วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พิสูจน์ฝีมือรัฐบาล...ฝ่าวิกฤติน้ำมันแพง ดอกเบี้ยถึง "จุดเปลี่ยน" ขยับสู่ขาขึ้น

ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในชีพจรเศรษฐกิจ ทยอยปรับขึ้น 4 ครั้งติดต่อกัน หรือรวมแล้วขึ้นไปถึง 1.90 บาทต่อลิตร ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน

ส่งผลให้ราคาค้าปลีกเขยิบขึ้นไปถึง 29.79 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา

เหตุที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศแพงขึ้นแบบพรวดพราด เป็นเพราะไทยใช้ระบบราคาน้ำมันแบบลอยตัว อิงอยู่กับราคาตลาดโลก หากน้ำมันโลกแพง ราคาขายในประเทศก็จะขยับตามไปด้วย แต่ถ้าราคาตลาดโลกลดลง ราคาขายปลีกในประเทศก็จะลดลงตามไปด้วย

จนถึงขณะนี้ พบว่าราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดตัวไปอยู่ที่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่ปี 2557 ผลที่ตามมาก็คือราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าขนส่ง ค่าบริการ อาหารจานด่วน ต่างก็พากันอ้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขอปรับขึ้นราคาตามในทันที

โดยล่าสุด ปาทริค ปูยาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโททาล ยักษ์ใหญ่ในวงการน้ำมันจากประเทศฝรั่งเศส ยังได้คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในปีนี้อาจสูงถึง 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 75-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ราคาที่ปรับขึ้นรวดเร็ว รุนแรงในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรวัดฝีมือของรัฐบาลว่าจะฝ่าวิกฤติและความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร

เพราะแม้ราคาตลาดโลกจะเป็นเรื่องเหนือการควบคุม และการใช้ระบบราคาลอยตัวตามกลไกตลาดโลกจะเป็นทฤษฎีที่ถูกต้อง

แต่รัฐบาลที่ดี ก็ควรต้องมีวิธีการบริหารจัดการ มีมาตรการรับมือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ!!

เข็นสารพัดมาตรการฝ่าวิกฤติ

ก่อนที่เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย หลังราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง ราคาสินค้า ข้าวปลาอาหาร

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้นำเงินกองทุนน้ำมันที่มีวงเงินสะสมล่าสุด 30,500 ล้านบาท มาตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเคลื่อนไหวที่ 80-90 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะใช้เงินกองทุนฯมาชดเชยส่วนต่างราคาให้กับประชาชน เช่น หากต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร กองทุนฯก็จะชดเชยให้ 50 สตางค์ต่อลิตร เท่ากับขึ้นราคาเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร จนกว่าจะมีการนำน้ำมันดีเซลบี 20 ออกมาจำหน่ายในเดือน มิ.ย.หรือเดือน ก.ค.นี้ ให้กับผู้ประกอบการรถบรรทุก รถขนส่งสาธารณะในราคาที่ต่ำกว่าบี 7 เฉลี่ย 3 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ซึ่งเงินกองทุนน้ำมันสามารถช่วยเหลือได้นาน 10 เดือน

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ค. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ (สต.) ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาค้าปลีกปรับเหลือ 29.29 บาท

ขณะเดียวกัน ยังได้มีมาตรการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนในอัตรา 10 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ต่อถังขนาด 15 กก. เมื่อประกอบกับราคาตลาดโลกที่ทยอยลดลงเหลือ 543 เหรียญต่อตัน จากช่วงกลางเดือน พ.ค.ที่อยู่ที่ 580 เหรียญ จะทำให้ราคาขายปลีกภาคครัวเรือนลดลงได้ 30 บาทต่อถัง 15 กก.

และเช่นเดียวกับราคาน้ำมันดีเซล ล่าสุดระหว่างวันที่ 25-28 พ.ค.นี้ ปตท.ได้ปรับลดราคาก๊าซหุงต้มลง 2 บาทต่อ กก. (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับถังขนาด 15 กก. หรือลงมาที่ระดับ 365 บาทต่อถัง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานประเมินว่าราคาก๊าซหุงต้มตลาดโลกจะทยอยลดลงนับจากเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป ทำให้การตรึงราคาอาจทำเพียงระยะเวลาสั้นๆจึงมั่นใจว่าการนำเงินกองทุนน้ำมัน ในส่วนของบัญชีก๊าซหุงต้มที่มีอยู่ 500 ล้านบาท มาตรึง ราคานั้น เพียงพอในการดำเนินการ

และมั่นใจว่าจะสามารถฝ่าวิกฤติพลังงานรอบนี้ไปได้อย่างแน่นอน โดยไม่มีความจำเป็นที่ผู้ประกอบการภาคการขนส่ง รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าอาหารจานด่วน ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว จะขอปรับขึ้นราคา เพราะรัฐบาลมีทางเลือกด้านพลังงานไว้ให้อย่างเพียงพอแล้ว

