วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ด่ามา ด่ากลับ! เปลือยใจ หัวเรือรุ่น 3 'เต้ กันตนา' ตัวแม่ดราม่าเมืองไทย

ด่ามา ด่ากลับ! เปลือยใจ หัวเรือรุ่น 3 'เต้ กันตนา' ตัวแม่ดราม่าเมืองไทย

  • Share:

เขาบอกผมเจอกันที่บ้าน แต่ผมเรียกมันว่าอาณาจักร!! เป็นการเยือนคฤหาสน์ ที่อยู่ภายใน 'อาณาจักรกันตนา'

 

ผมไปก่อนเวลา เขาให้คนสนิทพาเข้าไปที่บ้านหลังใหญ่สีขาว เป็นบ้านที่คุ้นตา เพราะคฤหาสน์หลังนี้ มันทำหน้าที่เป็นฉากละครมาหลายสิบเรื่อง ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์ เต้ กันตนา ทุกๆ เรื่องราว ตั้งแต่ ชีวิต ความคิด เรื่องสื่อ แม้แต่เรื่องเพศสภาพ รสนิยมของเขา หลายอย่างเขาตอบคำถามได้ดี ตรง แทงใจหลายคน เป็นบทสัมภาษณ์ที่เชื่อว่าไม่เคยได้ยินที่ไหน 

'เราสนับสนุนให้เกิดการแต่งงานเพศที่ 3' 

กับอีกหนึ่ง Interview เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตัวแม่ที่รับประกันความแรง ชนิดครั้งหนึ่งถูกใครด่ามา ก็ด่ากลับ และยอมรับกับผมตรงๆ เป็นที่แรกๆ ว่าเป็นโรคซึมเศร้าและเคยคิดฆ่าตัวตาย ฉบับอันเซนเซอร์


Chapter 1 :  เยอะ แรง และการคิดฆ่าตัวตาย! 

Q : ในชีวิตนี่สัมภาษณ์มากี่ครั้ง

เยอะมากนับตั้งแต่เด็กมาจนถึงบัดนี้ ทั้งหนังสือ ทั้งทีวี ทั้งอะไรก็เยอะน่าจะเป็นร้อย ซึ่งแต่ละที่ก็จะเป็นมาตรฐานในการถามอยู่ มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับเราพยายามตอบให้ได้เป็นตัวเองมากสุด โดยไม่ทำร้ายใคร นอกจากจะทำร้ายตัวเอง 

Q : ลองแนะนำตัวเองในแบบที่เป็นตัวเองในมุมที่คนไม่รู้หน่อย

อย่างที่ได้ยินเป็นคนเยอะ บางทียังไม่เข้าใจตัวเองเลย เพราะค่อนข้างซับซ้อนทางความรู้สึก-อารมณ์ เป็นโอเวอร์เซ็นซิทีฟ เช่นเศร้าก็เศร้ามาก ตั้งแต่เด็กแล้ว เนื่องจากอาจจะเป็นธรรมชาติของความเป็นศิลปิน ซึ่งตอนนี้ดีขึ้น อายุเยอะแล้ว จริงๆ มันคือธรรมชาติของเรา ซึ่งไม่ได้แก้ต่างให้ตัวเอง โดยธรรมชาติเป็นคนเซ็นซิทีฟ และซับซ้อนในทุกๆ เรื่อง 

ยกตัวอย่าง ถ้านั่งดูความบันเทิงจะไม่ได้อินขนาดนั้น แต่จะไปมองจุดอื่น บางคนอาจจะใช้คำว่า Perfectionist ไม่ได้แปลว่าตัวเองสมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบหมด ซึ่งไม่ดีสำหรับตัวเอง เพราะกลายเป็นการกดดันตัวเอง-คนรอบข้างมากเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจกันก็สามารถเข้าใจผิดได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นมา และคงแก้ไม่หายแล้ว เช่น เราแคร์เรื่องรายละเอียดมาก สมมติแค่เรื่องเช็ดโต๊ะมันก็จะสวยแล้ว ซึ่งไม่ทำก็ได้ เพราะไม่เห็นไม่มีใครสนใจ กระทั่งวันหนึ่งเราทำงานจนเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน เขาก็จะรู้ว่าเช็ดโต๊ะสักหน่อยกูก็สบายใจแล้ว แค่นี้เอง ไม่งั้นก็เราจ้องอยู่อย่างนั้น เป็นคนย้ำคิดย้ำทำ ก็หวังว่าสักวันจะมีคนเข้าใจเรา รักเราบ้าง (หัวเราะ)

