วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ของดีราคาไม่แพง รีวิว MERCEDES BENZ C-CLASS MINOR CHANGE 2019

ของดีราคาไม่แพง รีวิว MERCEDES BENZ C-CLASS MINOR CHANGE 2019

  • Share:

C-Class เป็นรถรุ่นขายดีของ Mercedes Benz จากยอดขายของรุ่นก่อนหน้านี้ (W204) ซึ่งได้รับการเปิดตัวในปี 2007 มียอดขายรวมกว่า 2.4 ล้าน สำหรับ C-Class รหัส W205 เวอร์ชั่นปรับโฉม มีการควบรวมนวัตกรรมและเทคนิคใหม่ๆ ภายในองค์ประกอบรวม ทั้งขอบเขตของการใช้งานที่ครอบคลุมจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น เครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 2 ลิตร และเบนซิน 1.5 ลิตร ปล่อย CO2 ลดลง เป็นการกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับรถรุ่นปรับโฉมที่จะออกขายในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้

C-Class Sedan Minorchange 2019 

C-Class Cabriolet Minorchange 2019

C-Class Estate Minorchange 2019

C-Class AMG C43 Coupe 4MATIC Minorchange 2019

New LED High Performance

New Multibeam LED

New Wheel in C-Class Minorchange 
สำหรับการพัฒนา C-Class Minorchange 2019 ด้วยการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของตัวรถเพื่อความสมบูรณ์แบบมากถึง 6,000 รายการ สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงเพื่อทำให้ C-Class Minorchange สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น อารมณ์ที่มีความต่อเนื่องในทุกมุมมองของรูปลักษณ์ทั่วทั้งคัน การตกแต่งภายในที่มีคุณภาพสูงและทันสมัย ​​เครื่องยนต์และชุดส่งกำลังกับระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพและใช้งานวิศวกรรมขั้นสูง รวมถึงรูปแบบของตัวถังที่หลากหลายรองรับการขับใช้งานตั้งแต่การขับกินลมชมวิวในรุ่นเปิดประทุน Cabriolet การซิ่งไปในสนามแข่งช่วงวันหยุดในรุ่น Coupe การพาครอบครัวออกเดินทางไปท่องเที่ยวในรุ่น Estate รวมถึงการขับไปทำงานในชีวิตประจำวันบนรถรุ่น Sedan 4 ประตู 

Mercedes- Benz C-Class Minorchange 2019 ออกแบบไฟหน้าและไฟท้ายใหม่โดยเชื่อมโยงรูปลักษณ์ของ New S-Class ในแบบย่อส่วน ทรงด้านหน้า​​เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจเกี่ยวกับความรู้สึกใหม่ที่สื่อถึงความหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นรุ่นซีดาน 4 ประตู สเตชั่นแวกอน 5 ประตูในรุ่น Estate คูเป้ 2 ประตู และรุ่นเปิดหลังคาแบบ Cabriolet นักออกแบบของ Mercedes Benz ได้สร้างรถยนต์คันนี้ในรูปแบบที่เน้นความมีระเบียบด้านการจัดวางตำแหน่งต่างๆ ที่ลงตัว สำหรับ C-Class Minorchange ซึ่งถูกเน้นหนักในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ และวิศวกรรมของระบบขับเคลื่อน พื้นผิวตัวถังที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนสำหรับการแสดงทั้งแสงและเงาที่ตกกระทบ ความลงตัวของโครงสร้างและงานปรับโฉมเสริมอุปกรณ์ทำให้รูปลักษณ์ของ W205 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

กระจังหน้าแบบสปอร์ตในรุ่น Avantgarde ที่มีตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ กับกระจังหน้าในรุ่น Exclusive ซึ่งเป็นกระจังหน้าแบบมาตรฐานที่เน้นความหรูหรามีระดับของชิ้นงานตกแต่ง ทั้งตัวกรอบสีเงินเงาวาวกับครีบรับอากาศ สัญลักษณ์ดวงดาวสามแฉกขนาดเล็กที่คุ้นเคยบนฝากระโปรงหน้า ที่แตกต่างกันคือครีบของกระจังหม้อน้ำในรุ่น Exclusive สามารถเปิดรับอากาศที่ย่านความเร็วต่ำ หรือปิดสนิททันทีที่วิ่งด้วยความเร็วสูงผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิของเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรถในด้านค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศหรือค่า Cd รถ Mercedes- Benz C-Class Minorchamge รุ่นซีดาน 4 ประตูและสเตชั่นแวกอน 5 ประตู มาพร้อมกับไฟหน้า LED High Performance เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วน C-Class รุ่นคูเป้ 2 ประตู จัดไฟ New Multibeam LED แบบใหม่ล่าสุดมาให้ ระบบส่องสว่างทั้งสองแบบประจำการอยู่ใน C-Minorchange 2019 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการขับตอนกลางคืน เป็นไฟหน้ารุ่นใหม่ล่าสุดแบบประหยัดพลังงานที่มีหลอด LED Daytime Runing พร้อมชุดไฟหน้าแบบไดนามิกที่ทำงานด้วยระบบควบคุมไฟอัจฉริยะ

รูปลักษณ์ภายนอกรุ่นซีดาน 4 ประตู
ความงดงามลงตัวของ C-Class Minorchange 2019 รุ่นซีดานรหัสตัวถัง W205 ประตูทั้งสี่บานเปิดออกได้ด้วยมุมที่กว้างมากขึ้น แนวเส้นด้านข้างตัวถังออกแบบโดยคำนึงถึงมุมมองที่แข็งแกร่ง นักออกแบบจากค่ายตราดาวใช้เส้นข้างตัวถังด้านบนลากจากซุ้มล้อหน้าไล่ผ่านบานประตูไปจนถึงสุดมุมของไฟท้าย ความลาดเอียงของเสาหน้าที่ติดตั้งกระจกบังลมบานหน้าลงตัวและเชื่อมต่อกับแนว ของหลังคาได้อย่างสมบูรณ์แบบคล้ายกับซาลูนหรูทั่วไป มือจับประตูใช้สีเดียวกับตัวถังเพื่อความกลมกลืน กรอบของกระจกบานประตูเดินเส้นด้วยชิ้นงานอัลลอยสีเงินเพื่อยกระดับความหรู รถ C-Class รุ่นปรับโฉมยังมีหลังคาหลากหลายแบบให้เลือก ทั้งหลังคาแบบปกติกับหลังคากระจก Panoramic Roof ที่สามารถเปิดออกได้เพื่อรับสายลมและแสงแดด ไฟท้าย LED ลอกเลียนแบบทรงไฟท้ายของ S-Class อย่างชัดเจน โดยย่อส่วนขนาดของไฟท้ายแต่ยังคงรูปลักษณ์ที่คล้ายกันมาก สปอยเลอร์หลังมีแผ่น Diffuser ที่ชายล่างของสปอยเลอร์เพื่อความสวยงามและการจัดเรียงอากาศที่ไหลผ่านส่วนท้ายให้เป็นระเบียบ ท่อระบายไอเสียทรงเหลี่ยมทำจากสเตนเลสแบบสองท่อแยกซ้าย-ขวา ฝาท้ายเดินขอบด้วยวัสดุโลหะสีเงินเพื่อความหรู บั้นท้ายที่ลงตัวของ C-Class Minorchange เกิดจากความพยายามในการปรับรูปลักษณ์ให้มีความแตกต่าง แต่ใช้ความกลมกลืนลื่นไหลไปกับรูปทรงของตัวรถโดยเฉพาะตำแหน่งของฝาท้ายแบบ ครึ่งวงกลมที่สอดรับกับแนวโค้งของสปอยเลอร์หลังได้เป็นอย่างดี ล้ออัลลอย AMG ลายก้านขอบ 19 นิ้วในรุ่น C43 AMG ใส่ยาง Continental Conti Sportcontact ไซส์ 225/40R19 Y XL ที่ล้อคู่หน้า ส่วนยางล้อหลังมีขนาดโตกว่าเล็กน้อยที่ 255/35R19 Y XL เนื่องจากเป็นล้อขับเคลื่อนนั่นเอง มิติตัวถัง มีขนาดความยาว 4,686 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,442 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,840 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,588 มิลลิเมตร หลัง 1,570 มิลลิเมตร 

