วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
การเมืองในมโนทัศนะ

การเมืองในมโนทัศนะ

โดย หมัดเหล็ก
16 พ.ค. 2561 05:02 น.
  • Share:

เชื่อว่าวันที่ 22 พ.ค.ที่จะถึงนี้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การยึดอำนาจครบ 4 ปีของ คสช. แน่นอน และส่วนใหญ่ก็จะวิจารณ์ถึงเรื่องของ ผลงานและการทำงานของ คสช. ซึ่งคงไม่มีอะไรดี เพราะ สังคมไทยไม่ใช่สังคมติเพื่อก่อ แต่เป็นสังคมที่ชอบวิจารณ์ เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น แต่ในเมื่อการเมืองการปกครองเป็น ระบอบประชาธิปไตย จะเต็มใบครึ่งใบ ก็ต้องยอมรับฟังเสียงวิจารณ์ ส่วนจะรับได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่อง

พูดถึงเรื่อง ดูด อันที่จริงแล้ว ในทางตรงข้าม น่าจะเป็นเรื่องดี ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอิสระเสรี ด้วยซ้ำ นักการเมืองก็มีสิทธิเลือกอนาคตในอาชีพของตัวเอง ดีไม่ดีอย่างไร ชาวบ้านจะตัดสินเอง

การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา ได้บันทึก การย้ายพรรคของ ส.ส. เอาไว้ดังนี้ พรรคเพื่อไทย มี ส.ส.ย้ายพรรคจำนวน 11 คน ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย 6 คน ย้ายไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน ชาติพัฒนา 1 คน ชาติไทยพัฒนา 1 คน และมาตุภูมิ 1 คน

พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.ย้ายออก 5 คน ย้ายไปพรรคเพื่อไทย 3 คน ย้ายไปภูมิใจไทย 1 คน และย้ายไปชาติไทยพัฒนา 1 คน ส่วนพรรคภูมิใจไทย มี ส.ส.ย้ายออกไป 2 คน ย้ายไปเพื่อไทย 1 คน และย้ายไปชาติไทยพัฒนาอีก 1 คน

พรรคเพื่อแผ่นดิน มี ส.ส.ย้ายออกถึง 30 คน ไปอยู่ภูมิใจไทย 12 คน ไปชาติพัฒนา 9 คน ไปประชาธิปัตย์ 2 คน ไปเพื่อไทย 3 คน ไปชาติไทยพัฒนา 2 คน ไปมาตุภูมิ 1 คน และพรรคแทนคุณแผ่นดินอีก 1 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา มี ส.ส.ย้ายออก 2 คน ไปประชาธิปัตย์ 1 คน และภูมิใจไทย 1 คน พรรครวมชาติพัฒนา มี ส.ส.ย้ายออก 5 คน ไปอยู่เพื่อไทย 2 คน ชาติไทยพัฒนา 2 คน ภูมิใจไทย 1 คน

พรรคประชาราช ของ เสนาะ เทียนทอง ที่เป็นข่าวตอนนี้ มี ส.ส.ย้ายออกไป 9 คน ไปอยู่เพื่อไทย 4 คน ภูมิใจไทย 2 คน ชาติพัฒนา 1 คน ความหวังใหม่ 1 คน

พรรคกิจสังคม ย้ายออกไป 4 คน ไปกับชาติไทยพัฒนา 2 คน ชาติพัฒนา 2 คน พรรคมาตุภูมิ ย้ายไปภูมิใจไทย 1 คน และตามสถิติการเลือกตั้งในครั้งนั้นมี ส.ส.ที่ย้ายพรรคไปแล้วไม่ได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือสอบตกก็เยอะ จึงไม่ได้หมายความว่า ดูด หรือ ย้ายพรรค จะมีความสำคัญเท่ากับการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน

ขึ้นอยู่กับนโยบายและความเชื่อมั่นจากประชาชนมากกว่า

สาระสำคัญไม่ใช่การดูดหรือการที่ครบ 4 ปีของ คสช.แล้ว จะวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามมโนทัศนคติ แต่ต้องขึ้นอยู่กับเหตุผลและข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ประกอบด้วยประเด็นหลักๆ คือ คุณภาพชีวิต ปากท้องของประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่า ชาวบ้านจะรวยขึ้น หรือจนลง แต่วัดที่คุณภาพชีวิตของประชาชนได้เข้าถึงการสาธารณสุข การศึกษาที่ทั่วถึงหรือไม่ เศรษฐกิจปากท้องดีขึ้นหรือไม่ ไม่มีหนี้สิน เข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น

ความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศเป็นอย่างไร ความสงบเรียบร้อยในประเทศเป็นอย่างไร มีการชุมนุมประท้วงก่อให้เกิดความสูญเสียหรือไม่ การดำรงชีวิตในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปตามวิถีครรลองหรือไม่ การทุจริตคอร์รัปชันได้รับการเอาใจใส่ ลงโทษผู้กระทำความผิดทั้งข้าราชการและนักการเมือง ไม่มีการลูบหน้าปะจมูกหรือไม่

สุดท้ายคือ วัดที่ความสุขของประชาชนตามอัตภาพ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้