วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เผชิญโรคเลือดออกง่าย “ฮีโมฟีเลีย” อย่างเป็นสุข (ตอน 2)

เผชิญโรคเลือดออกง่าย “ฮีโมฟีเลีย” อย่างเป็นสุข (ตอน 2)

  • Share:


หลังจากที่ได้รู้จักชนิด สาเหตุ และความรุนแรงของ “โรคฮีโมฟีเลีย” กันไปแล้ว บทความ ศุกร์สุขภาพ สัปดาห์นี้จะพาไปรู้จักอาการและการรักษาโรคนี้กันต่อ

อาการ

ในวัยเด็กเล็ก ผู้ป่วยมักมีอาการเลือดออกไม่มาก นอกจากมีจ้ำเขียวตามลำตัวหรือแขนขา โดยจากการเก็บข้อมูลพบว่า ผู้ป่วยเด็กโรคฮีโมฟีเลียในประเทศไทยเริ่มมีอาการเลือดออกเมื่ออายุต่ำกว่า 6 เดือน ร้อยละ 48 และเมื่ออายุ 6-12 เดือน ร้อยละ 31 อาการเลือดออกครั้งแรกที่พบได้บ่อยคือ จ้ำเขียวตามตัวหรือแขนขา พบร้อยละ 58 รองลงมาคือเลือดออกในกล้ามเนื้อ พบร้อยละ 19

เมื่อเด็กเริ่มหัดคลาน ยืน เดิน ก็จะมีจ้ำเขียวตามลำตัว และแขนขาได้บ่อยขึ้น เมื่อฟันหลุดก็จะมีเลือดออกมากกว่าเด็กปกติ ต่อมาจะมีอาการเลือดออกในข้อในกล้ามเนื้อเมื่ออายุ 1-3 ปี ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะทำให้ข้อพิการ กล้ามเนื้อลีบเมื่ออายุประมาณ 10-15 ปี

อาการเลือดออกในผู้ป่วยแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ผู้ป่วยบางคนมีโอกาสเกิดเลือดออกได้มากกว่า เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมในเด็กเล็ก เมื่อเกิดอาการเลือดออกที่ข้อใดแล้ว โอกาสที่จะเกิดอาการเลือดออกในข้อดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีก จนนำไปสู่ภาวะข้อพิการได้ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเลือดออกในข้อซ้ำๆ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว ต้องรักษาให้หายเป็นปกติมากที่สุด การดูแลรักษาข้อในวัยเด็กให้ดี จะช่วยให้ข้อแข็งแรงและปกติในวัยรุ่นผู้ใหญ่ และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กล้ามเนื้อและข้อจะแข็งแรงมากขึ้น และมีเลือดออกในข้อน้อยลง

การรักษา

การรักษาโรคฮีโมฟีเลียจะทำอยู่ 2 วิธีคือ การควบคุมและป้องกัน

@ ควบคุม คือ การควบคุมหรือรักษาอาการเลือดออก เป็นการรักษาคนไข้ที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยคนไข้โรคฮีโมฟีเลียเอ จะได้ได้รับการฉีดแฟคเตอร์แปด ซึ่งสกัดมาจากน้ำเหลืองของผู้ที่บริจาคเลือด ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ ปราศจากโรคร้ายต่างๆ ส่วนคนไข้โรคฮีโมฟีเลียบี ต้องได้รับการฉีดแฟคเตอร์เก้า เพื่อการรักษา

อันตรายของโรคฮีโมฟีเลียคือ โรคฮีโมฟีเลียเออาจเกิดสารต้านแฟคเตอร์ได้ประมาณร้อยละ 20-30 จึงจำเป็นต้องใช้แฟคเตอร์พิเศษในการรักษา ซึ่งมีราคาแพงมากๆ

อย่างไรก็ดี เป็นที่โชคดีของประเทศไทยที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพในการรักษาโรคนี้ โดยจะต้องไปขึ้นทะเบียนโรงพยาบาลที่เป็นหน่วยพยาบาลเฉพาะโรคฮีโมฟีเลีย ซึ่งมีทั้งหมด 49 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อคนไข้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่ละโรงพยาบาลก็จะได้รับการจัดสรรแฟคเตอร์ คนไข้และผู้ปกครองก็จะต้องไปเรียนรู้เรื่องการฉีดยากับแพทย์และพยาบาล เพื่อให้คนไข้และผู้ปกครองสามารถฉีดแฟคเตอร์เข้าหลอดเลือดดำได้ด้วยตัวเอง



ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคการรักษาแบบป้องกัน กล่าวคือ คนไข้จะได้รับแฟคเตอร์สัปดาห์ละ
1-2 ครั้ง ก่อนที่คนไข้จะมีอาการเลือดออก ซึ่งทำให้คนไข้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และทำให้อัตราการเข้าโรงพยาบาลก็น้อยตามลงไปด้วย

@ การป้องกัน ป้องกันไม่ให้มีผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียเพิ่ม โดยการตรวจคัดกรองครอบครัวคนไข้โรคฮีโมฟีเลียผู้หญิง 4-5 คนว่าในครอบครัวมียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝงหรือไม่ ถ้าผู้หญิงคนนั้นมียีนโรคฮีโมฟีเลียแฝง หากตั้งครรภ์ก็จะต้องตรวจคัดกรองว่าทารกในครรภ์เป็นหญิงหรือชาย และป่วยเป็นโรคฮีโมฟีเลียชนิดรุนแรงมากหรือรุนแรนแรงปานกลางหรือไม่

แม้ว่าโรคฮีโมฟีเลียจะเป็นโรคที่มีอันตราย และยังไม่สามารถหาทางป้องกันได้ทั้งหมด เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งหากเกิดขึ้นกับใครแล้ว ด้วยวิวัฒนาการของการแพทย์ที่ทันสมัย บวกกับการที่ผู้ป่วยหมั่นดูแลสุขภาพตัวเอง มีวินัยในการรับแฟคเตอร์ และติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก็ทำให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุขเหมือนคนทั่วไปได้เช่นกัน

---------------------------------------------


แหล่งข้อมูล

ศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้