วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตีตั๋วชนโรง : Isle of Dogs แอนิเมชั่นที่จะทำให้คนรักหมาน้ำตาไหล

การปั้นหุ่นตัวละครและสถานที่ ทำให้ได้ภาพแอนิเมชั่นที่ให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่าแอนิเมชั่นที่วาดด้วยมือหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เทคนิค Stop-Motion จึงมักถูกนำมาใช้กับการนำเสนอเรื่องราวที่มีวาระซ่อนเร้นนอกเหนือจากความบันเทิง เช่น การเสียดสีสังคม การเมือง ความรุนแรง ฯลฯ และใน Isle of Dogs ผลงานการกำกับและเขียนบทของ เวส แอนเดอร์สัน ก็เป็นอีกครั้งที่เทคนิค Stop-Motion ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

Isle of Dogs เล่าเรื่องราวของ “อาตาริ โคบายาชิ” เด็กชายวัย 12 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของนายกเทศมนตรีโคบายาชิผู้ชั่วร้าย เมื่อมีคำสั่งตามกฎหมายออกมาว่าสุนัขทุกตัวในเมืองเมงาซากิจะต้องถูกเนรเทศไปยังพื้นที่ทิ้งขยะ เหตุเพราะสุนัขเป็นพาหะของโรคร้ายที่ติดต่อสู่มนุษย์ อาตาริจึงออกเดินทางตามลำพังด้วยเครื่องบินจูเนียร์เทอร์โบขนาดเล็กไปยังเกาะขยะ เพื่อค้นหาสุนัขบอดีการ์ดของเขาที่ชื่อ “สป็อตส์” เมื่อไปถึงที่นั่น เขาได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนใหม่ซึ่งเป็นฝูงสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ และเขาก็ได้เริ่มต้นการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นจุดชี้ชะตาของชีวิตสุนัขและอนาคตของเมืองเมงาซากิ

สนุก ชวนติดตาม น่าประทับใจ อาจเป็นคำจำกัดความที่ให้กับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ และไม่อาจปฏิเสธ นี่คือหนังที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนรักสุนัขโดยเฉพาะ เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ชวนหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นบรรดาสุนัขที่เป็นตัวเดินเรื่องหลัก บุคลิกลักษณะของสุนัขที่น่าเอ็นดู พันธุ์สุนัขหลากหลายที่อยู่เต็มเรื่อง

ยังรวมไปถึงปัญหาของสุนัขในเรื่อง ที่สะท้อนภาพความจริงของในโลกความเป็นจริง ทั้งการเนรเทศ การจัดการปัญหาโรคระบาด กลเกมการเมือง และการประท้วง หรือก็คือพล็อตเรื่องของ Isle of Dogs ไม่ใช่แค่เรื่องของการตามหาสุนัขของเด็กคนหนึ่ง แต่มันบานปลายใหญ่โตจนสะเทือนสังคมในเมืองเมงาซากิ ซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ที่อาจทำให้คนที่รักสุนัขเสียน้ำตาได้เลย

หนังมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจกับการนำกำแพงภาษามาใช้ เป็นส่วนผสมระหว่างภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ซึ่งตรงภาษาญี่ปุ่นนั้นไม่มีการแปล ทำให้ต้องตั้งใจดูและพึ่งพาการตีความพอสมควรในการที่จะเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า เหมือนหนังจำลองความสัมพันธ์ระหว่างคนและสุนัขที่ไม่อาจพูดคุยกันรู้เรื่อง แต่เราก็มีวิธีการสื่อสารจนเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน นี่เป็นอีกจุดที่ Isle of Dogs แตกต่างจากหนังแอนิเมชั่นทั่วไป ที่เน้นดูง่ายเข้าใจง่าย แต่เรื่องนี้ต้องตั้งใจดูเสียหน่อย ไม่งั้นอาจตามเรื่องไม่ทัน จนถึงขั้นทำให้หมดสนุกไปเลย

งาน Stop-Motion เรื่องนี้งดงามมาก เรียกได้ว่าเป็น “งานละเอียด” เลย ทั้งฉาก สภาพอากาศ การเคลื่อนไหว แววตา แม้กระทั่งขนสุนัขก็เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตจริงๆ เห็นถึงความทุ่มเทและความตั้งใจของทีมผู้สร้างเลยว่า กว่าจะได้ฉากแต่ละฉากนั้นโหดหินขนาดไหน แต่ก็นับว่าคุ้มค่ามากๆ กับภาพที่ได้มา เพราะงดงามหมดทุกฉาก ภาพมีมิติตื้นลึกโดยไม่ต้องพึ่งแว่น 3 มิติ

คงไม่เกินไปนัก หากจะบอกว่างาน Stop-Motion ใน Isle of Dogs ถูกยกระดับขึ้นมา จนฉากแต่ละฉากไม่ได้ถูกใช้แค่การเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกทำให้มีคุณค่าจนกลายเป็นศิลปะ (ภาพยนตร์) ที่อยู่ในงานศิลปะ (งาน Stop-Motion) อีกที

ที่ต้องชื่นชมมากๆ ก็คือวิสัยทัศน์ในการเล่าเรื่องของผู้กำกับ เวส แอนเดอร์สัน (ที่กลับมากำกับงานแอนิเมชั่นเป็นครั้งที่ 2 ต่อจาก Fantastic Mr.Fox เมื่อปี 2009) ซึ่งเต็มไปด้วยการเสียดสีสังคม มุกตลกร้าย แต่ก็มีความอบอุ่น น่าประทับใจ ในเวลาเดียวกัน และสิ่งที่ดูเหนือกว่างานเดิมอย่างเห็นได้ชัด ก็คือ การใส่รายละเอียดทางศิลปวัฒนธรรมและจิตวิญญาณแบบญี่ปุ่นในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ทำให้หนังเรื่องนี้มีความเป็นญี่ปุ่นหนักมาก แต่ก็ยังคงสไตล์ตามแบบฉบับของเวส แอนเดอร์สัน ไว้ได้อย่างครบถ้วน

โดยสรุป Isle of Dogs เป็นอีกหนึ่งแอนิเมชั่นคุณภาพของปีนี้ และเป็นหนังเพื่อคนรักสุนัขโดยเฉพาะ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยงานกำกับของ เวส แอนเดอร์สัน อาจจะต้องปรับตัวกับแอนิเมชั่นที่แหกขนบงานแอนิเมชั่นทั่วไปสักนิด รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน แต่สำหรับแฟนเวส แอนเดอร์สัน นี่เป็นอีกหนึ่งงานชั้นเยี่ยมขึ้นหิ้งอีกชิ้น ที่ยังไงก็ไม่ควรพลาดที่จะดูในโรงภาพยนตร์

อ่านรีวิวหนัง ตีตั๋วชนโรง เรื่องอื่นๆ

ชา ตีตั๋วชนโรง

Twitter: @Chamanz13

Facebook: ตีตั๋วชนโรง

การปั้นหุ่นตัวละครและสถานที่ ทำให้ได้ภาพแอนิเมชั่นที่ให้ความรู้สึกสมจริงมากกว่าแอนิเมชั่นที่วาดด้วยมือหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 21 ก.ค. 2561 14:46 21 ก.ค. 2561 15:41 ไทยรัฐ