รูปลักษณ์ภายนอกของรุ่นแวกอน Estate 5 ประตู
สเตชั่นแวกอนเป็นรถที่ได้รับความนิยมในเยอรมนี แต่คนที่ใช้รถยนต์ในประเทศไทยหันไปให้ความสนใจกับรถ SUV มากกว่ารถทรง Estate เนื่องจากสภาพถนนและปัญหาน้ำรอระบาย Mercedes Benz C220d Estate S205 Wagon คืออีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในด้านงานออกแบบรถแวกอน ไม่ว่าจะเป็น CLA Shooting Brake / C-Class Estate / E-Class Estate  หรือแม้แต่ CLS Shooting Brake ทุกโมเดลของแบรนด์ตราดาวที่มีประตูท้ายบานที่ 5 ช่วยเพิ่มเติมความอเนกประสงค์ในด้านพื้นที่ใช้สอยให้กับครอบครัวอย่างเต็มเหนี่ยว C220d Estate เวอร์ชั่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่พอสมควร เช่น ไฟหน้าแบบใหม่ LED High Performance ไฟท้าย LED ใช้กรอบไฟเดิมแต่ภายในมีการปรับรูปแบบของหลอด LED ใหม่หมด มิติตัวถังมีขนาดความยาว 4,702 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร สูง 1,457 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,840 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,584 มิลลิเมตร หลัง 1,566 มิลลิเมตร ฝาท้ายไฟฟ้าเปิดออกด้วยมุมที่สูงมากกว่ารถสเตชั่นแวกอนทั่วไปเพื่ออำนวยความสะดวกขณะขนสัมภาระเข้าออกจากส่วนท้าย 

รูปลักษณ์ภายนอกของรุ่น Coupe 2 ประตู
C-Coupe รุ่น AMG C43 รหัสตัวถัง C205 มาพร้อมกับสปอยเลอร์หน้า-หลัง AMG ครีบรีดอากาศที่บริเวณใต้สปอยเลอร์หลัง ครีบบริเวณขอบของฝาท้ายที่ใช้กดตัวถังส่วนท้ายเมื่อทำความเร็ว ท่อระบายท้ายฝั่งละสองท่อคู่ เสาหน้าที่ลาดเอน หลังคากระจก Panoramic กระจกมองข้างสีดำ และสัญลักษณ์ Bi-Turbo 4Matic ที่แก้มข้าง บานประตูที่มีแค่ 2 ทำให้ประตูมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ท่อนหน้าของรถดูยาวๆ เสาท้ายที่ลาดเอนด้วยองศาแบบ Coupe เส้นด้านข้างของตัวถังให้ความรู้สึกหนักแน่นแข็งแกร่ง คล้าย S-Coupe และ E-Coupe ที่ถูกนำมาย่อส่วนให้กระชับรัดกุมมากยิ่งขึ้น การทดสอบในอุโมงค์ลมเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศทำให้ AMG C43 มีความลู่ลมสูงมากกว่า C-Class รุ่น 4 ประตู การปรับส่วนโค้งของตัวถัง C205 ให้ลงตัว ทำตัวเลขได้ที่ 0.26 (cd0.26) ลดลงมานิดหน่อยเมื่อเทียบกับ C-Coupe รุ่นที่แล้วซึ่งมีตัวเลขค่าแอร์โรไดนามิกส์อยู่ที่ 0.27 มิติตัวถัง ยาว 4,696 มิลลิเมตร กว้าง 1,877 มิลลิเมตรและสูง 1,405 มิลลิเมตร ฐานล้อวัดจากดุมล้อหน้าไปหลัง 2,840 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหน้า 1,578 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อหลัง 1,554 มิลลิเมตร ความจุถังเชื้อเพลิง 66 ลิตร น้ำหนัก 1,735 กิโลกรัม

รูปลักษณ์ภายนอกของรุ่นเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ Cabriolet
Mercedes Benz C300 Cabriolet AMG Dynamic เวอร์ชั่นปรับโฉมมาพร้อมกับไฟหน้าแบบใหม่ New Multibeam LED เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นเล็กซึ่งเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถสปอร์ตเปิดหลังคาแบบ 4 ที่นั่ง หรือ Cabriolet ความหรูหราที่มาพร้อมกับสมรรถนะในการขับขี่ เป็นโมเดล C-Class ที่เข้ามาเติมช่องว่างในกลุ่มรถเปิดหลังคาไซส์กะทัดรัดที่มีทั้งความสวยงามน่าขับและการบังคับควบคุมที่สุดยอด! C300 Cabriolet เวอร์ชั่นปรับโฉม แตกไลน์จาก C250 Coupe ด้วยงานภาคเปิดหลังคาแนวคลาสสิกด้วยการใช้หลังคาผ้าใบสีแดงคำว่า Cabriolet มีความหมายเดียวกับ Convertible นั่นก็คือรถเปิดหลังคาแบบ 2 ประตู 4 ที่นั่ง การเลือกใช้หลังคาผ้าใบตามหลังรถรุ่นพี่อย่าง Mercedes Benz S-Class Cabriolet ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่ส่วนท้ายเมื่อพับหลังคาเก็บ หลังคาแบบผ้าใบก็ยังมีน้ำหนักที่เบากว่าเมื่อเทียบกับหลังคาโลหะพับเก็บได้ใน Mercedes Benz SLC R172 รวมถึง รหัสตัวถังของ New C-Class เริ่มจาก W205 Saloon ตัวถัง 4 ประตู ตามด้วย S205 Wagon ตัวถัง 5 ประตูแบบรถสเตชั่นแวกอน ต่อด้วย C205 Coupe ตัวถังแบบ 2 ประตูคูเป้ และสุดหล่อเปิดประทุน A205 Cabriolet ตัวถัง 2 ประตู 4 ที่นั่งเปิดหลังคาได้! ตัวถังที่คล้ายกับรุ่น Coupe แต่แตกต่างกันที่หลังคา รูปลักษณ์ด้านหน้าใช้กระจังหน้าแบบ Mercedes Benz Diamond Grille ไฟหน้า New Multibeam LED สว่างไสวไกลสุดลูกหูลูกตามากถึง 620 เมตร! เป็นเทคโนโลยีส่องสว่างในรถยนต์ยุคใหม่ที่ก้าวล้ำไปไกลมาก ไฟท้าย LED กรอบเดิมแต่มีรายละเอียดใหม่สวยงามสมส่วนเข้ากับบั้นท้ายได้อย่างมีสไตล์ไม่เว่อร์วังอลังการเกินเหตุ เวอร์ชั่น AMG Dynamic มาพร้อมสปอยเลอร์หน้า-หลัง AMG แบบใหม่ ลิ้นล่างของสปอยเลอร์หน้าปรับปรุงจากโครเมียมมาเป็นพลาสติกสีดำ ล้ออัลลอย AMG ลายใหม่ และภายในที่ตกแต่งด้วยวัสดุหรูหราราคาแพงจากอุปกรณ์ที่ประทับตรา AMG มิติตัวถังของ C300 Cabriolet AMG Dynamic มีขนาดความกว้าง 1,810 มิลลิเมตร ยาว 4,696 มิลลิเมตร และสูง 1,409 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,840 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,563 มิลลิเมตร หลัง 1,546 มิลลิเมตร 

งานตกแต่งภายใน
ภายในที่เน้นความเป็น Baby S-Class ของ C-Class Minorchange ใช้วัสดุชั้นดีบวกการจัดวางที่มอบความสะดวกให้กับคนขับและผู้โดยสารด้วย ตำแหน่งของอุปกรณ์ที่สามารถกดสวิตช์หรือหมุนแป้นควบคุมต่างๆ ได้ง่าย คอนโซลขึ้นรูปด้วยโฟมห่อหุ้มด้วยวัสดุหนังเทียมที่ทำออกมาได้หรูหราสมราคา คอนโซลแบบใหม่ผสมผสานกันระหว่างความเรียบง่ายและแนวโค้งที่กลมกลืนไปกับชิ้นส่วนต่างๆ ของห้องโดยสาร โทนสีของหนังที่ใช้ห่อหุ้มภายในตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ มีความแตกต่างกันออกไปตามระดับของรุ่นและราคาค่าตัว

นักออกแบบของ Mercedes- Benz ได้จัดวางสไตล์การตกแต่งภายในในระดับที่ไม่ค่อยจะพบเห็นในซีดานขนาดกะทัดรัด การเลือกสรรวัสดุชั้นสูงและสัมผัสของการใช้งานที่สร้างความพึงพอใจ เช่นเดียวกับความแม่นยำของการใช้งานกับรายละเอียดชิ้นส่วนต่างๆ ที่สร้างขึ้นอย่างประณีต การตกแต่งภายในใช้การออกแบบใหม่ทั้งหมด ควบรวมสัมผัสและมุมมองที่สมบูรณ์แบบ ผสานไปกับการขับขี่แบบไดนามิกซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึก ว่ากำลังใช้งานของที่มีคุณภาพ คนขับและผู้โดยสารด้านหน้า สามารถเพลิดเพลินไปกับพื้นที่ ความหรูหรา ความทันสมัย ​​บรรยากาศที่จงใจสร้างความรู้สึกที่ดีที่ ตำแหน่งที่นั่งใน New C-Class เหมือนกับความรู้สึกได้บินไปบนชั้นธุรกิจของเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่

