารณาหลักฐานเอกสารข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่เป็นเรื่องยากเลยที่จะพิจารณาวินิจฉัยกรณีนี้ ไม่ต้องใช้เวลาหลายปี แต่ว่าเมื่อล่วงเลยมาถึงวันนี้ จึงจำเป็นที่ต้องนำหลักฐานเอกสารเหล่านั้นมาแสดงให้ประชาชนเห็นว่าตนได้ใช้ดุลพินิจพิจารณา ด้วยเหตุและผล ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง ชอบธรรมอย่างไร

นายสุเทพ กล่าวว่า การสั่งการในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างโครงการสถานีตำรวจทดแทนทั้ง 396 แห่ง ตนได้ตัดสินใจให้ความเห็นชอบ หรืออนุมัติไปตามหลักฐานและข้อเสนอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยได้ลงนามเอกสารหนังสือสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 หนังสือลงวันที่ 29 พ.ค. 2552 ในสมัย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. ซึ่งในหนังสือดังกล่าวทำบันทึกเสนอถึงตนว่า สำนักงบประมาณ มีความเห็นให้ สตช.ดำเนินการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วน คือ สร้างสถานีตำรวจที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ที่มีอายุใช้งานตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จำนวน 396 หลัง และได้บอกถึงวิธีการใช้งบประมาณ โดยให้ตั้งงบประมาณปี 2552 จากงบของ สตช.มาใช้ก่อนในปีแรก 333 ล้าน ส่วนงบประมาณที่เหลือจะเป็นแบบผูกพันงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2553-2554 จากนั้นให้ สตช.ไปตกลงรายละเอียดรายจ่ายกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งจะต้องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการ พล.ต.อ.พัชรวาท ทำหนังสือรายงานสรุปแนวทางการจัดจ้างเป็น 4 วิธี คือ 1. จัดจ้างโดยส่วนกลางแบบรวมการในครั้งเดียว สัญญาเดียวทั้ง 396 หลัง 2. จ้างโดยส่วนกลางแบบรวมการในครั้งเดียว แต่แยกการเสนอราคาเป็นรายภาค ภาค 1-9 ทำสัญญา 9 สัญญา 3. จัดจ้างโดยตำรวจภูธรภาค และ 4. จัดจ้างโดยตำรวจภูธรจังหวัด

ทั้งนี้ คณะกรรมการเพื่อพิจารณาจัดจ้าง ที่มี พล.ต.ท.พงศพัศ พงศ์เจริญ เป็นประธาน ได้ประชุมกันพิจารณาเห็นว่า สมควรที่จะจัดจ้างในวิธีที่ 2 เพราะสามารถที่จะดำเนินการได้รวดเร็ว สตช.จะได้รับอาคารไว้ใช้ราชการในระยะเวลาใกล้เคียงกันทุกจังหวัด ในการประกวดราคาเพียงครั้งเดียว แล้วจะให้แต่ละภาคประกาศเชิญชวนผู้รับจ้างในพื้นที่ให้เข้าร่วมประกวดราคา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าชอบด้วยเหตุผล เพราะมีการดำเนินการเป็นขั้นตอน กระทั่งได้ลงนามให้ความเห็นชอบครั้งแรกในการจัดจ้าง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2552

