วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สร สัจจกุล' ศิลปินฝึกหัดสู่เกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี ไอดอลวัยรุ่นไทย

เด็กทุกคนมีความฝันนี่ก็เป็นเด็กสาวอีกคนหนึ่ง ที่มีความฝันอยากเป็นนักร้อง ศิลปินที่มีคนชื่นชอบ 'สร' ชลนสร สัจจกุล หรือสร clc หากให้เธอเล่าย้อนไป จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปินฝึกหัดไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กอายุ 15 ที่อยากทำตามฝัน แต่สวนทางกันกับภาษาเกาหลี ที่เธอก็ยังสื่อสารไม่ได้ในตอนแรก และแถมยังต้องใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดน ในฐานะคนแปลกหน้า เรียกว่าเธอมีภาวะกดดันมากมายที่เกิดขึ้นในใจ แต่เธอก็ยังดึงดันและสู้จนได้เข้ามาเป็นหนึ่งสาวเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของ CLC (ซีแอลซี) ชื่อเต็ม 'CrystaL Clear'

ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ มีโอกาสได้นัดสัมภาษณ์และพูดคุยกับเธอ ในช่วงที่เธอเดินทางมาร่วมงานกับกระทรวงการต่างประเทศ ครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและสาธารณรัฐเกาหลี เธอน่ารัก และมีความสดใสร่าเริงไม่น้อยเลยทีเดียว

เริ่มเข้าสู่วงการนักร้องหน้าใหม่ได้อย่างไร?

เธอเริ่มด้วยการแข่งขันรายการ k-pop star hunt 2011 ก็คืออัดวิดีโอออดิชั่นแล้วก็ส่งไป ได้เป็นตัวแทนคนไทย 2 คน ที่นี้ก็พอไปอยู่ตรงนู้นไปแข่งตรงนู้นก็ได้ที่ 1 แล้วก็เลยกลับไทยมาอยู่สักปีนึง มีโอกาสได้เรียนหนังสือแล้วก็เซ็นสัญญากับ Cube Entertainment แล้วก็ไปเทรนด์อยู่ประมาณ 2 ปีครึ่ง แล้วก็เริ่มฟอร์มวง clc หลังจากนั้น แล้วก็เดบิวเมื่อปี 2015 เดบิวมา 3 ปีแล้ว แต่ตัวสรเองเนี่ยไปอยู่มา 6 ปีกว่าแล้วค่ะ ตัวเราไปตั้งแต่อายุ 15 ปีนี้จะ 22 แล้วค่ะ

แรงผลักดันของคุณคือ?

คือตัวสรเองตอนแรกตอนที่ลองออดิชั่นคือไม่ได้คิดว่าจะแบบจะชนะ แต่คือแค่ก็ลองไปก่อน พอมีโอกาสก็ทำให้เต็มที่ แล้วพอชนะ ได้ที่ 1 ก็เลยบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเนี่ยอยากไป เพราะว่าเราเห็นว่ามันเป็นเหมือนโอกาสอย่างนึงที่เราไม่ควรที่จะให้มันหลุดมือไป ก็เลยพยายามเต็มที่ ทีนี้พอบอกพ่อกับแม่ว่าติดแล้ว ก็แบบเขาขออยากให้ไปอยากให้ย้าย เราก็เลยถือว่าตรงนั้นเป็นแรงผลักดันดีกว่า เพราะตอนเริ่มเราไม่ได้มีแรงผลักดันอะไรนักหนาแต่ว่าพอเราได้ชนะแล้วมันดีมาก พอได้โอกาสจริงๆ แล้วก็เลยผลักตัวเองมากกว่า

การร่วมงานกับเกาหลีเป็นอย่างไรบ้าง?