พวงมาลัยแบบใหม่
พวงมาลัยสปอร์ตแบบสามก้าน ทำจากอัลลอยหุ้มด้วยหนังแท้ มีสวิตช์ปรับตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกในการเข้าถึง ในรุ่น C200 -C220d ใช้พวงมาลัยทรงกลม ส่วนรุ่น AMG C43 4-Matic ใช้พวงมาลัยแบบสปอร์ตจาก AMG ทรงฐานตัดหุ้มหนังกลับที่งดงาม พวงมาลัยของ C-Class Minor change ยังมีแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์หรือ Paddle Shift ติดตั้งอยู่ด้านหลังเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนอัตราทดด้วยตัวเอง

หน้าปัดมาตรวัดแบบจอภาพ TFT thin film transistor
หน้าปัดมาตรวัดแบบสปอร์ตของ C-Class Minorchange ใช้มาตรวัดจอภาพใหม่ล่าสุด TFT thin film transistor ล้อมกรอบด้วยพลาสติกสีเงินยวง มาตรวัดแบบใหม่ที่ทำงานคล้ายจอภาพคอมพิวเตอร์มีทั้งวัดรอบเครื่องยนต์และวัดความเร็ว ส่วนบริเวณกึ่งกลางของมาตรวัดแสดงผลในระบบ Multi Information Display มีเมนูที่สามารถใช้งานขณะขับขี่ เช่น โหมดของการขับเคลื่อน อุณหภูมิภายนอก ตำแหน่งเกียร์ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงในถังต่อระยะทางที่สามารถวิ่งไปถึง หรือแสดงผลระบบนำทางด้วยดาวเทียม รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับโหมดของการขับเคลื่อน ทริปมิเตอร์คำนวณระยะทางแบบ A/B 

เครื่องเสียง Mercedes Benz Burmester
เครื่องเสียงและลำโพงคุณภาพสูงของ C-Class ติดตั้งลำโพงชั้นเยี่ยมคุณภาพดีจาก Burmester โดยจะได้ระบบเครื่องเสียงแบบ Surround sound system พร้อมกำลังขับ 225 วัตต์ กับลำโพง 9 ตัว ช่วยเปลี่ยนมิติของการฟังเพลงในรถยนต์ เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยของระบบสั่งงานด้วยแป้น Touchpad เครื่องเสียง Burmester® surround sound system เป็นระบบเสียงแบบเซอร์ราวด์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของการดูหนังฟังเพลงในรถยนต์ ระบบเสียง Hi-Fi มีเสียงที่ถูกขับออกมาจากลำโพงแบบ 3-D เป็นแบบ 3 ช่องทาง ส่งผลให้คุณภาพของเสียงมีความคมชัดและมีมิติที่เป็นอิสระจากจิตใต้สำนึก ซึ่งแตกต่างจากระบบเครื่องเสียงติดรถยนต์ทั่วไป ตำแหน่งของลำโพงที่จัดวางโดยคำนึงถึงการรับฟังที่ดีที่สุดในระบบ Surround sound มีการปรับลำโพงทวีตเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กับเสาหน้า เพื่อทำให้เข้าถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดของการรับฟัง ลำโพง Burmester Speaker ออกแบบโดยอยู่ภายใต้โดมอะลูมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณแผงประตูยังเพิ่มความงดงามและความหรูหราบริเวณแผงประตู

LED Interior Technology
ไฟ welcome light ภายในห้องโดยสารใช้หลอด LED แบบเรืองแสงสลับโทนสีเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการขับขี่ในตอนกลางคืน ไฟ LED จะทำการเรืองแสงในตำแหน่งแผงประตู กรอบคอนโซลกลาง เพื่อทำให้ห้องโดยสารของ New C-Class มีความน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการขับในที่มืดมิด นอกจากจะมีความสวยงามแล้ว หลอดไฟภายในห้องโดยสารของ New C-Class ยังมีอายุการใช้งานที่คงทน จากการเลือกใช้หลอดเรืองแสงแบบ LED ซึ่งให้โทนสีที่แสดงออกถึงความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนวล

ระบบบังคับเลี้ยว Mercedes Benz Direct Steer System
ระบบบังคับเลี้ยวใน C-Class 2019 ใช้พวงมาลัยไฟฟ้าแบบแปรผันไปตามความเร็วที่แท้จริงผ่านการควบคุมด้วยเซ็นเซอร์ และ ECU ซึ่งเป็นสมองกลไฟฟ้าของชุดบังคับเลี้ยว มันจะทำงานโดยแปรผันน้ำหนักให้ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของความเร็วและโหมดการขับเคลื่อน ระบบพวงมาลัยแบบไฟฟ้า หรือ Mercedes Benz Direct Steer System เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับ C-Class ทุกรุ่น

ช่วงล่างไม่เปลี่ยนแปลง
ระบบรองรับ หรือช่วงล่างของ Mercedes Benz C-Class W205 รุ่นปรับโฉม 2019 ด้านหน้าเป็นแบบมัลติลิ้งค์ หรือ 4 ลิ้งค์ ใช้โช้คอัพ สปริง เหล็กกันโคลง และปีกนกผลิตจากอะลูมินัมอัลลอย ชิ้นส่วนของช่วงล่างส่วนใหญ่ มีการลดน้ำหนักส่วนเกินจากการออกแบบและการคัดเลือกวัสดุพวกอัลลอยมาใช้งาน ช่วงล่างของ New C-Class ใช้การพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยส่งถ่ายทั้งการยึดเกาะที่ดี และให้ความรู้สึกที่ว่องไวแม่นยำ รวมถึงยังคงความนิ่มนวลในสไตล์ของรถยนต์จากแบรนด์ตราดาว ความคล่องตัวที่ได้รับจากช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้า ทำให้การขับรถท่ามกลางสภาพถนนหนทางที่คดเคี้ยว สามารถควบคุมพวงมาลัยได้ดีขึ้น กันสะเทือนที่ด้านหน้าแบบ 4 ลิ้งค์ กลายเป็นส่วนสำคัญของการจัดการ กลศาสตร์จากการออกแบบเพลาขับเคลื่อนที่ดีขึ้น มุมและองศาที่ผ่านการคำนวณค่ามาเป็นอย่างดีช่วยให้การยึดเกาะดีขึ้น ส่งตรงความมั่นคงไปยังพวงมาลัยไฟฟ้า เพื่อสัมผัสในด้านความเป็นไดนามิก สำหรับระบบรองรับที่ด้านหลังยังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ โดยมีโช้คอัพและเหล็กกันโคลงขนาดเขื่อง รวมถึงชิ้นส่วนของระบบรองรับบางชิ้นที่ทำจากอัลลอยเพื่อลดน้ำหนัก แนวคิดในการเชื่อมโยงรถยนต์กับผู้ขับขี่ ผ่านระบบรองรับแบบล่าสุด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของการยึดเกาะจะไม่ด้อยลงแม้ขณะที่ใช้ความเร็วสูงบนทางไฮเวย์ ความสูงลดลงอีก 15 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับ W204 ระดับความสูงที่ลดลงใน C-Class W205 รุ่นปรับโฉม ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยมที่ 0.24 (CD=0.24) ส่วนระบบห้ามล้อด้านหน้าและด้านหลังใช้จานดิสเบรกเหล็กและคาร์ลิปเปอร์เบรก แบบอัลลอย พร้อมด้วยระบบช่วยเบรก เช่น Electric Real Parking Brake / ABS / Brake Assist พร้อมกับระบบช่วยทรงตัว ESP

