วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่ชอบไฮบริดไปเบนซินเพียวๆ TOYOTA C-HR 1.8 MID

ไม่ชอบไฮบริดไปเบนซินเพียวๆ TOYOTA C-HR 1.8 MID

  • Share:

Toyota C-HR รถครอสโอเวอร์ทรงอวกาศกำลังได้รับความนิยมจากการทำตัวเป็นรถอเนกประสงค์แบบ 5 ประตูยกสูงไซส์เล็กกะทัดรัดคล้ายรถแฮตช์แบคที่มีการขับขี่โดดเด่น จากดีไซน์ที่ลงตัวออกแนวทันสมัยเข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก Toyota ใช้การออกแบบเรือนร่างสไตล์รถต้นแบบใน C-HR โดยเติมความโฉบเฉี่ยวของเส้นสายรอบคันด้วยความเฉียบคม โดยเฉพาะไฟท้ายและบั้นท้ายแบบใหม่พร้อมไฟท้ายที่สวยงาม จุดเด่นที่ส่งผลไปถึงการควบคุมก็คือ แพลตฟอร์มใหม่ที่ใช้ร่วมกับ Toyota New Camry 2019 C-HR อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Honda HR-V / Nissan Juke / Ford Eco Sport / Mazda CX-3

ในตลาดรถเล็กต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและยุโรป C-HR สามารถสร้างยอดขายได้มากกว่ารถครอสโอเวอร์แบบอื่นๆ ที่มีราคาใกล้เคียงกัน จากความแปลกใหม่ของเรือนร่างและประสิทธิภาพของการควบคุมหลังพวงมาลัย ส่วนคนที่กำลังสนใจแต่ยังระแวงเรื่องเครื่องยนต์ไฮบริด เนื่องจากกลัวความจุกจิกก็ยังมีรุ่น 1.8 MID ราคา 1,039,000 บาท และรุ่น 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบตัวไฮบริด หรือมีงบประมาณจำกัดบีบรัดมากๆ โดยเฉพาะรุ่น 1.8 MID ที่นำมารีวิวก็นับว่ามีความน่าใช้ไม่น้อย 

มิติตัวถังของ Toyota C-HR 1.8 MID มีความยาว 4,360 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร และมีสัดส่วนความสูงอยู่ที่ 1,565 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถ 154 มิลลิเมตร สูงกว่ารถเก๋งปกติเล็กน้อย ความกว้างล้อหน้า 1,550 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหลัง 1,570 มิลลิเมตร ความจุถังเชื้อเพลิง 50 ลิตร น้ำหนักตัวรถทั้งคันอยู่ที่ 1,380 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นไฮบริด HV HI ที่ตัวหนักถึง 1,445 กิโลกรัม มีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร ช่วงล่างแบบใหม่ในแพลตฟอร์มล่าสุด ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพและเหล็กกันโคลง มีการเปลี่ยนแปลงมุมของสตรัทแบร์ริ่งเพื่อทำให้มีค่าที่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของการยึดเกาะ ส่วนด้านหลังมีการปรับปรุงรูปแบบของระบบรองรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วงล่างหลังของ C-HR เป็นแบบมัลติลิงก์ ดับเบิ้ลวิชโบนปีกนกคู่ ใช้โช้คอัพที่มีโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ล้อและยางใส่ล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้ว ยาง Dunlop Enasave EC300 ไซส์ 215/60R17

จุดเด่นและจุดด้อยของห้องโดยสาร
บางคนบ่นเรื่องวัสดุและรูปแบบการจัดวางอุปกรณ์ แต่จุดเด่นของ C-HR อยู่ที่เบาะคู่หน้า ซึ่งออกแบบให้นั่งได้สบายตัว เบาะหลังก็นั่งโดยสารได้ดีและเงียบกว่ารุ่นไฮบริดเนื่องจากไม่มีแบตเตอรี่อยู่ใต้เบาะนั่งแถวที่สอง ประตูบานหลังแบบ Coupe ย้ายมือจับที่เปิดประตูไปอยู่กับเสาท้าย ประตูหลังที่สูงรวมถึงเสาท้ายแบบ Coupe ทำให้ทัศนวิสัยมุมมองของผู้โดยสารตอนหลังค่อนข้างอับทึบไปนิด แต่เบาะหลังก็ยังนั่งโดยสารทางไกลได้ดี ไม่แตกต่างไปจากรถคู่แข่ง เนื่องจากการออกแบบแชสซีและระบบรองรับด้านหลังใหม่หมด 