ค่อนข้างเหนื่อย เพราะว่าเป็น girl group ด้วย แล้วแบบเป็นคนต่างชาติคนเดียว ตอนแรกที่ไปอยู่ก็คือเป็นต่างชาติคนเดียวที่นี่ แต่พอมี member ฮ่องกง ชื่อแอลกี้มา ก็ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ตอนนั้นเป็นต่างชาติคนเดียวที่อยู่ใน cube (ชื่อค่าย) ตอนแรกทาง cube เค้าก็ไม่เคยมีเทรนนี (นักร้องฝึกหัด) ที่เป็นต่างชาติมาก่อน ที่นี้สรไปก็คือเป็นต่างชาติคนแรก มันก็เลยเหมือนหนูทดลองมากกว่า ให้ลองเรียนนู่นเรียนนี่เรียนนั่น ด้านภาษาก็ไม่ได้ด้วยไปตอนแรก ก็ค่อนข้างที่จะเหนื่อยมากเพราะพูดไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ ก็เลยใช้ body language ขยับท่าทางเอาภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ใช้ สรก็เลยพยายามใช้ body language ไปก่อน แต่มันก็แบบนานๆ ก็ไม่ได้แล้ว เลยพยายามเรียนภาษาเกาหลีให้มันได้เร็วๆ จะได้คุยกับเขาได้ค่ะ 

ใช้เวลาเรียนภาษานานเท่าไหร่ 

ก็คือเรียนตั้งแต่ไป ตอนไปก็คือเริ่มเรียนแต่ว่าที่นี่ด้วยความที่สถานการณ์มาบีบบังคับให้เราจะต้องเป็นเร็วเพื่อความอยู่รอดมากกว่า สรพูดได้ คือฟังออกตอนประมาณ 3 เดือนแรกก็ฟังออกแล้ว เพราะว่ามันกดดัน คือมันไม่เหมือนที่เราคิดไว้ แล้วก็คือไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยแม้แต่คนเดียว และคือเพื่อนก็รุ่นเดียวกันหมดเลยเราไม่รู้จะแบบว่าไปสนิทกับเขายังไง ความที่เราอยากแบบมีเพื่อน อยากสนิทกับเขาเร็วๆ อยากเรียนรู้เรื่อง คือเข้าไปเกาหลีวันแรกคือเริ่มซ้อมเลย ไม่มีแบบให้ไปเที่ยวไปปรับตัว ก็คือเข้าค่ายละซ้อมเลย ก็เลยแบบวันนั้นเป็นต้นมาก็คือกดดันตั้งแต่ต้นเลย

เรื่องร้องไห้มีเป็นเรื่องธรรมดา

ร้องไห้บ่อยมาก จำได้ตอนแรกๆ ร้องไห้เกือบทุกวัน เพราะว่ารู้สึกว่าแบบมันไม่ได้เหมือนที่เราคิดไว้ ไม่ได้คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่ามันจะมีอุปสรรคขนาดนี้ คือตอนแรกก็บอกแม่ว่าเนี่ยไปนะจะไม่ร้องไห้เลย ไม่ร้องหรอกไม่ต้องห่วงหรอก แต่พอไปอยู่ปุ๊บ 2-3 วันแรก โทรหาแม่แล้วร้องไห้บอกอยากกลับบ้านแล้ว (ฮ่าๆ) ไม่ไหวแล้วฟังเค้าไม่รู้เรื่องเพื่อนก็ไม่มีอะไรก็ไม่ได้ ไม่ไหวทำไงดี แต่คือตอนนี้ก็ยังร้องไห้อยู่กับเขา ไม่ได้ร้องไห้เพราะมันเสียใจแต่ว่าร้องไห้มันเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่มันจะช่วยระบายความเครียดต่างๆ เพราะว่าตอนเป็นเทรนนีก็คือเครียดแล้ว แต่พอเป็นนักร้องมันก็ยิ่งเครียดกว่าเดิม เพราะว่าพอเราออกไปในสนามจริงๆ แล้วการแข่งขันมันสูง เราต้องดูแลตัวเอง มันจะไม่มีใครมานั่งโอ๋เราอีกต่อไปแล้ว เราไม่ใช่เด็กๆ แล้ว

เคยร้องไห้เพราะท้อมากๆ จนถอดใจ?

เคยค่ะ ตอนปีแรกๆ ปีแรกๆ ก็จะท้อมากจนอยากกลับ แล้วก็จะเป็นเมื่อไม่นานมานี้เหมือนกัน คือรู้สึกแบบเดบิวมา 3 ปีแล้ว มันยังไม่ขึ้นสักที เราผิดตรงไหน ทำไมมันยังไม่ได้สักที วงเรามันติดขัดตรงไหนบ้าง พยายามหาคำตอบแต่ว่ามันก็ไม่มี เพราะเราก็คิดว่าวงเรามันก็ไม่ได้แย่ ก็เก่ง ก็โอเค หน้าตาก็โอเค คอนเซปต์ก็ได้นะ แต่ทำไมมันยังไม่ขึ้นสักที และมันจะมีช่วง 8 เดือนที่เราให้กำลังใจกัน คือช่วงที่เหนื่อยและหนักมากจริงๆ แต่มันก็เห็นผล

กำลังใจจากครอบครัว?