ทุกฝ่ายต้อง “ประหยัด” เพื่อทางรอด

ขณะที่ มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวว่า หลังเพลิดเพลินกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำมานานกว่าสองปี ประเทศไทยก็เริ่มกลับมาเผชิญหน้ากับราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่ง

โดยราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการได้ปรับสูงขึ้นถึง 4 ครั้งภายในสองสัปดาห์ และขึ้นไปยืนที่ระดับ 29.79 บาทต่อลิตร ถือเป็นสัญญาณอันตรายทางการเมืองของรัฐบาล ถ้าบริหารจัดการจิตวิทยามวลชนไม่ดีพอ

ทำไมราคาจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น เป็นเพราะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งทะลุ 80 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบสามปีครึ่ง (นับจากเดือน พ.ย. 2557) น้ำมันดิบดูไบ ที่เป็นแหล่งนำเข้าหลักของประเทศไทย ก็พุ่งทะลุ 77 เหรียญ

รายงานสถานการณ์น้ำมันประจำเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ของทบวงพลังงานสากล (IEA’s Oil Monthly Report-OMR) ระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้รับปัจจัยหนุนจากสาเหตุต่างๆ มีอาทิ 1.ความต้องการน้ำมันของโลกปีนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในเอเชียและสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน 2.ปริมาณการจัดหาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อตกลงลดการผลิตของกลุ่มโอเปก (กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน) และพันธมิตร ซึ่งนำโดยรัสเซีย

ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นทำให้เกิดการเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรโดยกองทุนต่างๆ ผลักดันราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นสู่ระดับ 80 เหรียญอย่างรวดเร็ว และขณะนี้ตลาดได้เคลื่อนตัวจากปัจจัยพื้นฐานสู่ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ (from fundamentals to geopolitics) และต้องจับตาดูว่าผลของการคว่ำบาตรอิหร่าน จะได้รับความร่วมมือจากประเทศอื่นๆมากน้อยเพียงใด รวมทั้งสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะเลวร้ายลงไปอีกหรือไม่ ตลอดจนท่าทีของกลุ่มโอเปกในการประชุมในวันที่ 22-23 มิ.ย.นี้จะเป็นอย่างไร

“ทั้งหมดย่อมส่งผลต่อราคาน้ำมันในช่วงสองเดือนนี้ แต่คาดว่าราคาน้ำมันจะทรงตัวใน ระดับปัจจุบันหรือสูงขึ้นบ้างเล็กน้อย โดยจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 80-85 เหรียญ”

สำหรับประเทศไทยการตั้งรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คงไม่มีอะไรดีเท่ากับการท่องคาถา “ประหยัด” โดยลดการใช้น้ำมันที่ไม่จำเป็นลง ใช้การเดินทางโดยการขนส่งมวลชนมากขึ้น และอย่าได้ชะล่าใจว่ารัฐบาลได้มีมาตรการแทรกแซงราคาน้ำมันโดยใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือ เพราะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการส่งสัญญาณผิดๆ ว่ารัฐจะตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เหมือนอย่างที่เคยทำในอดีต เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่รัฐบาลอาจหมดตัวจากการตรึงราคาน้ำมัน

เพราะไม่มีใครทำนายราคาน้ำมันในอนาคตได้!!!

รถไฟ-เรือ-เครื่องบินขอขึ้นทั้งแผง

หันมาสำรวจชีพจรของผู้ประกอบการระบบขนส่งสาธารณะ ที่หลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ ทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ ทั้งรถโดยสาร รถขนส่งสาธารณะ เรือโดยสาร เครื่องบิน ร้องขอขยับค่าโดยสารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

เริ่มจากเสาหลักแห่งวงการรถทัวร์อย่าง “เจ๊เกียว” นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง เข้าพบนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เป็นเจ้าแรก เพื่อขอขึ้นค่าโดยสารรถร่วม บขส. หรือรถทัวร์ อีกกิโลเมตร (กม.) ละ 10 สต. เพราะรถทัวร์ไม่ได้ขึ้นค่าโดยสารมากว่า 3 ปีแล้ว

ถัดจากรถทัวร์ต่อด้วยรถเมล์ ผู้ประกอบการรถเมล์ร่วม ขสมก. ที่ได้รับผลกระทบจากเอ็นจีวีเพิ่มอีก กก.ละ 0.62 สต. เป็น กก.ละ 10.77 บาท และไม่ได้ขึ้นค่า โดยสารมานาน 4 ปี จึงต้องการขึ้นค่าโดยสารอีก 4 บาท ทำให้รถเมล์ธรรมดาต้องปรับขึ้นจาก 9 บาท เป็น 13 บาท