เบาะที่นั่งแถวหลังสามารถพับแยกส่วน 60:40 ให้แบนราบได้เพื่อเพิ่มเนื้อที่บรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม เมื่อพับเบาะลงทั้งหมดจะมีความจุมากถึง 1,112 ลิตร เหมาะกับการยัดของชิ้นโต ภายในห้องโดยสารยังออกแบบให้มีช่องเก็บของและที่วางแก้วน้ำตามสไตล์รถอเนกประสงค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เบาะที่นั่งคู่หน้ายังใช้การปรับด้วยมือ ไม่ใช่ระบบไฟฟ้าเหมือนรุ่นไฮบริดที่มีราคาสูงกว่า เบาะคู่หน้าได้ออกแบบทรงของเบาะออกมาในแนวสปอร์ต พร้อมบุเสริมความหนาที่เน้นนั่งสบายขับได้ทั้งวัน ด้วยเบาะหน้าที่ออกแบบให้กระจายแรงกดของน้ำหนักตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพื่อความสบายเนื้อสบายตัว

จอภาพมอนิเตอร์กลางของระบบเครื่องเสียง DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/HDMI/Micro SD Card ระบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth รองรับโทรศัพท์ และการเล่นเพลง ลำโพง 6 ตำแหน่ง ให้ภาพที่คมชัดพร้อมการเชื่อมต่อ Toyota T-Connect Telematics เพิ่มการครอบคลุมในการใช้งานเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก สำหรับระบบ Toyota T-Connect Telematics เป็นระบบที่เชื่อมต่อผู้ขับขี่และรถยนต์ผ่าน Smart phone และ Apple watch พร้อมทั้งเครือข่ายศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อรับข้อมูลและความช่วยเหลือตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทาง T-Connect Telematics บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์และช่วยค้นหาพิกัดในกรณีที่รถถูกโจรกรรม สัญญาณ Wi-Fi ในรถยนต์ และการลดเบี้ยประกันด้วยโปรแกรม Pay As You Drive insurance 

เครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตัว ให้คุณภาพเสียงที่พอใช้ได้ แม้จะมีกำลังขับไม่มากมายอะไร แต่ระบบเสียงของ C-HR มีความคมชัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หากไม่สาแก่ใจกับกำลังขับก็ต้องดิ้นรนเสียเงินเพิ่มเพื่อความสะใจในพลังเสียง แต่ถ้าชอบแบบเดิมๆ ที่ให้มาจากโรงงานก็ใช้งานได้ดีไม่ดังจนไปรบกวนโสตประสาทของการควบคุมรถ

มาตรวัดทรงกระบอกแบบเข็มมีหน้าตาคล้ายๆ กับมาตรวัดของรถ Opel เป็นมาตรวัดแบบเรืองแสงใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นสีน้ำเงิน เข็มวัดรอบและวัดความเร็วสีขาว กึ่งกลางมาตรวัดจัดจอภาพ TFT ขนาด 4.5 นิ้ว มาให้ใช้เป็นจอมอนิเตอร์เพื่ออ่านข้อมูลต่างๆ มีมาให้ทั้งการคำนวณอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทริปมิเตอร์ การแจ้งเตือนโหมดของการขับเคลื่อนและปรับตั้งค่า แสดงแรงจีและการเคลื่อนที่ของรถ ตำแหน่งของเกียร์ CVT

เครื่องยนต์ของ C-HR รุ่น 1.8 MID ไม่มีระบบไฮบริดมาเกี่ยวข้อง เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ 4 วาล์วต่อสูบ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Dual VVT-i (แปรผันสองฝั่งทั้งวาล์วไอดีและวาล์วไอเสีย) เป็นเครื่องยนต์แบบทวินแคม DOHC 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1.8 ลิตร 1,798 ซีซี มีความกว้างกระบอกสูบ 80.5 มิลลิเมตร
ช่วงชัก 88.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0:1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI รองรับเชื้อเพลิง 95/91/E20/E85 เครื่องยนต์เบนซินรหัส 2ZR-FBE มีแรงม้าสูงสุด 103 กิโลวัตต์ หรือ 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 175 นิวตัน-เมตร หรือ 17.8 กิโลกรัม/เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลัง ใช้เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Shift Lock เป็นเกียร์ CVT อัตราทดแปรผัน 7 สปีด อัตราทดเกียร์ 2.480 - 0.396 อัตราทดเกียร์ถอยหลัง 2.604 - 1.680 เฟืองท้าย 5.698 

