วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตีตั๋วชนโรง : Adrift พิสูจน์รัก 41 วันกลางทะเล

ตีตั๋วชนโรง : Adrift พิสูจน์รัก 41 วันกลางทะเล

  • Share:

เรื่องจริง เหตุการณ์จริง เป็นหนึ่งในวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง แต่ละปีเราก็ได้ดูหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงหลายเรื่อง และหากเจาะจงลงไป เรื่องจริงที่ว่าด้วยการเอาชีวิตรอดกลางท้องทะเลก็มีทำเป็นหนังมาแล้วหลายครั้ง จนทำให้แอบคิดว่า หนังอย่าง Adrift จะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร แต่เมื่อได้ดูก็ได้รับคำตอบว่า มันยังคงสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก และทำให้เรารู้สึกเอาใช้ช่วยให้คู่รักเอาตัวชีวิตรอดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

ความแตกต่างของ Adrift หรือในชื่อไทยว่า รักเธอฝ่าเฮอร์ริเคน ก็คือการนำเสนอเรื่องราวโดยใช้ความรักเป็นตัวนำ ผ่านเรื่องราวการค้นหาตัวเองตามวิธีอเมริกัน ที่เมื่อจบการศึกษาระดับหนึ่งแล้ว เขาจะออกเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อเรียนรู้ชีวิต ช่วงต้นเรื่องจึงเต็มไปด้วยบทสนทนาระหว่างพระ-นาง ที่พูดเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางตามฝัน ซึ่งในที่นี่ก็คือการเดินเรือ

แม้จะดูตัวอย่างไปแล้ว แต่ก็ขอลงรายละเอียดอีกนิด Adrift เล่าเรื่องราวของ แทมี่ โอลด์แฮม และ ริชาร์ด ชาร์ป สองนักเดินทางที่ล่องเรือใบจากเกาะตาฮีติไปยังชายฝั่งซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย ในปี 1983 แต่เรือของพวกเขากลับถูกพายุเฮอริเคนระดับ 4 (มีความเร็วลมสูงถึง 210-249 กม. ต่อชั่วโมง ซึ่งนับว่ารุนแรงมาก) เล่นงาน จนต้องใช้ชีวิตอยู่บนซากเรือที่ถูกทำลายเป็นเวลา 41 วัน กว่าที่จะได้รับการช่วยเหลือ

หนังไม่ได้เดินเรื่องเป็นเส้นตรง แต่ใช้การตัดสลับระหว่างก่อนและหลังเหตุการณ์ที่เรือต้องเผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคน นั่นทำให้จังหวะการดำเนินเรื่องไม่ราบเรียบ เหมือนกับคลื่นลมบนทะเลที่ไม่อยู่นิ่ง ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่ทำให้หนังชวนติดตามและตรึงคนดูอยู่หมัด ด้านงานภาพที่เน้นการถ่ายทำจริงบนท้องทะเลและผสมผสานเข้ากับเทคนิคพิเศษ รวมไปถึงการเคลื่อนมุมกล้องแบบ Hand Held ทำให้ได้ภาพที่สมจริง ที่ทำให้เราเสมือนตกอยู่กลางมหาสมุทร

แม้เราจะพอรู้บทสรุปของเรื่อง แต่ความตื่นเต้นและลุ้นในการติดตามเรื่องราวไม่ได้ลดลง กลับจะทำให้เราค่อยๆ อินไปกับเรื่องราวความรักระหว่าง แทมี่ โอลด์แฮม และ ริชาร์ด ชาร์ป จนเมื่อถึงเหตุการณ์เผชิญหน้าพายุเฮอริเคนอันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง ก็ทำเอารู้สึกสะเทือนอารมณ์ความรู้สึกไปกับชะตาชีวิตของทั้งสอง

เชย์ลีน วู้ดลีย์ และ แซม คาฟลิน เล่นดีทีเดียว เคมีเข้ากัน ทำเอาอินในทุกฉาก โดยเฉพาะในรายของ เชย์ลีน วู้ดลีย์ ที่ยังคงเป็นนักแสดงหญิงยอดฝีมือเสมอไม่ว่าจะเล่นในบทบาทใด เธอก็ยังเป็นเดอะแบกของหนังเรื่องนั้นๆ 

ผู้กำกับ บัลธาซาร์ คอร์มาเกอร์ ดูจะเป็นผู้กำกับที่ถนัดจัดเจนในการกำกับหนังดราม่าแนวระทึกขวัญแนวเอาตัวรอด (Survival) งานที่เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดูมาแล้วอย่าง Everest ซึ่งก็ทำออกมาได้ตื่นเต้นและลุ้นจนวินาทีสุดท้าย ใน Adrift ก็เป็นงานที่ตอกย้ำว่าฝีมือของเขาในการกำกับหนังแนวนี้นั้นไม่เป็นสองรองใคร

Adrift เปรียบเปรยการเดินตามความฝันไม่ต่างจากการค้นหารักแท้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำตามฝันจนสำเร็จ และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้พบรักแท้ และหนังยังสะท้อนความเป็นจริงที่ว่าการได้ทำตามความฝัน ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ ความรักก็เช่นกัน ที่หลายครั้งต้องจบลงด้วยน้ำตา

แม้ภาพรวมหนังจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์สะเทือนใจ แต่ก็สรุปจบได้อย่างมีความหวัง เป็นอีกหนึ่งหนังแนว Survival กลางทะเล ที่โดยรวมแล้วดีกว่าที่คิดไว้มาก มีแง่มุมความรักและการใช้ชีวิตดีๆ ให้คนดูได้กลับไปหนังดูจบอีกด้วย

อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่นๆ

ชา ตีตั๋วชนโรง

Twitter: @Chamanz13

Facebook: ตีตั๋วชนโรง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้