วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปะทุขึ้นในใจ 'กลัวตาย' ความรู้สึกพีคขั้นสุดก่อนถึง 'หิมาลัย' (ตอนที่ 4)

ปะทุขึ้นในใจ 'กลัวตาย' ความรู้สึกพีคขั้นสุดก่อนถึง 'หิมาลัย' (ตอนที่ 4)

  • Share:

การออกเดินทางนั้นช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ของเราให้กว้างขึ้น การได้เจอกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนที่มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันออกไป ช่วยทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่สุดแสนพิเศษมากมาย และในตอนนี้มนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในกรอบมาเกือบทั้งชีวิต เริ่มหลงรักการเรียนรู้ชีวิตแบบนอกกรอบเข้าให้แล้ว

นอกจากการเดินเขาแล้ว การวิ่งมาราธอนก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่ท้าทาย ซึ่งผมได้เริ่มต้นเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

7 พ.ค.2560 ผมเริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยังอันนะปุรณะ เบสแคมป์ ประเทศเนปาล ซึ่งยอดเขานี้เป็นหนึ่งในแนวเทือกเขาหิมาลัยด้านตะวันตก แต่เนื่องจากคณะของเรามีเวลาแค่เพียง 9 วันเท่านั้น ทำให้พวกเรามีข้อจำกัดในการเดินทางมากพอสมควร ดังนั้นโปรแกรมการเดินทางในครั้งนี้บางวันพวกเราอาจต้องเดินต่อเนื่อง 11-12 ชั่วโมงเลยทีเดียว

เราออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยสายการบินไทยมุ่งหน้าไปยังเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล แล้วไปต่อเครื่องบินภายในประเทศ เพื่อไปพักค้างคืนที่เมืองโพคารา เช้าวันถัดมาเรานั่งรถยนต์เพื่อไปยังหมู่บ้านบิเรธันติ (Birethani) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเขาในครั้งนี้ พวกเราใช้เวลาเดินทางกว่า 4 วัน ระหว่างเส้นทาง ต้องเจอกับอากาศที่แปรปรวน แดดร้อนจัด หนาวจัดและฝนตก แต่ในที่สุดพวกเราก็มาถึง มัจฉาปูชเรเบสแคมป์ (Machhapuchhre Base Camp) ที่ความสูง 3,800 เมตร

ในวันนี้ไกด์ของเราแนะนำให้ทุกคนพักผ่อนให้มากที่สุด เนื่องจากเราเข้าเขตพื้นที่สูงมากกว่าในทุกๆ วัน และในวันพรุ่งนี้เราต้องเดินทางต่ออีก 4 ชั่วโมง เพื่อไปยังจุดหมายหลักของการเดินทางในครั้งนี้ นั่นคือ อันนะปุรณะ เบสแคมป์ (Annapurna Base Camp) ที่ความสูง 4,200 เมตร

ตลอดการเดินทางผมแอบกังวลใจถึงภารกิจที่จะต้องทำ หลังจากกลับจากการเดินทางในครั้งนี้ เนื่องจากผมต้องลงแข่งวิ่งฟูลมาราธอนแรกในชีวิต ในขณะที่เหลือเวลาอีกแค่เพียง 2 สัปดาห์ ปัญหาใหญ่ก็คือ  ผมเพิ่งเริ่มต้นฝึกซ้อมได้แค่เพียง 10 กม.เท่านั้น!!! เป้าหมายในการวิ่ง 42.195 กม. มันช่างห่างไกลมากจริงๆ สำหรับตัวผม เนื่องจากเหลือเวลาฝึกซ้อมน้อยลงไปทุกที


หลังจากที่ผมประเมินร่างกายตัวเองว่ายังพอไหว ผมจึงตัดสินใจฝึกซ้อมวิ่งโดยไม่ได้บอกใคร ผมรีบเข้านอนเพื่อพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วออกไปซ้อมวิ่งแต่เช้าตรู่เพียงลำพังคนเดียว ผมซ้อมวิ่งราวๆ ครึ่งชั่วโมง แล้วจึงกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในเช้าวันนี้ แน่นอนว่าหลังจากที่ไกด์ท้องถิ่นทราบ เค้าค่อนข้างตกใจ เพราะการใช้งานร่างกายที่หนักเกินในพื้นที่สูง นอกจากจะทำให้เหนื่อยมากแล้ว มันก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคแพ้ความสูงอีกด้วย เพราะที่ความสูงขนาดนี้แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยมากแล้ว พวกเราใช้เวลาเดินทางเกือบ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว ภายใต้อากาศที่เบาบางมากๆ อุณหภูมิ 2-3 องศาฯ แต่ในที่สุดพวกเราก็มาถึงจุดหมาย