ลองขับออกทางไกลกันยาวๆ แบบลากคาอยู่ในโหมดสปอร์ตทั้งวัน Toyota C-HR 1.8 MID ราคา 1 ล้านกับอีก 3 หมื่นบาท ไม่ใช่รถที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานในเมืองเท่านั้น การพามันควบออกทางไกลจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดกาญจนบุรี บนระยะทางทดสอบไป-กลับเกือบๆ 500 กิโลเมตร สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจกลับไม่ใช่พลังของเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และเกียร์ CVT แปรผัน ที่พยายามหลีกหนีอาการย้วย จุดเด่นเมื่อขับเร็วๆ บนทางแบบไฮเวย์ก็คือพวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างที่จูนออกมาเนียนมาก พวงมาลัยคมและไวแต่มีน้ำหนักที่ดีเยี่ยม ขับช้าๆ ก็ให้ความรู้สึกเบาสบายมือ

C-HR มีน้ำหนักของพวงมาลัยที่สุดยอดและขัดแย้งกับรูปแบบ Crossover ที่มีสัดส่วนความสูงมากกว่ารถเก๋ง พวงมาลัยที่มาดมั่นเกิดจากการหน่วงของสมองกล EUC ซึ่งต่อเชื่อมกับสปีดความเร็ว ช่วงล่างแบบใหม่เข้ากันได้ดีกับแชสซีใหม่ TNGA กลายเป็นงานวิศวกรรมจักรกล Toyota ที่ถูกปรับตั้งโดยอดีตนักแข่งรถของค่ายสามห่วง เมื่อตั้งใจลงมือลงแรงกันขนาดนั้นก็ทำให้ระบบรองรับและสัมผัสของพวงมาลัยอยู่ในคาบที่ดีเอามากๆ ขับแล้วไม่รู้สึกถึงความเป็นรถ Toyota ในอดีต แชสซี พวงมาลัยและช่วงล่างของ C-HR ให้อารมณ์สปอร์ตอย่างเต็มเหนี่ยว ทำให้อยากขับเร็วขึ้นเรื่อยๆ คนของ Toyota ยังคุยให้ฟังด้วยว่า ช่วงล่างและชุดบังคับเลี้ยวของ C-HR สามารถรองรับแรงม้าระดับ 250 ตัวได้อย่างสบายๆ ตอนแรกก็คิดว่าโม้ แต่พอขับทดสอบจริงจังทั้งรุ่น Hybrid และรุ่นเครื่องยนต์ปกติ คำบอกเล่าดังกล่าวก็ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นช่วงล่างที่ให้ความรู้สึกผสมผสานทั้งหนึบและนุ่ม วิ่งได้เนียนบนทางขรุขระ เจอกับรอยต่อผิวถนนหรือคอสะพานดุๆ ก็ยังเนียนใช้ได้ ไม่ได้มีอาการกระแทกจนส่งเสียงที่ทำให้รู้สึกแย่ ในจุดนี้ให้คะแนนกันเต็มๆ เอาไปเลย 5 ดาว 

กำลังจากเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร สามารถดึงออกมาใช้งานได้เมื่อต้องการเร่งความเร็วเพื่อแซงได้ดีพอใช้ แต่ก็ต้องกะระยะแซงเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่นึกจะแซงก็พุ่งออกมา C-HR ไม่ใช่รถที่เร็วเหมือน CX-3 หรือแม้แต่ Honda HR-V แต่เจ้า C-HR ก็มีความเร็วพอที่จะเอาตัวรอดได้ ในสถานการณ์ที่ต้องการกำลังในการเร่งแซง แถมด้วยจุดเด่นด้านอัตราสิ้นเปลืองที่พอรับได้อยู่ในคาบ 11.7-12.4 กิโลเมตรต่อลิตร อัดหนักๆ ยัด 140-160 ต่อเนื่อง อัตราสิ้นเปลืองหล่นลงมาเหลือ 9.9 กิโลเมตรต่อลิตร เครื่องยนต์ 2ZR-FBE มีแรงม้าสูงสุดแค่ 103 กิโลวัตต์ หรือ 140 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุด 175 นิวตัน-เมตร หรือ 17.8 กิโลกรัม/เมตร ออกตัวเร่งขึ้นไปอาจดูอืดๆ  แต่พอลอยตัวแล้วก็หายห่วง