คือตัวสรเองเป็นคนที่แบบไม่ค่อยจะเล่าจะอะไร เพราะกลัวเขาห่วง แล้วเราก็ไม่อยากจะเอาภาระนี้ของตัวเองไปให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตามจะไม่ค่อยพูด เพราะว่าเราเข้าใจว่าทุกคนต่างมีอะไรที่ทุกคนต้องเครียดยู่แล้ว ถ้าเราเอาตรงนี้ไปให้เค้าเนี่ยมันก็ยิ่งต้องเครียดเนอะ แล้วเราคิดว่ามันไม่มีใครที่จริงๆ แล้วจะเข้าใจเรา 100% เพราะเขาไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้น ก็พยายามจัดการตรงนี้ด้วยตัวเองมากกว่า โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งใคร พ่อกับแม่ก็จะแบบถ้าเหนื่อยก็กลับมา เรายังมีทางอื่น ไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ

สิ่งที่ทำให้ท้อเพราะเราไม่เคยทำงานในวงการไทยมาก่อนด้วยหรือเปล่า?

ไม่เคยเลยค่ะ สรก็มีไปแบบเล่นละครครั้งนึง มีโอกาสไปเล่นแป๊บๆ แต่ตอนเด็กๆ แล้วก็มีร้องเพลงกับเพื่อนบ้าง เป็นการกุศล แต่ก็ไม่ได้มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร ก็คืออยู่ดีๆ ก็โผล่ไปเกาหลีเลย

เวลามีคนตั้งคำถามว่าเราเป็นใครจะตอบว่ายังไง

อยากให้รู้จักในนามของ clc มากกว่าสรคนเดียว เพราะตอนนี้สรต้องการที่จะโฟกัสที่กลุ่ม ผลักดันให้กลุ่มให้ปังก่อน ให้คนรู้จักเยอะๆ ก่อน สรเชื่อว่าถ้าเรา 7 คนได้ขึ้นแบบว่ามีคนรักพร้อมๆ กัน มันจะดีกว่า ดีกว่าผลักดันคนเดียว ตอนนี้ก็เลยอยากจะให้รู้จัก clc ก่อนดีกว่า ไม่ต้องรู้จักสรก่อนก็ได้ รู้ว่า clc มีใคร ใครร้องเพลงอะไรมากกว่า แล้วก็อาจจะแบบ อ๋อ ใน clc ก็มีสร ก็มีน้องคนไทย

แฟนคลับจำได้แล้ว?

ตอนนี้ที่ไทยที่ล่าสุดที่มาทาง daradaily เชิญมารับรางวัล Asia Rising Star อะนะคะ ที่รับไปแล้วกับเพื่อนๆ อีก 6 คน ให้ clc มาไทยในรอบ 3 ปีเลย ก็คือมี mini fans meeting อะไรด้วย ก็คือแฟนคลับเยอะมาก แล้วก็ได้ยินมาจากพี่ที่ทำงาน daradaily ด้วยว่า เนี่ยขนาดคนสมัครมีครึ่งเดียวเองนะ แต่คือ mbk ชั้นล่างเนี่ยคือเต็มแบบคนเยอะมาก ก็เลยแบบรู้สึกขอบคุณมาก ขอบคุณพี่ๆ คนไทยน้องๆ คนไทยมาก ขอบคุณที่คอยเป็นกำลังใจให้ แล้วรอมา 3 ปีแล้วกว่าจะมา ตัวสรเองก็รู้อยู่เหมือนกันว่ามีแฟนคลับเยอะแต่ก็ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ พอมาเจอตัวจริง โอ้โห ดูแลดีมาก เพื่อนๆ ทุกคนประทับใจมาก แฟนคลับคนไทยน่ารัก อยากกลับมาอีก

แฟนคลับเกาหลีละว่ายังไงบ้าง?