Q : ที่ลือว่า เต้ กันตนา เป็นคนแรงก็จริง

มาก แรงสุด กรี๊ด อาละวาด ใช้อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง ที่คนเรียกว่าเป็นลูกคุณหนู เพราะเราเกิดมาในยุคที่สบายแล้ว ไม่ได้เกิดในยุคที่เขาบุกเบิก แต่ข้อเสียมี คือเวลาเราสบายไป เราก็ไม่รู้ค่าสิ่งที่มีอยู่ จึงเป็นเหตุให้เอาแต่ใจตัวเอง และหนีไปอยู่เมืองนอกเกเร แล้วก็ไม่ยอมรับอะไรที่เขาทำไว้ อยู่เมืองนอกบอกว่าเรียน แต่เที่ยวทุกวัน ตื่นมาวันๆ เดินไปต่อผม-ทำเล็บ ดูหนังเรื่อยเปื่อย ไร้สาระที่สุด

จนจบไฮสคูลโดนบังคับให้กลับมาแล้วไม่ชอบ โกรธ เหวี่ยง ไม่พอใจ ไม่ใช่ไม่ชอบที่มีจุดสนใจนะ ชอบ แต่การเป็นจุดสนใจมันจะมาพร้อมกับความคาดหวังและความปีติ ดังนั้นต้องเสียสละความเป็นตัวตนเยอะมาก เหมือนสไปเดอร์แมน เราไม่ชอบ รู้สึกว่าทำไมมันต้องขนาดนี้ ตอนเราออกเทปร้องเพลงเพราะชอบร้องเพลง ร้องไม่ขี้เหร่นะ มีคนร้องเพลงแย่กว่าเราตั้งเยอะ แต่ก็มีคนมาพูดว่าที่เราร้องเพลงได้ก็เพราะนามสกุลนี้ ไม่เข้าใจจนจิตตกและทำให้เราซึมเศร้า 

Q : อย่าบอกนะว่า เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า

(นิ่งคิด) มี ในจุดที่เราตกต่ำที่สุดเคยมีความคิดนี้ โรคซึมเศร้าเราไม่ใช่ตามแฟชั่น มันดึงตัวเองออกมายาก ไม่มีใครช่วยเขาได้ ต้องฟังและสนับสนุนอย่างเดียว ขนาดตัวเต้เองตกลงไปในหลุมโยนเชือกลงไปในหลุมแล้วก็ยังไม่ดึงตัวเองขึ้นมาเลย มันต้องใช้ตัวเองเท่านั้นที่อยากจะขึ้นมาแล้วมันจะขึ้นมาเอง แล้ววันหนึ่งถ้ามันขึ้นมาได้มันจะมีภูมิคุ้มกันจะสามารถรับมือกับอารมณ์และความรู้สึกนั้นได้

ซึ่งก็ใช้เวลานานอยู่ โชคดีว่านะเวลานั้นเต้เป็นคนขี้ขลาดก็เลยไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้น เรารู้สึกว่าไม่อยากคุยกับใคร ทำไมไม่มีใครเข้าใจฉัน คือมันอยู่กับตัวเองจนมันตกลงไปเรื่อยๆ โชคดีที่ครอบครัวอบอุ่น ถึงแม้ว่าเราจะขังตัวเองอยู่ในห้องเราก็ยังรู้ว่ามีคุณพ่อที่รักเรา มีคุณย่าที่รักเรา เพราะฉะนั้นเราไม่ได้อยู่คนเดียว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ บอกได้เลยว่าคนที่เป็นโรคนี้จริงๆ ต้องเข้าใจเขา และอยู่ที่ตัวเขาที่จะดึงตัวเองออกมา

Chapter 2 :  ปัจจุบันขณะ อาณาจักรดราม่า

Q : ตอนนี้ทำอะไรบ้าง

ทำรายการ และบริหารงานโทรทัศน์ให้กับฝั่งทีวี หลักๆ ทำคอนเทนต์เพราะว่าเราประกาศ 3-5 ปีที่แล้วว่า คงไม่เป็นสถานี แต่เราเป็นผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์ ทำตั้งแต่คอนเทนต์ทั่วไป คิดคอนเทนต์เอง กระทั่งซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศทำเป็นเวอร์ชั่นไทย ถามว่าสิ่งไหนทำแล้วรู้สึกเป็นตัวเองที่สุด เต้ทำรายการมาทุกประเภท แต่รายการที่ทำแล้วมีความสุขเวลาทำก็คือรายการประเภทแฟชั่นกับไลฟ์สไตล์เนื่องจากว่าเป็นความชอบของตัวเอง

Q : คนชอบคิดว่าคุณชอบทำรายการดราม่าเหมือนละครอย่างเดอะเฟซ คนก็เรียกเดอะเฟก

เอาจริงๆ ละครมันก็ยิ่งกว่านั้นนะ อาจจะมีเรื่องราวคล้ายๆ กัน แต่ในความคิดเต้เอง มีความคิดที่จะนำเสนอในแบบที่เต้อยากจะนำเสนอ เป็นการนำเสนอในรูปแบบของรายการเรียลลิตี้ ไม่ได้นำเสนอในรูปแบบของละคร ซึ่งทั้งหมดตั้งบนพื้นฐานของการมีเกม กฎ กติกา มารยาท ซึ่งจุดมุ่งหมายของเราคือพูดเรื่องเดียวกันว่า ถ้าคุณทำงานคุณก็จะได้ผลที่ดี เป็นคนดีทำงานดี คุณก็จะเป็นผู้ชนะ ซึ่งมันมีคติในการสอนตัวมันเอง แต่คนจะโฟกัสตรงจุดไหนอันนั้นไม่รู้

