วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สยายปีกพันจุดทั่วประเทศ “เอสซีจีเอ็กซ์เพรส” จัดทัพรับธุรกิจบูม

“เอสซีจี โลจิสติกส์” เสริมทัพรับค้าออนไลน์ โตกระฉูด ตั้งเป้ารายได้ 17,000 ล้านบาท เผยมูลค่าธุรกิจโลจิสติกส์ สูงถึง 1 ล้านล้านบาท ผนึก “ยาโมโตะ” ผุดบริการ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” รับส่งพัสดุย่อย พร้อมเสิร์ฟ “อาหารอร่อยทั่วไทย” ผัก–ผลไม้สดจากไร่ ช่วยเกษตรกร และผู้ประกอบการรายเล็ก เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

นายไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัทในกลุ่มธุรกิจซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในเครือเอสซีจี ผู้ให้บริการจัดการทางด้านโลจิสติกส์และขนส่งสินค้า เปิดเผยว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ของประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก มีมูลค่ามากถึง 1 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะยุคปัจจุบันที่การค้าขายออนไลน์ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เฟื่องฟูมาก และเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ทั้งนี้ ในส่วนของเอสซีจีได้ตั้งเป้าว่าปี 2561 จะมีรายได้ 17,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 10% โดยรายได้ดังกล่าวคิดเป็นเพียง 1% ของมูลค่าตลาดธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งประเทศ ดังนั้น จึงเชื่อว่าเอสซีจีมีโอกาสที่จะเพิ่มรายได้และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจโลจิสติกส์ได้ โดยบริการของเอสซีจีนั้น ได้เปิดให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีเครือข่ายที่ครอบคลุม รวมถึงการให้บริการคลังสินค้าที่มีมาตรฐาน และยังได้นำเทคโนโลยีในยุคดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วย

นายไพฑูรย์ กล่าวว่า จากที่ตลาดค้าขายออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีบริษัทข้ามชาติหลายรายได้เข้ามาให้บริการในประเทศ อาทิ อาลีบาบา, เจดี ดอทคอม เป็นต้น ยิ่งทำให้ตลาดการค้าออนไลน์คึกคักมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เอสซีจีก็ต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ และลงทุน เพื่อรองรับตลาดค้าขายออนไลน์ โดยปีที่ผ่านมาได้ร่วมทุนกับบริษัท ยามาโตะ จำกัด ผู้บริการโลจิสติกส์ภายใต้ยี่ห้อ “แมวดำ” ของประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส จำกัด เพื่อเปิดให้บริการ รับส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนภายในประเทศ ภายใต้ยี่ห้อ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส”

“การร่วมลงทุนในครั้งนี้ นับเป็นการผสานความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและคุณภาพของ “เอสซีจี” ผนึกกับความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจขนส่งพัสดุย่อยของ “ยามาโตะ เอเชีย” ที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุดจากผู้บริโภคในญี่ปุ่น มาช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการขนส่งสินค้าในประเทศไทย ซึ่งการ เปิดให้บริการ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” เพื่อรองรับค้าขายออนไลน์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นไปตาม เทรนด์ของโลกยุคดิจิทัล ที่ไม่มีใครอยากเป็นลูกจ้าง และไม่มีใครที่มีอาชีพเดียว ส่วนใหญ่จะมีอาชีพ เสริม ซึ่งการค้าขายออนไลน์เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของคนอยากมีอาชีพเสริม หารายได้เพิ่ม”

อย่างไรก็ตาม แม้การค้าขายออนไลน์จะเติบโตอย่างมาก เชื่อว่าร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะลูกค้ายังต้อง ไปเดินเลือกชมสินค้า แล้วกลับมาสั่งซื้อผ่านออนไลน์ เพราะฉะนั้น ธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่งสินค้า จึงเป็นสิ่งจำเป็นในยุคนี้ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งคนซื้อและคนขาย และต้องมีจุดให้บริการที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าภายในปี 2561 เอสซีจีจะมีจุดให้บริการมากกว่า 1,000 จุด

