ข่าว
100 year

คลังเล็งรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่

ไทยรัฐออนไลน์17 พ.ย. 2553 22:00 น.
SHARE

คลังรื้อโครงสร้างภาษี สรรพากร-สรรพสามิตรื้อโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ กรมสรรพการเตรียมหลายโมเดลเสนอระดับนโยบายพิจารณา ด้านอธิบดีสรรพสามิตเผย จะยกเลิกจัดเก็บภาษีในสินค้าที่ไม่สร้างรายได้ และหันไปเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษีสินค้าขนาดใหญ่แทน ...

วันที่ 17 พ.ย. นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี สร้างธุรกิจแข็งแกร่ง สู่ไทยเข้มแข็ง” ว่า มีแผนที่จะปรับโครงสร้างภาษีสรรพากรครั้งใหญ่ หลังจากที่ไม่เคยปรับมานานนับ 20 ปี ทำให้รูปแบบหรืออัตราการจัดเก็บภาษีล้าสมัย โดยกรมสรรพากรจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ ร่วมหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนี้ แผนปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว เป็นหนึ่งในแผนการทำงานที่จะทำให้กรมสรรพากรเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายในปี 4-5 ปีข้างหน้า

นายสาธิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับลด หรือ ปรับขึ้นอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับกรม สรรพากรจำนวนมาก ซึ่งการปรับเพิ่มขึ้นนั้น ยังไม่ได้อยู่ในแผนของกรม แต่จะใช้วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพแทน ส่วนการปรับลดภาษีนั้น ก็จะใช้เวลาหลายปีกว่าที่รายได้ที่เคยจัดเก็บได้ในปัจจุบันจะกลับคืนมา ยกตัวอย่าง การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้เวลาถึง 3 ปี และ การปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะใช้เวลานานถึง 6 ปี กรมสรรพากรก็พยายามหาโมเดลที่มีความเหมาะสม และให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะระดับนโยบาย

“กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น หลายฝ่ายก็เสนอให้ลด ก็มีคำถามกลับไปว่า ถ้ามีโมเดลแบบนี้ จะเอาด้วยหรือไม่ เช่น ยกเลิกการยกเว้นภาษีนิติบุคคลให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 200-300 บริษัท ซึ่งจะทำให้ระดับภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัททั้งหมดอยู่ที่ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% และ จะทำให้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดมาอยู่ที่ 25% จากปัจจุบันเก็บในอัตราก้าวหน้าที่ 37% ส่วนมูลค่าเพิ่มเท่าเดิมที่ 7% ซึ่งโมเดลนี้ จะทำให้รายได้ของกรมเท่าเดิม หรือจะยังคงยกเว้นภาษีให้บริษัทในบีโอไอ แต่เลือกธุรกิจที่จะสนับสนุน เป็นต้น ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นประเด็นคำถามกลับไป นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโมเดลภาษีที่กรมสรรพากรคิด ทั้งการขึ้นหรือลดภาษีมูลค่าเพิ่ม และ อัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมถึงการลดหย่อนภาษี ซึ่งทั้งหมดนี้ จะรวบรวมและเสนอให้ระดับนโยบายได้พิจารณาอีกครั้ง”

นอกจากนี้ ภายใต้แผนศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีนี้ กรมสรรพากรได้มีการศึกษาถึงการจัดเก็บภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ (Tobin Tax) ด้วย โดยเห็นว่า รัฐบาลควรจะมีการออกกฎหมายมารองรับการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าว แม้จะยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในขณะนี้ แต่ควรเตรียมไว้ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเมื่อจำเป็น ซึ่งจะสามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาใช้ได้ทัน และหากไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องนำมาใช้

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า มีหลายตัวแปรที่จะทำให้งบสมดุลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ คือ 1.ความผันผวนของระบบการเงินการคลัง ทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุน อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ เป็นต้น 2.สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตจะทำให้ค่าใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการบริโภคก็จะมีผลต่อการจัดเก็บภาษี และ 3.กฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยแม้ว่า เราจะผ่านกฎหมายเรื่องดังกล่าวในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่มีเครื่องมือที่จะเข้าไปจัดเก็บรายได้ ทั้งนี้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้น โครงสร้างของภาษีสรรพสามิตก็ต้องมีการปรับปรุง เบื้องต้น ภาษีระดับกลางๆ หรือ Neutral Tax ซึ่งอาจจะเก็บได้ราว 10-20 ล้านบาทต่อปี ไม่คุ้มค่าต่อการจัด เก็บ กรมสรรพสามิตก็จะพิจารณายกเลิก และ จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีสินค้าขนาดใหญ่แทน โดยเน้นไปที่สินค้าบาปและสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ในส่วนของ สินค้าบาปนั้น มีช่องทางที่จะปรับปรุงได้อีกเยอะ โดยเฉพาะสุรา ยาสูบ ผมคิดว่า ผลของการค้าเสรี ทำให้มีของถูก คุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และทำให้คนไทยบริโภคเยอะขึ้น ซึ่งจะเป็นช่องทางใหญ่ วิธีการ คือ เราจะจัดเก็บภาษีเป็นการจัดเก็บแบบอัตราตามปริมาณ เช่น บาทต่อลิตร หรือ บาทต่อมวน เพื่อเป็นกำแพงปกป้องอุตสาหกรรมไทย และสุขภาพของคนไทย และ จะปรับจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีก ซึ่งถือว่า เป็นการปรับระบบภาษีครั้งใหญ่ จะเริ่มจากสินค้ายาสูบเป็นสินค้าแรกก่อน”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้