วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สั่งตรวจ-ทุกตู้ เลิกสุ่มขยะพิษ

กรมศุลกากรคุมเข้มนำเข้าเศษอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก “ขยะอุตสาหกรรม” ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบทุกตู้คอนเทนเนอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์แทนการสุ่มตรวจ หลังอายัดตู้คอนเทนเนอร์ 100 ตู้ และผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง 40 ตู้ เผยขยะอุตสาหกรรมทะลักเข้าไทยต่อเนื่อง เพราะจีนประกาศห้ามนำขยะพิษเข้าประเทศ มีผลบังคับใช้ปี 2561 มีนักธุรกิจแดนมังกรแห่มาขอเปิดโรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรมจำนวนมากแต่ไม่ได้รับอนุญาต แฉมีญาติของข้าราชการระดับสูงในกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถือหุ้น 10% ในบริษัทนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์สำแดงเท็จ

กรณีการลักลอบขนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศมากำจัดในไทย จนเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 มิ.ย. นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร เผยว่า ขยะอุตสาหกรรมที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมนำเข้าเศษพลาสติกปี 2560 จำนวน 145,000 ตัน และปี 2561 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. นำเข้ามาแล้ว 212,000 ตัน ขณะที่เศษอิเล็กทรอนิกส์ปี 2560 นำเข้า 64,436 ตัน และปี 2561 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. นำเข้ามาทั้งสิ้น 52,221 ตัน สำหรับเศษพลาสติกและเศษอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 2 ชนิด นำเข้าในประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาบาเซลเพิ่มปริมาณมากขึ้น หลังจากประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะมีผลบังคับใช้ปี 2561 จึงไหลเข้ามาไทยสูงขึ้นต่อเนื่อง

ที่ผ่านมากรมศุลกากรผลักดันเศษพลาสติกและเศษอิเล็กทรอนิกส์ออกจากประเทศไทย หลังจากกรมศุลกากรหารือร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมออกระเบียบปฏิบัติ เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา เช่น ต้องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสินค้าทุกชนิด เป็นต้น จากเดิมกรมศุลกากรใช้วิธีการสุ่มตรวจประมาณ 30% ของจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดการจัดทำฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและนำมาวิเคราะห์บริหารความเสี่ยง เป็นต้น ล่าสุดสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังสั่งอายัดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อตรวจสอบ 100 ตู้ และผลักดันตู้คอนเทนเนอร์กลับไปประเทศต้นทาง 40 ตู้ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) อายัดตรวจ 33 ตู้ สำนักงานตรวจสินค้าลาดกระบังอายัดตรวจ 37 ตู้ ทำให้ยังไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ที่ขนเศษพลาสติกและเศษอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมรับใบอนุญาตให้รีไซเคิลถูกระงับกิจการ ทั้งนี้ ยอมรับว่าเศษอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกหากนำเข้าประเทศจำนวนมาก ขณะที่โรงงานในประเทศที่สั่งนำเข้ามารีไซเคิลมีการบริหารจัดการไม่ดีอาจมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพราะโรงงาน บางแห่งตรวจพบคนงานได้รับสารตกค้างจากการแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์

นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศุลกากร กล่าวว่า ล่าสุดตกลงกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรณีเปิดตรวจตู้สินค้าเศษอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมตรวจสอบที่ท่า หรือท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือคลองเตยและศูนย์กระจายสินค้าลาดกระบัง เมื่อพบการกระทำความผิดจะผลักดันสินค้าออกไปและให้ผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งต้องตรวจสอบย้อนกลับกับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตนำเข้า เมื่อผ่านพิธีการศุลกากรตรวจปล่อยของออกไปแล้ว จะประสานไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้ไปตรวจสอบโรงงานในประเทศเพิ่มเติมและตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมหารือข้อกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรการอุดช่องโหว่การนำเข้า และการส่งสินค้าไปยังจุดหมายปลายทาง จากปัจจุบันผู้ประกอบการที่ทำความผิดนอกจากจะถูกลงโทษจากกฎหมายของกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังถูกลงโทษตามกฎหมายของกรมศุลกากรคือ ปรับ 4 เท่าของมูลค่าสินค้า

ด้านนายสุรพล ชามาตย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เผยว่า ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เศษขยะพลาสติกต้องบดย่อยแล้วไม่เกิน 2 ซม. ห้ามเช็ดน้ำในกระบวนการผลิต และนำหลอมเม็ดพลาสติกขายได้ทันที แต่มีการตรวจสอบเป็นเศษขยะชิ้นต้องมีการล้างอาจก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมรุนแรงถือว่าเป็นการสำแดงเท็จเช่นกัน จากรายงานพบมี 2 บริษัทนำเข้าขยะพลาสติก คือ บริษัท ฮ่องเต้พลาสติก จำกัด ในพนัสนิคม จ.ชลบุรี และบริษัท แอ๊บโซลูท เพาเวอร์เวิลด์ จำกัด ใน จ.สมุทรปราการ ตรวจสอบพบว่าสำแดงเท็จ นอกจากนี้ยังพบมีญาติของข้าราชการระดับสูงในกรมโรงงานอุตสาหกรรม ถือหุ้น 10% ในบริษัทนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์สำแดงเท็จด้วย

หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ตนรับรายงานมีตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก ยังไม่ตรวจสอบติดค้างอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี 100 ตู้ และติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกขยะจอดพักชั่วคราวอยู่กลางทะเล เพื่อดูท่าทีของสถานการณ์รัฐบาล ปราบปรามขยะ เบื้องต้นทราบว่าศุลกากรจะผลักดันกลับยังประเทศต้นทาง และห้ามเรือบรรทุกขยะเข้ามาเด็ดขาด เมื่อถูกผลักดันกลับคาดการณ์ว่าขยะเหล่านี้อาจถูกทิ้งลงกลางทะเลแน่นอน ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามเรือบรรทุกขยะ ขณะนี้มีนักธุรกิจชาวจีนแห่กันเข้าสร้างโรงงานรีไซเคิล หลังจากที่รัฐบาลจีนหยุดห้ามเปิดโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ปทุมธานี ในต้นปี 2561 มีนักธุรกิจชาวจีน 1,000 คน ร่วมทุนกันคนละ 50,000 หยวน หรือ 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 250,000,000 บาท เข้าขออนุญาตให้การสร้างนิคมอุตสาหกรรมโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกแต่ไม่ได้รับอนุญาต และในวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา นักธุรกิจชาวจีน เข้ามาหาซื้อที่ดิน 100 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี สร้างโรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ได้รับอนุญาต

นายสุรพลเผยต่ออีกว่า คาดว่าขยะอิเล็กทรอ-นิกส์และขยะพลาสติกน่าจะเข้ามาในประเทศไทยปีละ 1 ล้านตัน ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องมีการหยุดขบวนการ นำขยะเข้ามาประเทศ ตนได้สั่งให้อุตสาหกรรม ตรวจสอบ โรงงานรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ 160 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรงงานที่คัดแยกขยะแผงวงจรไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคัดกรองว่าโรงงานใดกระทำถูกต้อง หรือสำแดงเท็จ สิ่งสำคัญกรมโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการข้อมูลการอนุญาตนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก เพื่อทราบถึงจำนวนขยะติดตามไปอยู่ที่ใดบ้าง และเพื่อการควบคุมต่อไปในอนาคต

เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.ท.ยุทธพงศ์ ตัณฑิกุล รอง ผกก.สส.สภ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว รับแจ้งจากชาวบ้านกุดกล้า ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร ว่าพบขยะอิเล็กทรอนิกส์นำมาทิ้งลงในสระน้ำข้างทางเข้า วัดสายไหมวนาราม บ้านกุดกล้า ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร ไปตรวจสอบพบชิ้นส่วนขยะเททิ้งไว้ข้างสระน้ำ ขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 10 เมตร รวม 2 จุด ตรวจสอบขยะเป็นประเภทกระจกและชิ้นส่วนโทรทัศน์ สอบถามชาวบ้านทราบว่า มีรถกระบะบรรทุกขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งในสระน้ำแห่งนี้หลายครั้งแล้ว เมื่อไปสอบถามกลับถูกต่อว่าห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยว ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างหาต้นตอผู้นำขยะมาทิ้งเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้านนายสุวิทย์ คำดี ผวจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยนายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อวางแผนหาแนวทางแก้ไขขยะอิเล็กทรอนิกส์เกลื่อนในพื้นที่อ.แปลงยาวและ อ.พนมสารคาม นายมงคลกล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรากว่า 10,000 ตัน ไปยังโรงงานที่มีกระบวนการผลิตสามารถดำเนินการเผาหลอมในประเทศไทยมีทั้งหมด 7 โรงงาน ในส่วนของ จ.ฉะเชิงเทรามี 2 โรงงานที่ดำเนินการได้คือ บริษัท เจ.พี.เอส.เมทัลกรุ๊ป อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท หย่งถังไทย จำกัด ทั้ง 2 บริษัทได้รับอนุญาตนำเข้าของเสียเคมีวัตถุที่เป็นวัตถุอันตรายนำเข้าในราชอาณาจักรแต่อยู่ระหว่างพักใบอนุญาต ส่วนที่เหลือจะผลักดันไปสู่โรงกำจัดขยะที่ได้รับอนุญาตนอกพื้นที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน

กรมศุลกากรคุมเข้มนำเข้าเศษอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติก “ขยะอุตสาหกรรม” ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบทุกตู้คอนเทนเนอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์แทนการสุ่มตรวจ 14 มิ.ย. 2561 05:16 14 มิ.ย. 2561 05:16 ไทยรัฐ