ระบบความปลอดภัย
Mercedes Benz Intelligent Drive System
จุดมุ่งหมายของการทำให้ Mercedes- Benz C-Class 2019 มีความเหนือชั้นด้านสมรรถนะ และเพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุดในด้านของความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ C-Class เวอร์ชั่นปรับโฉมจึงเป็นรถยนต์ซีดานที่มีระบบความปลอดภัยและก้าวล้ำที่สุดของวงการยนตรกรรม ระบบความปลอดภัยของรถคันนี้ ประกอบด้วยฟังก์ชั่นที่มีใช้งานในรถอย่าง E-Class และ S-Class โดยเฉพาะเกือบทั้งหมดของระบบความปลอดภัยและระบบให้ความช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับแบรนด์รถหรูทั่วไป ระบบความปลอดภัยบางอย่างใน C-Class มีใช้ในรถยนต์รุ่นเรือธง S -Class และ E-Class เป็นระบบการให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยขณะขับขี่ โดย Mercedes Benz เรียกระบบความปลอดภัยแบบอัจฉริยะนี้ว่า Mercedes Benz Intelligent Drive

Active Lane Change Assist & Active Emergency Stop Assist
Lens Assist ป้องกันไม่ให้รถคลาดเคลื่อนไปจากเส้นทางหรือเลนที่ถูกต้อง การเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือการขับออกจากช่องทางจราจร อันนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะทำการสั่นเตือนที่พวงมาลัยทันทีที่ตัวรถเริ่มเบนออกจากเลนที่กำลังขับ โดยมียานพาหนะอื่นๆ อยู่ด้านข้าง กล้องมองภาพแบบ 360 องศา ทำให้ความสามารถในการรับรู้ถึงยานพาหนะอื่นๆ ที่กำลังขับเข้ามาใกล้ โดยกล้องที่ติดตั้งอยู่รอบๆ ตัวถังที่บริเวณด้านหน้า ใต้กระจกมองข้างและด้านหลังจะแสดงภาพรถและวัตถุอื่นๆ จากมุมมองที่แตกต่างกันออกไปรวมทั้งมุมมองเสมือนจริงแบบ Bird eye view ระบบ Lens Assist ยังแจ้งเตือนถึงยานพาหนะที่เข้ามาทางด้านหลังทั้งสองข้าง โดยแจ้งเตือนเป็นสัญญาณเสียงและไฟสีแดงรูปสามเหลี่ยมในบริเวณกระจกมองข้าง เพิ่มความปลอดภัยในขณะผู้ขับขี่ต้องการเปลี่ยนทิศทางเพื่อทำการแซง การประสานรวมกันของระบบความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยมและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ช่วยลดความตึงเครียดในการทำหน้าที่ของผู้ขับขี่ ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องทั้งผู้ที่อยู่ภายในห้องโดยสารและผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ

ระบบ DISTRONIC Active Distance Assist ที่กำหนดระยะห่างจากรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ด้านหน้าระหว่างการใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม. ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่นการตรวจสอบเมื่อถึงทางร่วมทางแยกและฟังก์ชั่นการเบรกกะทันหันเมื่อติดรถที่จอดอยู่ท้ายแถวสามารถช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงที่เกิดจากการชนปะทะกับรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้าและรถยนต์ที่อยู่ในทางร่วมทางแยกรวมถึงคนเดินเท้า ระบบช่วยเบรกกะทันหันในสถานการณ์วิกฤติ Active Emergency Stop Assist ทำงานเมื่อผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อการเตือนอีกครั้งจากสัญญาณเตือนของฟังก์ชั่น intelligent hands-off ที่ให้นำมือของผู้ขับขี่กลับมาประจำที่บนพวงมาลัยโดยจะทำการเบรกความเร็วของรถลงจนถึงจุดหยุดนิ่งภายในช่องทางวิ่งเดิม

ระบบ Active Lane Keeping Assist สามารถเตือนให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงการหักเหออกจากช่องทางวิ่งโดยไม่เจตนาและช่วยนำรถกลับเข้าสู่ช่องทางที่ถูกต้องด้วยการเข้าแทรกแซงการทำงานของเบรกด้านใดด้านหนึ่ง

ที่ระดับความเร็วระหว่าง 80 ถึง 180 กม./ชม. ระบบ Active Lane Change Assist จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับการเปลี่ยนช่องทางวิ่งหากผู้ขับขี่ต้องการเปลี่ยนช่องทางวิ่งด้วยการส่งสัญญาณไฟเลี้ยวและระบบรับรู้ถึงความปลอดภัยในการเปลี่ยนช่องทางวิ่ง ในขณะที่กำลังเปลี่ยนช่องทางวิ่งระบบ Active Blind Spot สามารถเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบถึงการมีรถยนต์คันอื่นวิ่งอยู่ในจุดอับสายตาและด้วยการสั่งให้เข้าไปแทรกแซงการทำงานของเบรกเพียงด้านเดียวจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการชนปะทะขึ้นได้ ฟังก์ชั่น Evasive Steering Assist สามารถช่วยผู้ขับขี่ขณะอยู่ในสถานการณ์อันตรายและตัดสินใจแล้วที่จะเปลี่ยนทิศทางของรถอย่างกะทันหันเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดกับคนเดินเท้าด้วยการทำงานของเรดาร์และกล้อง 3 มิติของระบบให้ความช่วยเหลือ ระบบ PRE-SAFE® ช่วยป้องกันผู้โดยสารรวมถึงการเตือนผู้ขับขี่ยานพาหนะต่างๆ ที่ตามหลังมา กระตุ้นการทำงานของระบบเข็มขัดนิรภัยหรือสั่งการทำงานของเบรกสำหรับรถยนต์ที่จอดอยู่กับที่

Mercedes Benz BAS Plus System And PRE- SAFE ® Bremse
C-Class เป็นรถยนต์มีความปลอดภัยสูง จากระบบควบคุมและเฝ้าระวังอุบัติเหตุ รวมถึงการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูง นวัตกรรมด้านความปลอดภัยติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับตัวรถทุกๆ รุ่น ระบบสามารถแจ้งเตือนคนขับ ขณะขับขี่ด้วยความไม่ตั้งใจ หรือเกิดอาการง่วงนอน บนมอเตอร์เวย์ การนำระบบความปลอดภัยที่มีความหลากหลายมาใช้งาน ทำให้ฟังก์ชั่นของการขับขี่ใกล้เคียงหรือเทียบเท่ารถที่มีราคาแพงกว่า ระบบความปลอดภัยแบบก้าวหน้าเข้ามาช่วยเหลือและทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยสูง โดยปรับระดับของความไวในระบบป้องกันอุบัติเหตุและแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่รับรู้ นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยน ระบบช่วยเบรก เพื่อป้องกันการขับชนท้ายในย่านความเร็วต่ำเมื่อใช้งานในเมืองที่มีการจราจรคับคั่ง ระบบป้องกันการชนที่ความเร็วต่ำจะทำงานตั้งแต่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปจนถึงความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นเสริมที่เพิ่มเข้ามาเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง หากผู้ขับขี่ล้มเหลวในการที่จะตอบสนองต่อการเบรกแบบกระชั้นชิด ระบบสามารถสั่งเบรกที่ความเร็วสูงสุด ถึง 200 กม. / ชม. จึงช่วยลดความรุนแรงของการชนขณะขับด้วยความเร็วสูง ระบบนี้ยังช่วยเบรกในย่านความเร็วต่ำ โดยมีการตอบสนองต่อยานพาหนะที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการชนท้าย ที่ความเร็วสูงสุดถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย

M264 1.5L Turbo with 48volt electrical system (EQ Boost) in C200

OM654 Diesel 2.0L Turbo in C220d

V6 3.0L Twin Turbo in AMG C43 

ขุมกำลังใหม่
เครื่องยนต์ใหม่ใน Mercedes-Benz C-Class เวอร์ชั่นปรับโฉม เป็นเครื่องยนต์เบนซินตัวเล็กกะทัดรัดแบบ 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร รหัส M264 เสริมแรงบิดด้วยระบบไฮบริดจิ๋วขนาด 48 volt electrical system (EQ Boost) กับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส OM654 ซึ่งอุดมไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อน เช่น หัวฉีดเชื้อเพลิงในระบบคอมมอลเรลไดเรคอินเจคชั่น มีแรงดันในรุ่น 1.6 ลิตร 2050 บาร์ ส่วนรุ่น 2.0 ลิตร มีแรงดันสูงถึง 2500 บาร์ ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ บล็อกเครื่องยนต์ทำจากอะลูมิเนียม ลูกสูบเหล็กกล้าแบบใหม่ ทำตัวเลขค่าการปล่อย CO2 อยู่ในเกณฑ์ Euro-6 TEMP