หากใช้เกียร์เป็นคอยคารอบไม่ให้ห้อยลงมามากนัก C-HR 1.8 MID ก็มีเครื่องยนต์ที่ตอบสนองใช้ได้ ไม่ได้เร็วจี๊ดแต่ก็ไม่ได้อืดจนน่ารำคาญ เร่งได้ดีเมื่อรู้จักชิฟเกียร์หรือคาเกียร์เอาไว้ไม่ให้รอบหล่นมากนัก ส่วนเกียร์ CVT พร้อมตำแหน่งชิฟเกียร์เองแบบแมนนวลก็ใช้งานได้ดีจากการปรับจูนสมองกลของเกียร์ในโหมดสปอร์ตที่พยายามคารอบเครื่องไม่ให้วูบลงมาเร็วเกินไปเมื่อถอนคันเร่ง โดยภาพรวมอาจไม่ประหยัดและเร่งได้ดีเท่ารุ่น Hybrid แต่รุ่นเบนซินก็มีดีที่ตัวเบากว่า ทำให้ไม่ต้องแบกภาระกรรมน้ำหนักของชุดแบตฯ 

เกียร์ CVT พร้อม Shift Lock ปรับอัตราทดแปรผันมาให้ถึง 7 สปีด เป็นเกียร์ที่มีความฉลาดหลักแหลมเอาเรื่อง เมื่อคาเกียร์อยู่ในโหมด D มันก็ไหลขึ้นๆ ลงๆ ได้เนียนตามแบบฉบับของเกียร์สายพานพูเล่ย์ เมื่อผลักคันเกียร์มาทางขวา การคาเกียร์อยู่ในโหมดแมนนวลถือว่าใช้งานได้ดีพอสมควร เกียร์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนขึ้น-ลงอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ อาจมีอืดๆ บ้างในบางจังหวะตามสไตล์ของเกียร์ CVT แต่ก็ไม่ได้ย้วยจนทำให้เสียอารมณ์ 

เนื่องจากเป็นรุ่น 1.8 MID ไม่มีระบบไฮบริด การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารจึงทำได้ดีกว่าเห็นๆ วัสดุที่ใช้ประกอบเป็นภายในของเจ้า C-HR ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัสดุสังเคราะห์พวกพลาสติกรีไซเคิลซึ่งมีชิ้นส่วนบางชิ้นที่ซับอยู่ภายในช่วยในการป้องกันเสียงแปลกปลอมได้บ้าง เสียงยางดังลอดเข้ามาให้ได้ยินที่ซุ้มล้อหลังไม่ดังเท่ารุ่น Hybrid ส่วนเสียงลมที่ปะทะกับตัวถังนั้นต้องทะยานกันเร็วถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็จะเริ่มได้ยิน ซึ่งเป็นมาตรฐานของการเก็บเสียงในรถญี่ปุ่น การทดสอบในอุโมงค์ลมเมื่ออยู่ในช่วงของการพัฒนาก่อนที่จะออกวางขาย ส่งผลให้การวิ่งปะทะกับกระแสลมมีความลู่ลมสูง การออกแบบตัวถังทรงลิ่มท้ายตัด ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศที่เข้ามากระทำกับตัวรถมีตัวเลขที่พอรับได้ 

อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ประมาณ 13 วินาที เมื่อลองใช้ Chronometer วัดดู ปรากฏว่าได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันที่ 13.4 วินาที รวมถึงความเร็วสูงสุดปลายคันเร่งแตะระดับ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในวันทดสอบทำได้เฉลี่ย 12 กิโลเมตรต่อลิตร ในโหมด ECO และลดลงเหลือ 9.9 กิโลเมตรต่อลิตรในโหมดสปอร์ต เทียบกับรุ่น Hybrid ที่ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ถึง 21.4 กิโลเมตรต่อลิตร เห็นได้อย่างชัดเจนว่ารุ่นไฮบริดประหยัดกว่ามาก จากการขับทดสอบในรูปแบบการขับใช้งานจริง ถือว่ารุ่น 1.8 MID มีความประหยัดเป็นรองรุ่นไฮบริดอยู่พอสมควร ทำให้ C-HR Hybrid เป็นครอสโอเวอร์ไซส์เล็กที่มีอัตราสิ้นเปลืองดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถคู่แข่งอย่าง Honda HR-V / Nissan Juke / Ford Eco Sport และ Mazda CX-3