“หลังจากนั้นไม่นาน พล.ต.อ.พัชรวาท ก็ต้องออกจากตำแหน่ง แล้วก็มี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มาทำหน้าที่เป็น รักษาการ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ปทีป ก็ได้ทำหนังสือลงวันที่ 18 พ.ย. 2552 เสนอขอยกเลิกวิธีการจัดจ้างที่ผมเคยอนุมัติไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 และขออนุมัติหลักการในการดำเนินการประกวดราคาจัดจ้างโครงการนี้ และโครงการที่พักอาศัยด้วย พล.ต.อ.ปทีป ได้ให้เหตุผลในหนังสือฉบับนี้ ว่า การที่จะจัดจ้างโครงการนี้ต้องพิจารณาว่า โครงการนี้ ครม.อนุมัติ ในลักษณะเป็นโครงการเดียวแล้วก็ต้องผูกพันงบประมาณแผ่นดิน 3 ปี ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องประกวดราคาจ้าง โดยทำสัญญาจ้างเพียงสัญญาเดียว จึงจะถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่า ด้วยการพัสดุและได้แสดงเอกสารหลักฐานประกอบว่า การตั้งงบประมาณแต่ละปีเป็นอย่างไร ปีแรกเอางบของ สตช.เองปรับแผนเอามาใช้ก่อน 311 ล้าน ในปี 2552 ปี 2553 ผูกพันงบประมาณ 1,774 ล้าน และผูกพันงบประมาณปี 2554 อีก 4,812 ล้าน” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวอีกว่า เมื่อ พล.ต.อ.ปทีป เสนอว่า โครงการที่ ครม.อนุมัติในลักษณะเป็นโครงการเดียว ไม่สามารถแตกเป็นโครงการย่อย 9 โครงการ หรือ ทำสัญญาจ้าง 9 สัญญาได้ เพราะจะขัดกับวิธีการงบประมาณ ประกอบกับเคยรู้ว่าถ้าสำนักงบประมาณได้บรรจุไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี จะไม่มีการนำโครงการแตกเป็นโครงการย่อยๆ หลายสัญญาได้ ดังนั้นข้อเสนอของ พล.ต.อ.ปทีป ชอบด้วยเหตุผล จึงอนุมัติตาม สตช.เสนอ

นายสุเทพ กล่าวด้วยว่า การลงนามตามข้อเสนอของทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท หรือ พ.ต.อ.ปทีป เพราะคิดว่า นี่คืออำนาจของหัวหน้าหน่วยงาน คือ ผบ.ตร. ประกอบทุกอย่างมีขั้นตอน และบุคคลเหล่านี้รู้ระเบียบและกฎหมาย วิธีการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างดี จึงได้อนุมัติไป แต่เมื่อมาขอแก้ไข เพราะไม่สามารถแตกเป็นโครงการย่อยได้ เพราะขัดกับวิธีการงบประมาณ ตนก็ไม่ได้ดื้อดึงดัน และอนุมัติยกเลิกจัดจ้างแบบเดิมมาใช้วิธีการจัดจ้างแบบใหม่ ไม่มีอะไรซับซ้อน จะมาบอกว่า การตัดสินใจ 2 ครั้ง ของตน เพราะมีเจตนาพิเศษหวังจะช่วยผู้รับเหมา คนใดคนหนึ่ง รายใด รายหนึ่ง ให้ได้รับงานไป แล้วเป็นเหตุให้ก่อสร้างไม่สำเร็จ แบบนี้ คิดว่า เป็นการตั้งข้อหาที่มีอคติ เพราะในวันที่อนุมัติตนไม่มีโอกาสที่จะทำนายได้ล่วงหน้าว่าผู้ประกอบการรายใดจะเป็นผู้ชนะการประกวดราคา

นายสุเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อจัดจ้างตามระเบียบของสำนักนายกว่าด้วยการพัสดุ ว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ครบถ้วนสมบูรณ์ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ พ้นจากตำแหน่ง และ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี กลายเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ก็ได้ทำหนังสือถึงตน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2553 ว่า ขอรับความเห็นชอบราคาและขออนุมัติจ้างก่อสร้าง โดยระบุชัดว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2553 เคาะราคาแข่งกัน 73 ครั้ง ผู้เสนอราคาต่ำสุด เสนอราคา 5,848 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 540 ล้านบาท นอกจากนี้ ในหนังสือของ พล.ต.อ.วิเชียร ยังอ้างถึงหนังสือกรมบัญชีกลางและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติม บอกว่าเป็นอำนาจที่ตนจะต้องให้ความเห็นชอบตามนี้ ตนจึงได้ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 จากนั้นก็เริ่มก่อสร้าง แต่ปรากฏว่าทำไม่แล้วเสร็จตามสัญญาในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการอนุมัติให้ขยายเวลาตามสัญญาออกไปอีก 3 ครั้ง ที่สุดเขาก็บอกเลิกสัญญา ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำประเด็นนี้มากล่าวหาตนว่าที่ก่อสร้างไม่เสร็จ เพราะตนไปเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้