โดยทั่วไป ความแตกต่างระหว่างเครื่องยนต์ที่มีความจุน้อยกว่าแต่สามารถปรับให้มีแรงบิดและอัตราสิ้นเปลืองเท่ากับเครื่องยนต์ที่มีความจุมากกว่าถือเป็นงานวิศวกรรมขั้นสูง โดยทั่วไป กระบอกสูบที่มีปริมาตรความจุ 400-500 ซีซี ถูกผลิตขึ้นสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และกระบอกสูบที่มีปริมาตรความจุ 500 ถึง 600 ซีซี สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล Mercedes Benz ตัดสินใจเลือกขนาดของความจุที่ระดับ 500 ซีซี เพื่อแชร์ส่วนประกอบทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลในสายการผลิตเพื่อลดต้นทุน

ลักษณะสำคัญของเครื่องยนต์แบบแยกส่วนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นตัวแปรหลักสำหรับการผลิตในตลาดรถพรีเมียมคือปริมาตรความจุของเครื่องยนต์ได้ลดลงจาก 3.0 ลิตร เหลือแค่ 2.0 ลิตร จากมาตรการลดทอนน้ำหนักและขนาดของเครื่องยนต์ ตามด้วยตัวเลขของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น รวมถึงค่าการปล่อยของเสียก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อีกประเดนหลักก็คือ Mercedes หันกลับไปใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์แบบแถวเรียง 4-6 กระบอกสูบ เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ V6 ที่มีขนาดใหญ่และหนัก ความยาวโดยรวมของเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 กระบอกสูบถูกปรับให้สั้นลงโดยการลดเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงความร้อนของอลูมิเนียม รวมถึงการลดทอนน้ำหนัก การปรับบล็อกเครื่องยนต์ให้สั้นลงยังทำให้กินพื้นที่ห้องเครื่องน้อยลงและมีที่ว่างมากพอสำหรับการซ่อมบำรุง การออกแบบโดยใช้วิธีแยกส่วนสำหรับเครื่องยนต์ 4-6 สูบแบบอินไลน์หรือแถวเรียงทำได้ง่ายกว่าเครื่องยนต์แบบ V6 ในเครื่องยนต์ 6 สูบแบบอินไลน์จำเป็นต้องเพิ่มกระบอกสูบสองกระบอก เพื่อใช้เป็นมาตรฐานหรือรูปแบบทั่วไปสำหรับการใส่อุปกรณ์เสริม 

ฤดูใบไม้ผลิปี 2016 Mercedes Benz ได้เปิดตัวรถสปอร์ตรุ่น E220d ซึ่งมีเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2 ลิตรแบบอินไลน์ เครื่องยนต์ OM654 ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้บุกเบิกพัฒนาต่อยอดจากเครื่องยนต์รุ่น OM651 เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่สามารถติดตั้งได้ทั้งในตำแหน่งติดตั้งตามยาวในรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และติดตั้งตามขวางในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถปรับให้เครื่องยนต์ลดการสูญเสียกำลังลงได้ถึง 10% OM654 ใช้บล็อกเครื่องและกระบอกสูบแบบอลูมิเนียมขนาดเล็ก น้ำหนักของเครื่องยนต์ลดลงประมาณ 35 กิโลกรัม! ระบบไอเสีย aftertreatment มาตรฐาน Euro- 6 มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยประมาณ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ค่าการปล่อย CO2 เหลือแค่ 102-112 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ด้านหน้าและด้านบนของตัวเครื่องติดตั้งแผ่นป้องกันเสียงการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อลดเสียงรบกวน

เครื่องยนต์ดีเซล 2 ลิตร เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รุ่นใหม่ รหัส OM654 ได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบรรลุถึงสมรรถนะของการทำงานที่เฉพาะเจาะจงสูงถึง 90 กิโลวัตต์ต่อลิตร นอกจากนี้เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ ยังได้รับการออกแบบเพื่อให้สอดคล้องกับขั้นตอนของการทดสอบการปล่อยมลพิษใหม่หรือ (WLTP) ตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนมอนน็อกไซค์ตามกฏหมายที่เข้มงวดของทางการเยอรมนี เพื่อทำให้เครื่องยนต์มีขนาดเล็กลงและมีน้ำหนักที่เบาขึ้นซึ่งทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง

รุ่น C200 ที่คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย จะใช้เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ รหัส M264 แบบเบนซิน 4 สูบเทอร์โบ ความจุ 1.5 ลิตร 1,497 ซีซี มีกำลัง 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร มอเตอร์ไฟฟ้าในระบบไฮบริดจิ๋วหรือ electric motor มีกำลัง 10 กิโลวัตต์ พร้อมแรงบิดจากมอเตอร์ 160 นิวตัน-เมตร ส่วนตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่เคลมมาจากโรงงาน ทำได้ 6.8-6.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100  กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 อยู่ที่ 154-144 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด หรือ 9-G Tronic ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 239 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ C200 4MATIC ใช้เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ รหัส M264 แบบ4 สูบเทอร์โบ ความจุ 1.5 ลิตร 1,497 ซีซี มีกำลัง 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงในระบบไฮบริดจิ๋วหรือ electric motor EQ Boost มีกำลัง 10 กิโลวัตต์ พร้อมแรงบิดล้วนๆจากมอเตอร์อีก 160 นิวตัน-เมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.2-6.9 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 165-156 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด หรือ 9-G Tronic

ขยับมาที่รถสปอร์ตตัวแรง Mercedes-AMG C43 4MATIC วางเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 เทอร์โบคู่ ความจุ 2,996 ซีซี ให้กำลัง 287 กิโลวัตต์ หรือ 390 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 520 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500-5,000 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 9.8-9.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 223-213 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด หรือ 9-G Tronic พร้อมชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

รุ่น C300 Cabriolet เปิดประทุนหลังคาผ้าใบน้ำหนักเบา วางเครื่องยนต์เบนซิน 2 ลิตร เทอร์โบ 1,991 ซีซี กำลัง 190 กิโลวัตต์ หรือ 258 แรงม้า ที่ 5,800-6,100 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-4,000 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 7.1-6.9 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 163-157 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด หรือ 9-G Tronic ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รหัส OM 654 series มาพร้อมเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ขนาด
1.6 ลิตร ประจำการในรุ่น C 180d และ C 200d ส่วนรุ่นที่สูงกว่าเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ประจำการในรุ่น C220d

รุ่น C180d พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC วางเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 90 กิโลวัตต์ หรือ 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 4.7-4.6 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 124-122 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 

รุ่น C200d เกียร์ธรรมดา 6 สปีด วางเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 118 กิโลวัตต์ หรือ 160 แรงม้า (ในรุ่นเกียร์ธรรมดา) แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 4.7-4.5 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย  CO2 124-118 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร

รุ่น C200d พร้อมระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 9G-TRONIC วางเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือ 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงทำได้ที่ 5.0-4.8 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 132-126 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร 


รุ่น C220d ที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยบนตัวถังซีดาน 4 ประตู (อาจนำรุ่น C220d Estate 5 ประตูมาจำหน่ายในรูปแบบรถนำเข้า) วางเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ปริมาตรความจุ 1,950 ซีซี เทอร์โบ รหัส OM654 มีกำลัง 143 กิโลวัตต์ หรือ 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.1-4.8 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 136-126 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง


รุ่น C220d 4MATIC ขับเคลื่อน 4 ล้อเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2 ลิตร 1,950 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ในรุ่น C220d 4MATIC มีกำลัง 143 กิโลวัตต์ หรือ 194 แรงม้า ที่ 3,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.5-5.3 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ค่าการปล่อย CO2 144-139 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ราชรัฐลักเซมเบิร์ก (Grand Duchy of Luxembourg) สถานที่ที่ Mercedes Benz ใช้สำหรับการขับทดสอบ C-Class Minorchange 2019 มีที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปยุโรป เป็นประเทศเล็กๆที่มีพื้นที่เพียง 2,586 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 5 แสนคน เป็นประเทศเล็กสุดแต่ร่ำรวยที่สุดในยุโรป ถึงแม้จะเไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ลักเซมเบิร์กมีความงดงามทางธรรมชาติ ความสงบร่มรื่นและทัศนียภาพที่สวยงามแบบชนบท รูปแบบสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เช่น อาคารบ้านพักอาศัยของผู้คน ภูมิประเทศของลักเซมเบิร์กเต็มไปด้วยทุ่งราบและหุบเขาซึ่งปกคลุมไปด้วยความเขียวขจีของแมกไม้นานาพรรณ เกือบทุกเมืองยังมีแม่น้าไหลผ่านทำให้ทั่วทั้งประเทศมีวิวทิวทัศน์อันสวยงาม ลักเซมเบิร์กเป็นแหล่งผลิตเหล็กกล้าชั้นดี รวมถึงธุรกิจการเงินการธนาคาร เทคโนโลยีดาวเทียม เป็นแหล่งผลิตไวน์คุณภาพสูง ถึงแม้เป็นประเทศเล็กๆแต่ก็สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างมากมายจนใน ปี 2007 ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่น่าเที่ยวมากที่สุดในโลก