แฟนคลับเกาหลีก็พอจบอัลบั้ม black dress เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เรตติ้งดีขึ้นเยอะมาก แฟนคลับเยอะขึ้น แฟนคลับก็จะมีตั้งแต่เด็กจนโตเลย ผู้หญิงผู้ชาย มีวาไรตี้ที่มากกว่าเดิมด้วย

เพื่อนๆ ในวงรู้มั้ยคุณเป็นลูกสาวคนดังที่ประเทศไทย ?

เราก็คือบอกเขาบ้างว่าพ่อเคยทำวงการนี้ด้วย พี่ก็เคยทำวงการนี้ด้วย แต่ก็คือไม่ได้บอกเขาว่าเป็นคนใหญ่โต มีคนรู้จักเยอะแยะ แต่พอมาที่นี่แล้วพ่อเราก็มา ก็มีคนเดินตามอะไรงี้ เขาก็ถามว่าพ่อยูดังหรอ

คำสอนของคุณพ่อที่ทำให้เราจดจำ

คุณพ่อก็ไม่ได้สอนอะไรมาก พ่อแค่บอกว่าถ้าไปอยู่นู่นแล้วเนี่ยจะร้องไห้ได้อะไรได้นะ จะบ่นได้ แต่จะบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่มีอะไรที่พ่อกับแม่ทำได้ เพราะยูเป็นคนเลือกทางนี้แล้ว ยูเป็นคนบอกพวกเราเองว่าจะไปเพราะฉะนั้นไปอยู่ตรงนู้นแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง คือพ่อกับแม่ก็ช่วยเหลือได้แต่ไม่ 100% เพราะพ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น พ่อจะชอบเรียกสรว่าไฟต์เตอร์ เพราะเราอยู่เกาหลีมาค่อนข้างนานแล้วพ่อเขาก็ได้ยินมาว่าผ่านอะไรมามากมาย ต้องเข้มแข็ง ต้องสู้นะวงการนี้มันก็เหมือนกัน มันแตกต่างแค่ว่าประเทศมันแตกต่างเท่านั้นเอง พ่อเขารู้เพราะพ่อเขาเคยดูพี่ตุ้ยมาก่อน แล้วตัวเขาเองก็เคยเล่นละคร เขาก็บอกว่าวงการนี้มันไม่ได้ง่ายๆ นะ มันเป็นวงการที่ไม่แน่ไม่นอน ต้องตั้งใจทำงาน

รู้สึกยังไงกับการมาร่วมงานกับกระทรวงการต่างประเทศ?

สรก็รู้สึกเป็นเกียรติมาก เพราะได้มาเป็นตัวแทนของวง ทางกระทรวงคงเห็นว่าวง clc เนี่ยชอบทำงานการกุศลตั้งแต่เมื่อก่อน ตั้งแต่เป็นเทรนนีแล้ว แล้วสรก็เป็นเด็กไทยคนนึงที่เป็นเสียงให้กับคนไทย เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย เพราะตัวสรเองเนี่ยเวลาไปออกรายการอะไร ก็จะแบบเหมือนเคยไปเต้นสายย่อด้วย ใส่ชุดไทยออกรายการด้วย ไปแสดงความเป็นไทยให้กับคนเกาหลีเขาได้เห็น ที่นี่ก็คงสรก็ถือว่าสรทำหน้าที่เป็น เยาวชนคนนึงทำงานเหมือนให้กับกระทรวงด้วยละกัน เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยโดยอัตโนมัติค่ะ

ถามถึงข้อบังคับที่มีเกี่ยวกับคุณ ในขณะทำงานกับเกาหลี

ไม่มีนะคะ ค่ายสรค่อนข้างจะเป็นค่ายที่ open แล้วก็ปล่อยเด็กพอสมควร อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด แต่ว่าทีนี่เราก็ต้องใช้วิจารณญาณ เพราะมันก็มีอะไรที่เราพูดได้ พูดไม่ได้ด้วย ความลับของค่าย ความลับของ system ของเขา ไม่สามารถพูดได้ก็ไม่พูด เราก็ต้อง remind ตัวเองว่าเราเป็นเด็กไทยคนนึงที่มีคนจับตามอง ถ้าคนเกาหลีก็รู้ว่าเราเป็นใคร คนไทยก็รู้ มีพี่ๆ น้องๆ หลายๆ คนเห็นเราเป็นแรงบันดาลใจ เห็นเราเป็นไอดอล เราก็ต้องวางตัวให้เหมาะสม เพราะคำว่าไอดอลเนี่ย แปลว่าเป็นคนที่คนอื่นอยากจะเป็นเหมือนอยากจะเอาแบบเอาอย่าง สรก็เลยคิดไว้ตั้งนานแล้วค่ะว่าการเป็นไอดอลต้องวางตัวให้ดี เพราะมีคนจับตาอยู่ตลอดเวลา ก็พยายามทำตัวให้อยู่ในขอบเขตไม่เยอะไม่น้อย

ส่วนตัวเราคิดว่าลุคเราเป็นยังไง?

