วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำไม ‘นาจิบ ราซัค’ จึงพ่ายยับเลือกตั้งใหญ่มาเลย์?

นาจิบ ราซัค ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศมาเลเซียจนถึงเมื่อวันพุธที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งใหญ่ให้กับ ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตครูของเขาเอง ชนิดพลิกความคาดหมายของนักวิเคราะห์ทั่วโลก ที่เชื่อว่าแม้การเลือกตั้งครั้งนี้จะสูสีกันอย่างมาก แต่ฝ่ายรัฐบาลซึ่งครองอำนาจมานานถึง 61 ปี ก็น่าจะกำชัดเอาไว้ได้

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรรัฐบาล ‘แนวร่วมแห่งชาติ’ หรือ ‘บาริซาน เนชั่นแนล’ (BN) พ่ายแพ้? นายนาจิบทำพลาดที่ตรงไหน? คงต้องย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเส้นทางการเมืองของเขา

*นาจิบ ราซัค เป็นนักการเมืองโดยสายเลือด

นายนาจิบ เป็นลูกชายคนโตของนาย อับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย และหลานชายของนาย ฮุสเซน อน นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ซึ่งหลังจากที่นายนาจิบจบการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม จากมหาวิทยาลัยนอตติงแอม ในสหราชอาณาจักร เขาก็เดินทางกลับมาเลเซียในปี 2517 และทำงานให้กับบริษัทน้ำมัน ‘ปิโตรนาส’

แต่ 2 ปีต่อมา บิดาของนายนาจิบก็เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ทำให้เขาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซียในวัยเพียง 23 ปี จากนั้นเขาครองตำแหน่งมากมายในคณะรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีฝ่ายพลังงาน, โทรคมนาคม, การศึกษา, การคลัง และกลาโหม จนกระทั้งได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีในปี 2547 ซึ่งเป็นยุคสมัยการปกครองของนาย อับดุลเลาะห์ บาดาวี ผู้ส่งมอบอำนาจต่อให้นายนาจิบในปี 2552

*ตอนแรกบอกจะปกครองประเทศแบบเสรีนิยม

ในช่วงรับตำแหน่งใหม่ๆ นายนาจิบให้คำมั่นว่าจะเขาจะผลักดันการเมืองแบบเสรีมากขึ้น แต่นายนาจิบไม่ได้ทำตามที่พูด เขาดำเนินการปฏิรูปเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายเกี่ยวกับการรวมตัวในที่สาธารณะ และแม้ว่าในปี 2554 เขาจะยกเลิก ‘กฎหมายความมั่นคงภายใน’ ซึ่งอนุญาตให้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีการไต่สวนหรือตั้งข้อหา แต่กฎหมายใหม่ที่เขาบังคับใช้แทนก็ถูกใช้จับกุมนักเคลื่อนไหวมากมาย

นายนาจิบยังกลับคำพูดที่เขาเคยบอกว่าจะยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านรัฐบาล และเพิ่มบทลงโทษกฎหมายดังกล่าวให้รุนแรงขึ้นอีก จนนักวิจารณ์มองว่า กฎหมายเหล่านี้เป็นวิธีที่นายนาจิบใช้เพื่อปิดปากคู่แข่งทางการเมือง และเอาใจชาวมุสลิมมาเลเซีย ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และผู้สนับสนุนหลักของพรรคการเมืองของเขา

เหตุการณ์ที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวคือ เมื่อปี 2558 นายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและผู้นำฝ่ายค้านในยุคนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหา ร่วมเพศทางทวารหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่นายอันวาร์ยืนยันมาตลอดว่าเป็นข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ในปีต่อมา กฎหมายความมั่นคงที่ออกมาเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้าย กลับถูกใช้เพื่อจับกุมนักเคลื่อนไหวสนับสนุนปฏิรูปการเลือกตั้ง

และในเดือนเม.ย.ปีนี้ รัฐบาลของนายนาจิบก็เพิ่งออกกฎหมายต่อต้านการแพร่กระจาย ‘ข่าวปลอม’ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่ากฎหมายนี้จะถูกใช้จัดการฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอีก

*เรื่องท้าทายและข้อขัดแย้งในการปกครองของนาจิบ ราซัค

ตลอดอาชีพการเมืองของนายนาจิบ เขาต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านและความท้าทายมากมายทั้ง ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำจากฝรั่งเศสในปี 2545, อดีตผู้ช่วยเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรชาวมองโกเลียเมื่อปี 2549, การหายไปของเครื่องบินโดยสาร ‘เอ็มเอช 370’ ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ในเดือนมี.ค. 2557 และเหตุเที่ยวบิน ‘เอ็มเอช 17’ ถูกยิงตกในยูเครนเมื่อเดือนก.ค. ปีเดียวกัน