สำหรับเอสซีจี เอ็กซ์เพรส มีบริการ 4 รูปแบบให้เลือก ได้แก่ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้าน หรือทัค-คิว-บิง, บริการรับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไป, บริการส่งเอกสารหรือพัสดุภัณฑ์ด่วนระหว่างบริษัทถึงบริษัท, บริการเก็บเงินปลายทาง สามารถเลือกชำระได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต และบริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ จัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้รับ

นายไพฑูรย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เอสซีจียังได้เข้าร่วมโครงการพี่ช่วยน้อย (Big Brother) ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และชาวสวนผลไม้ ร้านอาหารทั่วไทย ขณะนี้มีสินค้าที่ร่วมมือกับเอสซีจีเอ็กซ์เพรสแล้ว 60-70 รายการ และอยู่ระหว่างคัดสรรหลายรายการ ส่วนผลไม้ได้เปิดให้บริการแล้ว 2-4 ชนิด ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี มังคุด เมลอน ทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้ที่ชาวสวนได้คัดพิเศษ เพื่อลูกค้าที่สั่งผ่านเอสซีจี เอ็กซ์เพรส

“ขณะนี้เอสซีจี เอ็กซ์เพรส ได้เปิดให้บริการสั่งอาหารอร่อยทั่วไทยทั้งสดและแห้ง สั่งผ่านแอปพลิเคชันไลน์ @carelicious, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม care.licious สั่งวันนี้ได้รับประทานในวันรุ่งขึ้น โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ แกงเหลือง จากร้านสุขทวี จังหวัดนครศรีธรรมราช ปลาทู ซาเตี๊ย ร้านแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ไส้อั่วเม็งราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล”

นอกจากนี้ เอสซีจียังได้ร่วมทุนบริษัท จัสด้า จำกัด บริษัทในเครือ ฟอกซ์คอน จากประเทศไต้หวัน เพื่อขนส่งทุเรียนไทยไปจำหน่ายในประเทศจีน ผ่านเส้นทางจังหวัดนครพนม ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ ซึ่งประเทศจีนเป็นตลาดใหญ่ในการบริโภคผลไม้ไทยมาก ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง โดยใช้เวลาในการขนส่งราว 4-5 วันเท่านั้น

นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์และขนส่ง คือ ความปลอดภัย เพราะฉะนั้น การพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เอสซีจีจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ เพื่อพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถ ขณะเดียวกัน ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยควบคุมและติดตามรถขนส่งสินค้าทุกคัน ปัจจุบันมีอยู่ราว 7,000 คัน และ ยังได้เตรียมความพร้อมรองรับรถยนต์ไร้คนขับในอนาคตด้วย โดยเอสซีจี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการโลจิสติกส์ตรวจสอบการทำงานรถขนส่งสินค้าตลอด24 ชั่วโมง

“เอสซีจีไม่หยุดนิ่งที่จะคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในระบบขนส่ง เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกันได้นำระบบบาร์โค้ดมาใช้กับรถโรงเรียน ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้จากการขนส่งสินค้าอย่างปลอดภัย โดยจะนำร่องกับรถโรงเรียนเด่นหล้า หลังจากนั้นจะทยอยนำไปติดตั้งรถโรงเรียนต่างจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดปัญหาเด็กติดอยู่ในรถ จนเสียชีวิต เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคมด้วย”.

“เอสซีจี โลจิสติกส์” เสริมทัพรับค้าออนไลน์ โตกระฉูด ตั้งเป้ารายได้ 17,000 ล้านบาท เผยมูลค่าธุรกิจโลจิสติกส์ สูงถึง 1 ล้านล้านบาท ผนึก “ยาโมโตะ” ผุดบริการ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” รับส่งพัสดุย่อย 25 มิ.ย. 2561 07:21 25 มิ.ย. 2561 09:45 ไทยรัฐ