การปรับเซตช่วงล่าง การใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด TNGA พร้อมชุดบังคับเลี้ยวที่เป็นพวงมาลัยไฟฟ้าน้ำหนักดี ทำให้ C-HR วิ่งได้อย่างมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูง เป็นรถใหม่ของ Toyota ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แพลตฟอร์มใหม่มีคุณภาพสูงขึ้น ส่วนย่านของกำลังในรุ่นเบนซิน 1.8 ลิตร แค่พอใช้งานไม่ได้เร็วอะไรมาก อารมณ์ที่เปลี่ยนไปของ C-HR ใน Toyota ยุคใหม่ทำให้ขับสนุก เป็นรถ Fun to Drive ของค่ายสามห่วงอย่างแท้จริง พวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างหน้าช่วยทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสมกลายเป็นเรื่องง่ายๆ รวมถึงการวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบก็ทำออกมาได้ดี แม้จะมีความสูงมากกว่ารถเก๋งทั่วไป แต่อาการโคลงตัวน้อยมาก  ประสิทธิภาพของการยึดเกาะเกิดขึ้นจากช่วงล่างและยาง Dunlop Enasave EC300 ขนาด 215/60 R17 ส่งผลให้ประสิทธิภาพการขับของ C-HR ออกมาในแบบที่ควรจะเป็น

จุดด้อยของ C-HR ก็ใช่ว่าจะไม่มี เบาะหลังแม้จะใหญ่นั่งสบาย แต่ประตูหลังที่สูงทำให้บดบังทัศนวิสัยภายนอกอยู่บ้าง ท้ายสั้นแบบแฮตช์แบคเมื่อพับเบาะแล้วมีพื้นที่เก็บสัมภาระมากขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องเสียพื้นที่เบาะหลังทั้งหมดให้กับการขนของชิ้นโตๆ  การเปลี่ยนช่องทางต้องมองให้ขาด เนื่องจากเสาท้ายบดบังมุมมองด้านหลังอยู่เหมือนกัน เมื่อไม่ชอบรุ่นไฮบริดแต่ก็กำลังเล็งรุ่นเบนซินเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง CX-3 และ HR-V ก็ต้องลองไปขับทดสอบด้วยตัวของคุณเองดูว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดของพี่โตคันนี้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณและครอบครัวหรือไม่ ความคิดเห็นส่วนตัวหลังจากได้ทดสอบ Toyota C-HR ทั้งไฮบริดและเบนซิน 1.8 ลิตร รู้สึกชอบอัตราสิ้นเปลืองของรุ่นไฮบริดที่ทำได้ถึง 21 กิโล-ลิตร ส่วนความหนึบแน่นของระบบรองรับพร้อมชุดบังคับเลี้ยวที่ดีงามบวกกับรูปทรงที่สวยงาม รุ่นอะไรก็ใช้ได้ทั้งนั้น อยู่ที่เงินในกระเป๋าของคุณว่าจะมากพอสอยรุ่นสูงสุด หรือเอาแค่รุ่นรองที่มีราคาถูกกว่า

สุดท้าย ไฮบริดของ Toyota ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เกิดจากความหวาดระแวงกันไปเองแทบทั้งสิ้น สำหรับ C-HR ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไฮบริดหรือเบนซินเพียวๆ เมื่อออกรถใหม่ก็จะฟรีค่าแรง 11 ระยะ ตั้งแต่ 1,000 – 100,000 กิโลเมตร รับประกันคุณภาพรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการรับประกันที่ยาวนานมาก รุ่น Hybrid รับประกันระบบการทำงานของ Hybrid นาน 5 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันแบตเตอรี่ Hybrid นาน 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทางอีกเช่นกัน ฟันธง หากคิดจะใช้กันยาวๆ ออกรุ่นไฮบริดไปเลยจบ แพงหน่อยแต่คุ้มครับ.