C-Class รุ่นปรับโฉมคล้ายการนำเอาคุณสมบัติที่ดีของ S-Class มายัดใส่ในรถสปอร์ตซีดาน 4 ประตู สเตชั่นแวกอน 5 ประตูหรือคูเป้ 2 ประตูทั้งแบบหลังคาแข็งและเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ การทำราคาเพื่อให้คนชั้นกลางสามารถครอบครองได้กลายเป็นสูตรสำเร็จของแบรนด์รถยนต์จากเยอรมนี รุ่นปรับโฉมถือเป็นการยกระดับประสิทธิภาพของตัวรถเพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบสำหรับการแข่งขันกับ BMW Series-3 ที่จะออกขายในเร็วๆนี้ มันเป็นรถที่ขับได้ดี นุ่มสบายและเงียบ แถมยังมีเทคโนโลยีก้าวล้ำสูสีกับ S-Class หมายความว่าตลอดระยะเวลาของการก่อตั้งแบรนด์มานานกว่า130 ปี Mercedes Benz สามารถสร้างรถยนต์ขนาดเล็กที่ดีที่สุดได้เช่นกัน

C-Class W205 ใช้แพลตฟอร์มขับหลัง มีการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยครบครัน หลังจากฟังการบรรยายสรุปเส้นทางในวันแรกของการขับทดสอบ ผมเริ่มต้นการขับทดลองประสิทธิภาพของรถ C-Class รุ่นปรับโฉมด้วยรถรุ่น C220d Estate โดยขับออกจากสนามบินนานาชาติของลักเซมเบิร์กไปยัง จุดแวะพักทานข้าวเที่ยงที่ Weingutshotel หลังจากนั้นจะขับต่อไปจนถึงโรงแรมที่พัก Seezeitlodge Hotel & Spa รวมระยะทางของการทดสอบในวันแรกยาว 189 กิโลเมตร C-Class Estate รุ่น C220d เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบ รหัส OM654 เป็นรถครอบครัวที่สวยงามและขับได้ดีเทียบเท่ากับ BMW 320d หรือ Series-3 Touring นอกจากเรือนร่างทีสวยงาม ภายในของ Estate รุ่นปรับโฉมยังจัดเต็มด้วยอุปกรณ์ใหม่ๆหลายสิบรายการ ไล่เรียงจากจอภาพมาตรวัดแบบใหม่ พวงมาลัยใหม่ จอมอนิเตอร์กลางแบบใหม่ล่าสุดที่ลงตัวมากยิ่งขึ้น แป้นควบคุมระบบ comand controller ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วในการเข้า-ออกจากเมนู ระบบนำทางด้วยดาวเทียมช่วยทำให้ไม่หลงออกนอกลู่นอกทาง เป็น C-Class ที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด 

เส้นทางจากลักเซมเบิร์กมุ่งสู่ประเทศเยอรมนีมีพรมแดนเชื่อมต่อกันด้วยทางแบบไฮเวย์ 4 ช่องจราจร บางช่วงบางตอนมีการจำกัดความเร็วแค่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปจนถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พอโผล่เข้ามาในเยอรมนีไฮเวย์บางพื้นที่เปิดโอกาสให้ใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการจำกัดความเร็วแต่อย่างใดทั้งสิ้นแต่ก็เป็นแค่ไฮเวย์ช่วงสั้นๆไม่ได้ยาวแบบเหยียบแช่ได้เหมือนกับออโต้บาห์น จุดเด่นของ C220d เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบก็คือแรงบิดและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง กำลัง 143 กิโลววัตต์ หรือ 194 แรงม้าดูจะธรรมดาเกินไปนิด แต่ตัวเลขแรงบิด 400 นิวตัน-เมตรจากเครื่องยนต์ OM654 ทำให้ C220d เร่งจาก 0-100 ใน 7.0 วินาทีทั้งๆที่เป็นรถสเตชั่นแวกอนนั่นแหละที่ไม่ธรรมดา บางช่วงบางตอนที่ไม่ได้มีการจำกัดความเร็ว ผมกดคันเร่งเจ้า Estate แช่ยาวลากรอบไปจนถึงย่านความเร็ว 218 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การขับเร็วขนาดนั้นก็เพื่อที่จะจับอาการของรถขณะใช้ความเร็วสูงซึ่งไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้ในประเทศไทย เนื่องจากไม่มีถนนที่โล่งและเรียบมากพอที่จะระเบิดพลังงานออกมาจนหมดไส้หมดพุงแบบนี้ 

C-Class ทุกรุ่นมาพร้อมระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone เบาะหุ้มหนัง Atico ระบบปรับน้ำฝนอัตโนมัติ แอฟทีฟครูสคอนโทรล กล้องมองรอบทิศทาง ระบบตรวจจับความเมื่อยล้าของคนขับ ระบบ Infotainment รองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ไร้สาย พร้อมระบบควบคุม comand controller ที่มีทั้งปุ่มหมุนและ Touchpad ทำงานควบรวมกับจอภาพมอนิเตอร์แบบใหม่ล่าสุดที่มีขนาดยาวขึ้นและเข้ากับรูปแบบของแดชบอร์ดมากกว่าเดิม ระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่คมชัดและมีความละเอียดสูงสุดที่ช่วยทำให้ขับไปยังจุดหมายปลายทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทุกรุ่นทุกเครื่องยนต์ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดที่เรียกกันว่า 9-G Tronic เป็นชุดส่งกำลังที่ออกแบบและผลิตขึ้นเองในโรงงานเกียร์ของ Mercedes Benz เป็นเกียร์แบบใหม่ที่เข้าประจำการใน New E-Class เมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากนั้นก็มีการนำเอาเกียร์รุ่นนี้มาใส่ในรถเกือบจะทุกโมเดลของแบรนด์ตราดาว 

เครื่องยนต์ดีเซลมีเสียงการทำงานที่เงียบลง รวมถึงการตอบสนองที่ดีโดยขึ้นตรงกับโหมดของการขับเคลื่อนเชื่อมโยงการทำงานกับชุดบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าที่คอยแปรผันน้ำหนักของพวงมาลัยไปตามสปีดความเร็ว เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบมีประสิทธิภาพสูงทั้งแรงบิดและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง การบังคับควบคุมที่ง่ายดายและเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลาย เสียงยางบดลงไปบนผิวถนนกับเสียงลมปะทะกับตัวถังจะเริ่มดังเข้ามาให้ได้ยินในย่านความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Mercedes Benz ยอมเสียเวลาในการปรับปรุงเสียงที่เกิดจากการทำงานของกระจกไฟฟ้า ปรับเสียงการทำงานของพัดลมแอร์และมอเตอร์ไฟฟ้าของเบาะนั่งคู่หน้าเพื่อความเงียบในระดับสูงสุด 

สปริงและโช็คอัพแบบใหม่ให้ความรู้สึกดีเกินคาดและคล้ายกับประสิทธิภาพการยึดเกาะกับผิวถนนของ BMW Series-3 เป็นระบบรองรับที่มอบความสบายเวลานั่งและรู้สึกได้ถึงการควบคุมทิศทางที่อยู่กับร่องกับรอยเมื่อขับออกจากไฮเวย์เข้าสู่ทางแบบภูเขาที่อุดมไปด้วยโค้งกับเนินที่สูงชัน หากพูดถึงความสบายหลังพวงมาลัย C-Class Minorchange ทำออกมาได้เหนือชั้นกว่า BMW Series-3 ช่วงล่างที่รองรับการสั่นสะเทือนจากผิวถนนได้ดีกับภายในใหม่ที่หรูหราและเสียงรบกวนที่ลดลงจะทำให้คุณและครอบครัวเพลิดเพลินไปกับการเดินทางบนรถสไตล์แวกอน นั่นคือความสำเร็จของการปรับปรุงซึ่งพวกเยอรมันมีความเชี่ยวชาญชำนาญการมากกว่าแบรนด์รถยนต์ยี่ห้ออื่น