ส่วนรถปรับอากาศสีน้ำเงินขึ้นตามระยะทาง 12-24 บาท เป็น 16-28 บาทรถปรับอากาศ สีเหลืองขึ้นจาก 13-25 บาท เป็น 17-29 บาท ส่วนสหพันธ์ขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกอาเซียน ได้เสนอให้นำเงินกองทุนน้ำมันที่จัดเก็บไว้เกินกว่า 40,000 ล้านบาท มาช่วยชดเชยค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการรถบรรทุกไปจนถึงเดือน ก.ย.นี้ แลกกับการที่ผู้ประกอบการไม่ต้องขึ้นค่าขนส่งเพิ่มอีก 5% จากปัจจุบัน

ด้านผู้ประกอบการเรือโดยสาร ก็ขอปรับขึ้นค่าโดยสาร โดยเฉพาะบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือข้ามฟาก ระบุว่า ตามเงื่อนไขที่ระบุหากดีเซลขึ้นเกินลิตรละ 29 บาท นานเกิน 15 วัน เรือด่วนจะขึ้นค่าโดยสารได้อีกระยะละ 1 บาท แต่กรมเจ้าท่าได้ขอร้องให้รอผลศึกษาโครงสร้างต้นทุนค่าโดยสารใหม่ก่อน ทำให้ในเดือน มิ.ย.นี้ จะยังไม่มีการปรับขึ้น ขณะที่บริษัท ครอบครัวขนส่ง จำกัด ผู้ให้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบ ขอดูแนวโน้มราคาน้ำมันดีเซลอีก 2 สัปดาห์ ว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนสายการบินต้นทุนต่ำ อาทิ นกแอร์ ได้ประกาศว่าจะงดทำโปรโมชันตั๋วราคาถูก เพื่อลดต้นทุนของสายการบิน ขณะที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเส้นทางบินระหว่างประเทศ 59 เส้นทาง ซึ่งทำให้ค่าตั๋วที่รวมค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงไปด้วย ปรับขึ้นมา แบบอัตโนมัติทันที เส้นทางระยะใกล้ อาทิ จากไทยไปกัมพูชา เวียดนาม ขอปรับขึ้นเที่ยวละ 5-8 เหรียญ กลุ่มเส้นทางบินญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 17–26 เหรียญ เส้นทางบินไปสหภาพยุโรป เพิ่มขึ้น 30-45 เหรียญ

นอกจากนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังได้เตรียมปัดฝุ่นโครงสร้างราคาค่าโดยสารชั้น 3 ใหม่ จากปัจจุบัน ขายตั๋วโดยสารแรกเข้าที่ 2 บาทต่อคนต่อเที่ยว ก็ขอปรับขึ้นใหม่อยู่ที่ 8-10 บาท/คน/เที่ยว

“พาณิชย์” เบรกขึ้นราคาสินค้า

สำหรับความกังวลของผู้บริโภคภายหลังจากที่ราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันดีเซลและราคาก๊าซหุงต้ม ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก หนีไม่พ้นภาวะค่าครองชีพสูงขึ้น

ในประเด็นนี้ได้รับคำยืนยันจาก “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ ว่า การปรับขึ้นของราคาพลังงานครั้งนี้ยังไม่ส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าต้องปรับขึ้นเพราะจากการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้า พบว่าราคาก๊าซหุงต้ม ที่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขนาดถังละ 15 กิโลกรัม (กก.) ปรับขึ้นมาอยู่ที่ถังละ 395 บาท มีผลกระทบต่อราคาขายอาหารจานด่วนอย่างก๋วยเตี๋ยว ข้าวผัดกะเพรา เพียงจานหรือชามละ 15-20 สต.เท่านั้น

โดยคำนวณจากก๊าซหุงต้ม 1 ถัง ขนาด 15 กก. ทำอาหารได้ 200-300 จาน หรือทำให้ต้นทุนราคาเชื้อเพลิงในราคาขายอาหารจานด่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ต่อจานต่อชามละ 1.88 บาท จากเดิมที่ 1.66 บาท แต่เมื่อรัฐบาลได้ประกาศกำหนดราคาขายใหม่เป็นไม่เกินถังละ 363 บาท ทำให้มีผลกระทบต่อราคาจานด่วนลดลง หรือไม่มีผลกระทบเลย

ดังนั้น ผู้ค้าอย่าเอามาเป็นข้ออ้างปรับขึ้นราคาขายอาหารจานด่วนโดยเด็ดขาด

สำหรับค่าขนส่งที่ผู้ประกอบการรถบรรทุกขนส่งปรับขึ้นอีก 5% จากการวิเคราะห์ของกรมการค้าภายใน พบว่ามีผลกระทบต่อราคาขายปลีกสินค้าไม่ถึงชิ้นละ 50 สต. หรือมี ผลกระทบเพียง 0.0032-0.4853% ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของสินค้า โดยสินค้าที่ได้รับกระทบน้อยสุดคือ ผ้าอนามัย เพราะมีน้ำหนักเบา ขนาดเล็ก สามารถบรรทุกได้ครั้งละ จำนวนมาก จึงเฉลี่ยต้นทุนการขนส่งให้น้อยลง