เมื่อผมเดินทางไปถึง อันนะปุรณะ เบสแคมป์ ผมเริ่มสังเกตว่ามีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวผม ผมจึงตัดสินใจเข้าที่พักโดยทันที ในขณะนี้หัวใจของผมมันเต้นเร็วและแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกตัวเลยทีเดียว ผมรู้สึกอึดอัด เริ่มกระสับกระส่าย ผมเริ่มหายใจเร็วมากขึ้น ผุดลุกผุดนั่งเกือบตลอด ผมเริ่มรู้ตัวทันทีเลยว่า ในตอนนี้อาการแพ้ความสูงกำลังเล่นงานผมเข้าให้แล้ว!!! การที่ผมเคยผ่านการเดินเขาที่สูงมาก่อนไม่ได้เป็นการการันตีว่าจะไม่เกิดอาการแพ้ความสูงอีกในครั้งต่อไป ที่สำคัญเมื่อคืนวาน ผมก็เริ่มมีอาการนอนไม่หลับ ทำให้พักผ่อนไม่เต็มที่ รวมถึงการออกแรงมากเกินไปก่อนออกเดินทางก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งด้วยเช่นกัน

เนื่องจากผมไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นห่วง ผมจึงตัดสินใจไม่บอกให้ใครรู้ ผมนอนราบลงบนเตียงในห้องพัก แต่อาการก็ยังคงไม่ดีขึ้น หัวใจของผมเต้นเร็วและแรงมาก ร่างกายของผมเริ่มอ่อนเปลี้ยไปทั้งตัว ผมแทบไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ อีกเลย ผมยอมรับว่าผมเริ่มรู้สึกถึงความกลัวที่แท้จริงแล้ว… กลัวตาย!!! ผมนึกย้อนไปถึงภารกิจที่ยากลำบากหลายอย่างที่เคยผ่านมา ทั้งการเดินเขา การวิ่งระยะไกล รวมถึงอุปสรรคที่ต้องเผชิญในชีวิต ในทุกๆ ครั้งผมสามารถฝ่าฟันและก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองมาได้โดยตลอด แต่ในตอนนี้ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างมันอยู่เหนือการควบคุมของผมเสียแล้ว ธรรมชาติกำลังสอนบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ให้คนอย่างผมได้รู้ว่า

“ผมเป็นแค่เพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้เท่านั้น อย่าทะนงตน ว่าเราเก่ง หรือสามารถพิชิตอะไรเลย นาทีนี้คือนาทีที่ผมต้องยอมรับความจริง และปล่อยวางมันโดยไม่อาจขัดขืนดิ้นรนใดๆ ได้เลยจริงๆ”

ผมค่อยๆ มองดูมันอย่างอ่อนน้อม ความกลัวที่ครอบงำจิตใจผม มันค่อยๆ คลายลง


ความกลัวก็คือความกลัว มันไม่ใช่ตัวผม มันไม่ใช่ของๆ ผมเช่นเดียวกับร่างกายที่อยู่เหนือการควบคุมอยู่ในตอนนี้ ผมไม่อาจยึดสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงได้อีกต่อไป สุดท้ายผมก็นอนหลับไปพร้อมกับการเฝ้าดูความกลัวนั้น

หลังจากผมฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหล ผมตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่ต่างออกไป ผมลุกออกจากห้องพักเพื่อเดินดูบรรยากาศที่งดงามภายนอก คืนนี้บรรยากาศมันช่างงดงามมากจริงๆ ฟ้าเปิดจนมองเห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบหิมะที่ขาวโพลนบนยอดเขาสูง ในตอนนี้เทือกเขาหิมาลัยได้โอบล้อมรอบตัวผม การเดินทางที่แสนทรหด ได้นำให้ผมมาสู่ใจกลางแห่งขุนเขา ที่ชื่อ “หิมาลัย” แต่หิมาลัยที่อยู่ตรงเบื้องหน้าในเวลานี้ แม้จะงดงามและยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็คงไม่เท่ากับการค้นพบความหมายที่ว่า “หิมาลัยแท้ที่จริง…อยู่ที่กลางใจ”

อ่านเพิ่ม ข้ามกำแพงความกลัว! นักวิ่งที่ดี ทำอย่างไรพิชิตเกียวโตมาราธอน (ตอนที่1)
เสียวหน่อยๆ!สูงกว่า 4,000 เมตร 'ทิเบต-ชัมบาลา' ปลายทางที่เราต้องไป (ตอนที่2)

เครดิต

คอลัมน์ของ นพ.ศุภฤกษ์ คุณติสุข คุณหมอที่รักการเดินทาง ชอบท่องเที่ยว ชอบตั้งคำถาม เป็นคุณหมอที่มีความคิด ความอ่านลึก เราจะไม่ค่อยพบในกระแสหลักสักเท่าไหร่ หันมาเขียนหนังสือเพราะการชักชวนของ Raydo ในทริปเกียวโตมาราธอน 2018 จุดประสงค์หลักเพราะอยากถ่ายทอดความคิดดีๆ อยากสื่อสาร ส่งผ่านกำลังใจดีๆ ผ่านตัวหนังสือ

ติดตามได้ที่ : Doctorrunners

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้