TOYOTA C-HR ราคา 1,039,000 บาท                                      TOYOTA C-HR 2018 HV HI ราคา 1,159,000 บาท                            TOYOTA C-HR 2018 HV MID ราคา 1,069,000 บาท                          TOYOTA C-HR 2018 1.8 MID ราคา 1,039,000 บาท (คันทดสอบ)          TOYOTA C-HR 2018 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท


TOYOTA C-HR 1.8 MID
มิติตัวถัง
ความกว้าง 1,795 มิลลิเมตร
ความยาว 4,360 มิลลิเมตร 
ความสูง 1,565 มิลลิเมตร 
ฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร
ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,550 มิลลิเมตร
ความกว้างช่วงล้อหลัง 1,570 มิลลิเมตร 
ระยะห่างจากพื้นถึงใต้ท้อง 154 มิลลิเมตร
น้ำหนักรถ 1,380 กิโลกรัม 
ความจุถังเชื้อเพลิง 50 ลิตร 
เชื้อเพลิง 91 / E20 / E85 
รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร 

เครื่องยนต์ 2ZR-FBE
แบบเครื่องยนต์ เบนซินแถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 1,798 ซีซี 
ความกว้างกระบอกสูบ 80.5 มิลลิเมตร
ระยะชัก 88.3 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด 10.0:1
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ EFI
รองรับเชื้อเพลิง 95 / 91 / E20 / E85
แรงม้าสูงสุด 103 กิโลวัตต์ 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 175 นิวตัน-เมตร 17.8 กิโลกรัม/เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Shift Lock 
อัตราทดเกียร์ 2.480 - 0.396
อัตราทดเกียร์ถอยหลัง 2.604 - 1.680
เฟืองท้าย 5.698
ระบบรองรับ (ช่วงล่าง)
ด้านหน้า อิสระแมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพพร้อมเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง อิสระปีกนกคู่ดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรก
ด้านหน้า ดิสเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน
ด้านหลัง ดิสเบรก
ระบบบังคับเลี้ยว พวงมาลัยไฟฟ้า แรคแอนพีเนียน EPAS

อุปกรณ์ภายนอก ยางขนาด 215/50R17
บังโคลนซุ้มล้อ หน้า-หลัง
ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ฮาโลเจน
ไฟส่องสว่างกลางวัน LED Daytime Running Lights
ไฟเลี้ยวด้านหน้า
ระบบปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ
ไฟท้าย LED
กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED ปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า
กระจกบังลมบานหน้าแบบกันเสียงรบกวน
สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
เสาอากาศครีบปลาฉลาม
มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวถัง
คิ้วขอบกระจกประตูโครเมียม
คิ้วตกแต่งเสากลางสีดำเปียโนแบล็ก
แผ่นกันความร้อนบริเวณใต้ฝากระโปรง

อุปกรณ์ภายใน 
สีภายใน ทูโทน ดำและน้ำตาล
วัสดุหุ้มเบาะ หนังแท้และหนังสังเคราะห์
แผงกั้นสัมภาระส่วนท้าย
เบาะนั่งด้านหลังแบบพับปรับได้ 60:40
ราวมือจับประตูด้านหน้า
พวงมาลัยและวัสดุตกแต่งบริเวณฐานเกียร์หุ้มหนัง
มือเปิดประตูด้านในโครเมียม
กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ 4 ตำแหน่ง
กระจกแต่งหน้าบริเวณแผงบังแดดคู่หน้า
ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
กระเป๋าหลังเบาะผู้โดยสารตอนหน้า

มาตรวัดและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก 
ระบบควบคุมการปิด-เปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ระบบ Follow me Home
ระบบสตาร์ตอัจฉริยะ Push Start
ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry
ระบบเบรกมือไฟฟ้า
ระบบ Auto Brake hold
ระบบเซ็นทรัลล็อก
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา
ปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้าด้านคนขับ (Lumbar Support)
ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
โหมดขับเคลื่อน Sport และ ECO Mode
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว

ระบบความปลอดภัย
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control)
ไฟตัดหมอกหน้า 
ไฟตัดหมอกหลัง
เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS (คู่หน้า/ด้านข้าง/ม่านด้านข้าง/หัวเข่าฝั่งคนขับ)
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
ระบบแจ้งเตือนลมยาง (TPMS)
สัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า ท้าย และที่มุมกันชน 8 ตำแหน่ง
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

ระบบเครื่องเสียง
DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/HDMI/Micro SD Card
ระบบเชื่อมต่อด้วย Bluetooth รองรับโทรศัพท์ และการเล่นเพลง
ลำโพง 6 ตำแหน่ง

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้