แต่จุดเสื่อมเสียที่สุดในอาชีพนักการเมืองของนายนาจิบเกิดขึ้นในปี 2558 หลังเขาถูกกล่าวหาว่าบริหารจัดการกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลที่ชื่อว่า ‘1MDB’ อย่างไม่ถูกต้อง และคอร์รัปชันโดยการยักย้ายถ่ายเทเงินของกองทุกกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐน เขาบัญชีเงินฝากส่วนตัวของตัวเอง

เรื่องนี้ทำให้เกิดการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเรียกร้องให้นายนาจิบลากออกจากตำแหน่ง โดยดร.มหาเธร์ก็ออกมาร่วมเรียกร้องด้วย แต่นายนาจิบปฏิเสธที่จะลาก จากนั้นในเดือนก.ค.ปีเดียวกัน เขาเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีที่วิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่องการรับมือข่าวอื้อฉาวนี้ และปลดอัยการสูงสุดที่กำลังสืบสวนคดีนี้ โดยอ้างปัญหาเรื่องสุขภาพ

ต่อมาในเดือนม.ค. 2559 อัยการสูงสุดคนใหม่ก็ประกาศว่านายนาจิบไม่ได้กระทำผิด โดยอ้างว่าเงินจำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังกล่าวไม่ได้มาจาก 1MDB แต่เป็นเงินบริจาคส่วนตัวจากราชวงศ์ซาอุฯ และว่านายนาจิบได้คืนเงินไปแล้ว 620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐฯ, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ยังคงตรวจสอบการโอนย้ายเงินดังกล่าวเพื่อหาข้อเท็จจริง

*คนยี้หนัก นาจิบขึ้นภาษี

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่นายนาจิบทำพลาดอย่างแรงคือเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายขึ้นภาษีสินค้าและบริการ (GST) จำนวน 6% ในปี 2558 ไม่เคยได้รับการยอมรับจากประชาชนที่กำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูง แม้ว่านายนาจิบจะพยายามบรรเทากระแสความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ ด้วยการออกเงินอุดหนุนในวงกว้าง และมอบเงินให้กับบ้านที่มีรายได้นี้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าความนิยมมีแต่จะลดต่ำลงเรื่อยๆ

*แล้ว มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็เข้ามา...

เป็นที่รู้กันดีว่า มหาเธร์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะหัวหน้ากลุ่ม บีเอ็น นานถึง 22 ปี ก่อนจะวางมือในปี 2546 และยังเป็นครูของนายนาจิบอีกด้วย แต่เมื่อ 2 ปีก่อน เขาสร้างความตกตะลึงให้กับชาวมาเลเซีย ด้วยการประกาศออกจากกลุ่ม บีเอ็น และเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน ‘พันธมิตรแห่งควาหวัง’ หรือ ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ เพราะรู้สึกอับอายที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องผู้ถูกกล่าวหาว่าทุจริต

จากนั้นในเดือนม.ค. 2561 มหาเธร์ก็ประกาศจะท้าทายอดีตลูกศิษย์ของเขาโดยตรงในการเลือกตั้งทั่วไป และแสดงความมั่นใจว่าจะชนะแน่นอนหากนายนาจิบไม่เล่นสกปรก กลายเป็นความหวังใหม่ให้กับชาวมาเลเซีย

และก็เป็นไปตามคาด ช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้ง มีรายงานการพบสิ่งผิดปกติมากมายเช่น ประชาชนจำนวนหนึ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้รับบัตรลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ ขณะที่รัฐบาลแก้กฎหมายเกี่ยวกับเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลชนะ นอกจากนี้ รัฐบาลของนายนาจิบยังโหดกระแสตื่นกลัว ‘ข่าวปลอม’ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อออกฎหมายใหม่ด้วย

แต่ในท้ายที่สุด ฝ่ายค้านของมหาเธร์ ก็สร้างประวัติศาสตร์ เอาชนะกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ อย่างงดงาม ได้เก้าอี้ในสภาถึง 113 ที่นั่งหรือเกินครึ่ง ส่วนนายนาจิบก็ได้แต่ออกมากล่าวยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากอย่างอื่น นอกจากการบริหารประเทศของตัวเขาเอง

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรรัฐบาล ‘แนวร่วมแห่งชาติ’ หรือ ‘บาริซาน เนชั่นแนล’ (BN) พ่ายแพ้ การเลือกตั้งให้กับฝ่ายค้านของ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ... 11 พ.ค. 2561 04:04 ไทยรัฐ