ขณะที่สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ปูนซีเมนต์ เพราะมีขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก บรรทุกได้ครั้งละไม่มากนัก ส่วนสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม จะได้รับผลกระทบ 0.0178-0.2772% โดยสินค้าที่กระทบน้อยสุดคือ ปลากระป๋อง และกระทบมากสุดคือนมถั่วเหลือง หมวดเกษตร เช่น ยาปราบศัตรูพืช ได้รับผลกระทบ 0.0848% ปุ๋ยเคมีกระทบ 0.2452% เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าตามสถานที่ต่างๆ และเชิญผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่มาหารือที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับคำยืนยันจากผู้ประกอบการว่า ราคาอาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าอุปโภคบริโภค ยังไม่ปรับขึ้นราคาขายอย่างแน่นอน ขอให้ผู้บริโภคสบายใจได้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายใดทำเรื่องขอปรับขึ้นราคาขายมาเลย

“ราคาพลังงานที่ปรับขึ้นเป็นไปตามกลไกตลาดโลก คนย่อมรู้สึกว่าราคาสินค้าต้องแพงขึ้นตาม แต่จริงๆแล้ว ก๊าซหุงต้ม และน้ำมันดีเซล เป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิตสินค้าเท่านั้น และไม่ใช่ต้นทุนส่วนใหญ่ โดยต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ราคาวัตถุดิบ ซึ่งขณะนี้ราคาวัตถุดิบยังไม่ปรับขึ้น จึงไม่มีนัยสำคัญ ทำให้ราคาสินค้าต้องปรับขึ้น”

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะได้ออกตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายสินค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องหากผู้บริโภคพบเห็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายสินค้าให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 ซึ่งหากพบผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย จะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แนวโน้ม “ดอกเบี้ย” จ่อขยับ

ด้าน นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เมื่อเกิดวิกฤติราคาพลังงานพ่นพิษ ในขณะนี้ สมาคมก็จะต้องติดตามแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์ดังกล่าวอาจทยอยส่งผลกระทบมายังต้นทุนของผู้ประกอบการ รวมถึงราคาสินค้าภายในประเทศ

ดังนั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า ในครึ่งปีหลังของปีนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมาถึง “จุดเปลี่ยน” ที่จะเริ่มขยับเข้าสู่ช่วงขาขึ้น ในทิศทางที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หรือไม่ ซึ่งแม้หลายๆฝ่ายประเมินกันว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจจะยืนอยู่ที่ระดับ 1.50% ตามเดิมได้ ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ของปีนี้

“แต่ก็ต้องยอมรับว่าโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะขยับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบท้ายๆของปี โดยเฉพาะหากเรายังเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องไม่สะดุด และเฟดยังส่งสัญญาณคุมเข้มต่อเนื่อง พร้อมกับปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ อีก 2 ครั้งเป็นอย่างน้อยในปีนี้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปของธนาคารพาณิชย์คงเป็นลักษณะของการเตรียมประเมินท่าที รอจังหวะการขยับตามสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายจาก กนง. เป็นสำคัญ”

สุดท้าย เรื่องของค่าเงินบาท ที่แม้ว่ากรอบการเคลื่อนไหวในปัจจุบันยังเป็นระดับที่แข็งค่ากว่าช่วงสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา แต่จะเห็นว่าเงินบาทเริ่มทยอยอ่อนค่ากลับมาเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 สอด-คล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ

ขณะที่เงินเหรียญสหรัฐฯก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาแข็งค่า หลังจากที่นักลงทุนบางส่วนกลับมาประเมินโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเห็นการคุมเข้มมากขึ้นของเฟด หลังจากที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง หนุนให้การคาดการณ์เงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯปรับตัวขึ้น

ดังนั้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง เพราะต้องไม่ลืมว่าภาพของตลาดในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณดอกเบี้ยจากเฟดเท่านั้นที่เป็นปัจจัยกำหนดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ท่าทีหรือนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯก็มีอิทธิพลไม่น้อยต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ด้วยเช่นกัน.

ทีมเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ในชีพจรเศรษฐกิจ ทยอยปรับขึ้น 4 ครั้งติดต่อกัน หรือรวมแล้วขึ้นไปถึง 1.90 บาทต่อลิตร ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน... 27 พ.ค. 2561 11:28 27 พ.ค. 2561 11:31 ไทยรัฐ