บนเส้นทางภูเขา C220d Estate ให้ความรู้สึกถึงการทรงตัวที่โดดเด่น วิศวกรของแบรนด์ตราดาวแจ้งว่า การแยกชุดสตรัทออกจากส่วนอื่นๆของช่วงล่างช่วยลดการสั่นสะเทือนลงไปได้มากกว่าเดิม ผลที่ได้รับจากการปรับปรุงช่วงล่างก็คือ C-Class Minorchange ขับได้มั่นคงขึ้นเล็กน้อย ตอบสนองได้ดีบนเส้นทางที่คดเคี้ยวและสามารถใช้ความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องหากมีทางที่โล่งมากพอ พวงมาลัยไฟฟ้า Mercedes Benz Direct Steer System เป็นแบบอัตราทดแปรผันที่มีความแม่นยำและเฉียบคมคล้าย BMW ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าเดิมนิดๆ เวลาหักเลี้ยวมุมแคบระบบจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเล็กน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหน่วงให้น้ำหนักของพวงมาลัยไม่เบาจนเกินไปเมื่อคนขับทำการหักเลี้ยวเข้าสู่หัวโค้ง อัตราทดของพวงมาลัยก็ยังไวพอที่จะขับบนถนนสายรองที่มีความคดเคี้ยวและอุดมไปด้วยโค้ง ล้อขอบ 19 นิ้ว ในเวอร์ชั่น AMG Dynamic กับยาง Pirelli P Zero หน้า 225/40R19 93Y หลัง 245/35R19 ยึดเกาะกับผิวถนนแบบลาดยางมะตอยได้ดี ยางล้อหลังเกาะหนึบจนพยายามทำให้ฟรีทิ้งหรือออกอาการท้ายปัดได้ยากกว่าที่คิด

Dynamic Select ปรับโหมดการขับเคลื่อนได้อย่างหลากหลายเหมือนเดิม เริ่มจากโหมดประหยัดหรือ ECO Mode สำหรับการขับแบบไหลไปเรื่อยที่มอบอัตราสิ้นเปลืองแหล่มๆในระดับน้ำมันถังเดียวเที่ยวไกล 1,000 กิโลเมตร ขยับมาที่โหมดกลางๆอย่าง Comfort ซึ่งเป็นโหมดเริ่มต้นเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ต่อด้วย Sport Mode โหมดที่เติมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังเพื่อการทำความเร็ว และโหมดสุดท้าย Sport + เป็นโหมดท้ารบดุดัน เครื่องยนต์จะทำงานอย่างเต็มที่โดยเปิดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการขับแบบซิ่งและให้การตอบสนองในระดับสูงสุด รวมถึงเกียร์ออโต้ 9-G Tronic ที่พยายามคาอัตราทดเกียร์ที่มีแรงบิดสูงสุดเอาไว้ให้นานกว่าปกติเพื่อความบังเทิงหลังพวงมาลัย สมรรถนะ 0-100 ใน 7 วินาที กับท็อปสปีด 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมากพอที่จะทำให้เจ้าของรถทุกคนรู้สึกดีเวลากดใช้งานในโหมดนี้ แต่ก็มีอัตราสิ้นเปลืองมากที่สุดแลกกับการตอบสนองที่ออกมาในแบบว่องไวทันใจดีแท้  

189 กิโลเมตร จากสนามบินนานาชาติของลักเซมเบิร์กมาจนถึงจนถึงโรงแรมที่พัก Seezeitlodge Hotel & Spa จบลงอย่างรวดเร็วในช่วงบ่าย 17.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นของเยอรมนี หลังจากส่งกุญแจเจ้า C220d Estate ให้กับเจ้าหน้าที่ของ Mercedes Benz ยังมีเวลาเหลือมากพอที่จะเอารถรุ่นอื่นออกไปขับรอบๆโรงแรมที่พักก่อนจะถึงงานเลี้ยงในช่วงหัวค่ำ ผมเลือก AMG C43 4MATIC รุ่นตัวถัง 4 ประตู Sedan ซึ่ง Mercedes Benz Thailand ไม่ได้นำเข้ามาขายในไทย โดยมีแค่รุ่น 2 ประตู AMG C43 Coupe เท่านั้นที่จะโผล่เข้ามาเอาใจวัยรุ่นขาแรงที่ชอบรถ AMG ในเดือนตุลาคมนี้ ออกจากปากทางเข้าโรงแรมวิ่งไปอีกนิดเดียวผ่านเมืองเล็กๆและชนบทที่เงียบสงบของเยอรมนีก็โผล่ถึงไฮเวย์ออโต้บาห์น 

เครื่องยนต์ V6 3.0 ลิตร ความจุ 2,996 ซีซี มีกำลังมหาศาลมากถึง 287 กิโลวัตต์ หรือ 390 แรงม้า มันมาพร้อมกับแรงบิดระดับทะลุมิติที่ 520 นิวตัน-เมตร มากกว่า BMW M2 เล็กน้อย ตัวเลขสมรรถนะของ AMG C43 Sedan เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.7 วินาที ท็อปสปีดถูกจำกัดไว้แค่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากันพอดิบพอดีกับรุ่นคูเป้ AMG C43 4MATIC 4 ประตู เป็นจักรกลสปอร์ตที่เร็วจี๋ โดยภาพรวมรถ AMG รุ่น C43 Coupe 2 ประตู ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรหลังจากการทำตลาดในประเทศไทยด้วยการนำมาประกอบในประเทศเพื่อหั่นอัตราภาษี สำหรับ C43 Sedan มีหน้าตาท่าทางคล้ายกับ C-Class Sedan แต่แตกต่างกันที่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เช่น ไฟหน้าแบบใหม่ New Multibeam LED กระจกมองข้างหุ้มพลาสติกสีดำ ล้อ AMG ขอบ 19 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตประสิทธิภาพดีจากแบรนด์ยางเยอรมันยี่ห้อ Continental รุ่น Contisportcontact ยางหน้า 225/40R19 หลัง 245/35R19 แม้จะทำตัวเป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อแต่ก็ไม่ลืมที่จะยัดยางแบบหน้าเล็กหลังใหญ่ตามสมัยนิยม 

AMG C43 Sedan มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับพี่น้องร่วมวงตระกูลรถแรงของ AMG รวมไปถึงสายการผลิตของรถยนต์รุ่นอื่นๆจากแบรนด์ตราดาว ขับออกสู่ไฮเวย์ได้นิดเดียว เมื่อเริ่มต้นบรรเลงการทำความเร็ว มันให้ความรู้สึกถึงสมดุลที่ดีกว่ารุ่น 2 ประตู จากประตูบานหลังที่ช่วยกระจายน้ำหนักให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น แม้จะตัวหนักกว่ารุ่น Coupe อยู่ 30 กิโลกรัมแต่การตอบสนองที่ดีทำให้ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่มากกว่ารุ่นคูเป้ คุณภาพของวัสดุและงานตกแต่งภายในส่งถ่ายความหรูหราฟุ่มเฟือยออกมาอย่างจะแจ้ง พวงมาลัย AMG แบบฐานตัดหุ้มหนังกลับจับได้กระชับมือดีโดยเฉพาะพวกที่ชอบใส่ถุงมือขับรถแบบผม เบาะแบบสปอร์ตของ AMG สวยงามตราตรึงหัวใจคนวัยบริหาร เบาะปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ รวมถึงความละเอียดอ่อนของชิ้นงานอัลลอยกับหนังที่ใช้ห่อหุ้มแสดงให้เห็นถึงความตั้งอกตั้งใจในการปรับปรุง

จอภาพมอนเตอร์กลางของระบบอินโฟเทนเมนต์มีขนาดที่ยาวขึ้นทำให้เข้ากับรูปแบบของคอนโซลกลางได้อย่างกลมกลืน มาตรวัด TFT คมชัดพร้อมรายละเอียดของการแจ้งเตือนข้อมูลในระบบต่างๆที่จำเป็นต่อการขับ

แป้นควบคุม comand controller หน้าตาเหมือนเดิม ข้างๆตำแหน่งของแป้นควบคุมด้านขวามีปุ่มปรับตั้งเสียงจากลำโพง ปุ่มเปิด-ปิดท่อระบายไอเสียที่มีการจูนเสียงท่อใหม่หมด ปุ่มควบคุมการทำงานของระบบ Auto Start/Stop และปุ่มกล้องรอบทิศทางแบบ 360 องศาหรือ around view monitor ส่วนปุ่มด้านซ้ายมือข้างแป้นควบคุม comand controller เป็นปุ่ม Dynamic สำหรับปรับโหมดของการขับเคลื่อน ปุ่มรูปฟันเฟืองควบคุมการทำงานของระบบเกียร์ ปุ่มรูปโช็คอัพสำหรับปรับตั้งระบบรองรับหรือที่มีชื่อเรียกว่า AMG RIDE CONTROL sports suspension with adaptive adjustable damping ผู้ขับสามารถปรับค่าความแข็ง-อ่อนของโช็คอัพได้ตามใจชอบ ปุ่มสุดท้ายคือระบบควบคุมเสถียรภาพของตัวรถซึ่งผมเปิดคาเอาไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันปัญหาท้ายปัดเมื่อหวดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง 