มองลุคตัวเองว่าเป็นคนที่เวลาอยู่บนเวทีก็จะเป็นสไตล์ของ clc คอนเซปต์ตามอัลบั้ม ตามเพลง แต่ว่าลงมาจากเวทีแล้วก็จะเป็นคนที่ค่อนข้างที่จะชอบพูด ขี้เล่น จนแฟนคลับชอบเรียกว่า ชลนสรชอบเกรียน ถ้าไม่เกรียนไม่ใช่ชลนสร ชอบทำหน้าตาตลก ทำตัวฮาๆ ไม่ใช่คนที่แบบนั่งนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ห่วงลุค ไม่ค่อบชอบแอ๊บ เพราะว่าลองแล้วมันก้ไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ทางของเราจริงๆ (ฮ่าๆ) ขอโทษด้วยไม่สามารถจะ keep ลุคได้ นอกจากจะขี้เล่นแล้ว ก็จะเป็นคนชอบพูดเกี่ยวกับเบื้องหลังต่างๆ ให้กำลังใจแฟนคลับผ่านทางด้านการเขียน ทาง youtube ของสรเอง

ชีวิตส่วนตัว

ชื่อ :ชลนสร สัจจกุล ชื่อเล่น 'สร' 

เกิด: 18 พฤศจิกายน 1996

สีที่ชอบ :สีฟ้า

อาหารที่ชอบ:กินไก่เกาหลี ชอบดูหนังรักทุกเรื่อง

IG: clc_cube_officel

ไอดอล ในดวงใจไม่มีนะคะก็คือเจอใครก็เป็นไอดอลหมด พยายามที่จะหยิบข้อดีของแต่ละคนมาเปลี่ยนเป็นของตัวเองด้วย แต่มีคนชอบบอกว่าสรเหมือน Selena Gomez สรก็แบบเฮ้ยเขาคือใครก็เลยเปิดดูก็เห็นว่า Selena เขาไม่ใช่นักร้องอย่างเดียว แต่ว่าเขาทำงานเพื่อการกุศลค่อนข้างเยอะพอสมควร แล้วก็เป็นปากเป็นเสียงให้กับเยาวชนวัยรุ่นของอเมริกา แล้วก็เหมือนตัวเค้าเองผ่านอะไรมามากมาย สรก็เลยเห็นเขาเป็นตัวอย่างว่าเค้าอะพัฒนาตัวเองแล้วก็คืนให้กับสังคมไว้เยอะ สรก็เลยอยากเป็นตัวอย่างแบบเขาอะค่ะ

ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

ถ้าไม่ไป shopping ก็จะอยู่ออฟฟิศของค่ายเพราะเขาให้ห้องตัดต่อมา ทำ youtube คนเดียวก็จะตัดต่อเองทุกตอน ก็เลยวันว่างๆ ก็เนี่ยค่ะ นั่งอยู่ออฟฟิศนั่งตัดวิดีโอแล้วลง youtube เพราะว่าถ้าเราไม่ลงก็ไม่มีใครทำให้ แล้วแฟนคลับเขารอ ทำเองหมดเลยถ่าย ตัดต่อ มีซับเป็นเกาหลีและอังกฤษ ตัดต่อเองใส่เองทำเองหมดค่ะ มีความสุขกับการทำตรงนี้ด้วยแหละ.

ภาพบางส่วน cube_clc

'สร' ชลนสร สัจจกุล ที่เรียกว่ากว่าจะผ่านด่านการเป็นนักร้องฝึกหัดของวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่มาได้ เธอเกิดความท้อในใจอย่างมากมาย ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐมีโอกาสสัมภาษณ์เธอ ถึงความเป็นมาของ สร clc 11 มิ.ย. 2561 13:53 13 มิ.ย. 2561 11:08 ไทยรัฐ