เมื่อมันแปะตราสัญลักษณ์ AMG ทุกสิ่งทุกอย่างของ C43 ออกมาในลักษณะเร็วและคล่องแคล่วว่องไปหมด ถึงจะเป็นน้องเล็กในสำนักแต่งสุดโหดแต่พลังงานในรูปของแรงบิดที่ปล่อยออกมาจากเครื่อง V6 ผ่านเกียร์ออโต้ 9-G Tronic นั้นทำให้รู้สึกดีสุดๆสำหรับพวกชอบรถสปอร์ตและการขับเร็วจี๋ Sport + เป็นโหมดที่เร้าร้อนสุดยอด เมื่อกดโหมดนี้ พร้อมๆไปกับการกระทึบคันเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง หน้าปัด TFT แบบจอภาพกระพริบรัวถี่ยิบราวกับไฟแฟลตใน Discotheque ยุค 80' มันสร้างความเร้าใจได้ดีจากความแปลกใหม่และรูปแบบของหน้าปัดมาตรวัดที่ทันสมัยล้ำอนาคตไปไกล เสียงท่อระบายท้ายแผดสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขาและชนบทที่เงียบสงบของเยอรมัน เป็นเสียงการทำงานของท่อท้ายที่ผ่านการปรับแต่งมาใหม่หมดเพื่อส่งมอบเสียงท่อโหดๆในรอบสูงให้กับคนขับและคนนั่งเพื่อสร้างความรู้สึกตื่นเต้นซึ่งเชื่อมโยงการทำงานกับเครื่องยนต์ รอบเครื่องตวัดกวาดอย่างเร็วพร้อมแรงดึงที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแค่แวบเดียวก็แตะ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจนต้องแตะเบรกเพราะห้อมาจิ้ดเกินไป 

ช่วงล่างไม่แข็งมากจนทำให้รู้สึกกระด้าง แต่ถ้าชอบแบบแข็งโป็กก็สามารถปรับได้ตามใจชอบ เมื่อพยายามปรับทุกสิ่งทุกอย่างของรถให้อยู่ในเกณฑ์การตอบสนองในระดับสูงสุด พฤติกรรมของ AMG C43 เขม็งเกลียวขึ้นคล้ายเชือกที่ถูกขึงจนตรึงแน่น แค่ขยับพวงมาลัยไปนิดเดียวก็สัมผัสได้ถึงความแม่นยำและเที่ยงตรง พวงมาลัยไม่ได้หนักเท่ากับ BMW M2 ซึ่งเป็นพวงมาลัยที่ให้ความรู้สึกราวกับพวงมาลัยของรถแข่ง ชุดบังคับเลี้ยวของ AMG C43 โอนอ่อนผ่อนคลายมากกว่าโดยพยายามถ่ายเทน้ำหนักที่ดีและมีความละเอียดเมื่อทะยานผ่านทางโค้ง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ช่วยทำให้การยึดเกาะดีขึ้นโดยเฉพาะในโค้งมุมแคบแต่ก็ยังให้สัมผัสที่เป็นรอง Quattro ของ Audi TTS อยู่เล็กน้อย ใน AMG C43 ชุดขับสี่ 4MATIC เป็นระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่โชว์ผลงานของการยึดเกาะกับผิวถนนได้ชัดเจนและควรค่าต่อการประทับตราสัญลักษณ์ AMG อย่างที่สุด 

ครึ่งชั่วโมงหมดเวลาลงอย่างเร็วกับ C43 รุ่น 4 ประตู ก่อนถึงโรงแรมที่พักผมจอดรถเข้าข้างทางบนเนินเขาที่สูงชันด้านล่างเป็นวิวชนบทที่งดงามแล้วนั่งคิดถึงคนที่ซื้อ AMG C43 ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน ก่อนที่รุ่นเปลี่ยนโฉมปรับปรุงใหม่จะโผล่ตามออกมาอย่างกระชั้นชิด ทุกอย่างของมันคล้ายกันหมดยกเว้นงานตกแต่งภายในที่ดีขึ้นกับเสียงท่อระบายท้ายที่ดังสนั่นกว่าเดิม เกียร์เปลี่ยนขึ้นแต่ละครั้งในรอบสูงสุดของแต่ละเกียร์จะตามมาด้วยเสียงระเบิดดังปังทุกครั้ง นั่นก็คล้ายกันแต่ในเวอร์ชั่นปรับโฉมนั้นดังกว่ามาก  ที่ความเร็วเดินทางเมื่อกดปุ่มปิดเสียงท่อแล้วขับแบบไหลไปเรื่อยๆ การควบคุมหรือแม้กระทั่งเสียงของเครื่องยนต์ที่ความเร็วเดินทางมันเงียบลงและนุ่มนวลขึ้นจนทำให้รู้สึกประทับใจเหมือนกับคู่แข่งอย่าง BMW M2 อัตราเร่ง 0-100 ใน 4.7 วินาที เกิดจากอานุภาพของเครื่องยนต์เบนซิน V6 เทอร์โบคู่ ซึ่งตอบสนองอย่างตรงไปตรงมาอยู่ที่ฝ่าเท้าของคนขับและสอดรับกับโหมดของการขับเคลื่อน เมื่อเกิดอาการคันแล้วกดคันเร่งจนสุด เครื่องยนต์ V6 ให้ซุ่มเสียงโหดร้ายน้องๆเครื่องยนต์ V8 ของ C63 เป็นเสียงการทำงานของจักรกลสปอร์ตที่คมชัดและเป็นเสียงเครื่องเสียงท่อแท้ๆที่ปราศจากการสังเคราะห์ผ่านลำโพงเหมือนรถสปอร์ตบางรุ่น

แรงบิด 520 นิวตัน-เมตร โผล่พรวดพลาดออกมาตั้งแต่ 2,000 รอบต่อนาที หมายความว่ามันเร่งได้ดีเท่ากับ BMW M2 เพียงแต่ไม่ได้ดิบและดุดันเท่า เนื่องจาก BMW พยายามจูน M2 ให้ออกมาคล้ายกับรถแข่งในสนามมากกว่า ส่วน AMG C43 ขับได้สบายกว่าแต่ไม่ได้โหดร้ายเท่ากับคู่แข่งตราใบพัด ส่วนเกียร์ 9-G Tronic ทำงานได้เร็วไม่ว่าจะกระดิกแป้นเปลี่ยนเกียร์ในจังหวะไหนมันก็ไหลลื่นไปหมด ระบบขับสี่ 4MATIC ยังสร้าง Traction ที่ยอดเยี่ยมในการแนบชิดติดไปบนผิวถนนตลอดเวลา ให้อารมณ์จักรกลสปอร์ต AMG อย่างเต็มเหนี่ยวในราคาที่พอรับได้เมื่อนำมาประกอบในประเทศไทย! 

Mercedes Benz C-Class minorchange 2019 จะเข้าไทยประมาณเดือนตุลาคมนี้ โดยเริ่มจาก AMG C43 4MATIC Coupe เครื่องยนต์ V6 390 แรงม้า หลังจากนั้นจะเป็น C-Class รุ่นซีดาน 4 ประตู เครื่องดีเซล 2 ลิตร เทอร์โบ รหัส OM654 สุดยอดดีเซลแห่งยุคในรุ่น C220d ตามด้วยเครื่องยนต์ตัวเล็กรุ่นใหม่ล่าสุดรหัส M264 นั่นก็คือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ พร้อมระบบไฮบริดจิ๋ว 48V ซึ่งจะเข้าประจำการใน C-Class รุ่น C200 คาดว่าราคาจะไม่ดีดไปไกลจากรุ่นปัจจุบันมากนัก การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวอร์ชั่น Minorchange ของ C-Class W205 ทำให้ซีดานเล็กรุ่นนี้ขับได้ดีขึ้นและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น จนกว่าโมเดลใหม่จะโผล่ออกมาในอีก 3 ปีข้างหน้า เก็บเงินตอนนี้ก็ยังทันนะครับ. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-5253692475053

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้