Q : ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าอยากจะมีอาณาจักรเป็นของตัวเองแบบนี้ไหม

ไม่ฝัน แต่เด็กๆ ฝันว่าอยากเป็นนักร้องนักแสดงที่มีชื่อเสียง ฝันอยากมีเพลงสักหนึ่งเพลง ที่เราร้องแล้วคนร้องตามได้ทั่วประเทศ ตอนนั้นอยากเป็นศิลปิน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากเป็นนักธุรกิจเท่าไหร่ และไม่ชอบด้านมืดของธุรกิจ หมายถึงไม่ชอบเรื่องเงิน การมีผลประโยชน์ ชอบของสวยๆ งามๆ แต่ตอนนี้แม้จะยังเป็นอยู่ แต่เข้าใจแล้วว่ามันต้องคู่กัน อาร์ตอย่างเดียวไม่ได้ ก่อนนี้ไม่เอาเลย แต่ตอนนี้ก็นึกว่านี่แหละชีวิต เราจะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีตังค์ทำงาน พอเข้าใจเราก็คิดว่า เอาตังค์มาทำสิ่งที่ชอบ เจอกันตรงกลางก็แฮปปี้ ซึ่งเพิ่งจะเรียนรู้และเข้าใจตอนกลับมาอยู่เมืองไทยคราวนี้เอง 8-9 ปีนี้เอง

Q : เขาบอกว่าทุกๆ อย่างมันจะพังพินาศในยุคทายาทรุ่นที่ 3!

ตอนแรกก็นึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะว่าเราไปเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ดูโมเดลของครอบครัวนักธุรกิจ ทุกคนก็จะบอกว่า รุ่นนี้รับรองเลย เสร็จแน่นอน 99% เอาจริงๆ รู้สึกว่าคงเป็นอีกอย่าง เพราะฉันไม่อยากทำอะไรเลย แต่ว่าวันหนึ่งพอมันทำแล้วก็รู้สึกว่า เออ อย่าเพิ่งให้มันจบที่เราเลย ลองก่อนดีกว่าว่าทำยังไง ก็เลยไปดูแล้วก็เรียนรู้

แล้วมันมีกรณีศึกษาก่อนหน้านี้ก็เลยเป็นเหตุให้ชวนทุกคนมานั่งคุยกันหมด จนวันนี้ถึงขั้นตอนของครอบครัวเรา ที่เป็นครอบครัวเจ้าของธุรกิจที่มีเราเป็นทายาทรุ่นที่ 3 และมีรุ่นที่ 4 เกิดขึ้นมาแล้วก็ถึงขั้นตอนที่เราเขียนธรรมนูญครอบครัวขึ้นมา เป็นกฎ กติกา มารยาท ในการอยู่ร่วมกันของครอบครัวกัลย์จาฤก ซึ่งเป็นความเห็นของทุกคน ชอบไม่ชอบ บอก อยู่ที่รุ่นต่อๆ ไปว่าเขาจะปฏิบัติตามหรือเปล่า สมมติว่าต่อไปเราโตขึ้นมีบุตร จะให้ส่งเข้าเรียนหนังสือจบถึงชั้นใด โรงเรียนใด เท่าไหร่ ถ้าอยากเรียนต่อใครสนับสนุน ถ้าสมมติกองกลางส่งให้เรียนสูงสุดจนถึงปริญญาตรีภายในประเทศ แต่ถ้าอยากจะไปต่อโทที่ต่างประเทศ คุณจะต้องหามาเท่านี้เท่านั้น หรือถ้ามีสมาชิกเพิ่มมาใหม่ในครอบครัว คุณจะให้เขามีส่วนร่วมในธุรกิจในครอบครัวมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

หรือถ้าเขาไม่มีความสามารถในด้านนี้ เราให้เขาอยู่เฉยๆ ดีกว่า เห็นด้วยไหม แต่ถ้าเขาอยู่เฉยๆ ก็แปลว่าเราต้องเลี้ยงดู ถ้าเห็นด้วยก็ต้องเลี้ยงดู แต่ถ้าไม่ก็ต้องให้ทำงานและให้เงินเดือน มันจะมีทางออก 1 2 3 4 5 เสมอ แต่ต้องตกลงร่วมกันครอบครัว เราจะทำเช่นนี้สืบไป จริงๆ เรื่องแบบนี้ตามมหา'ลัยก็มีหลักสูตรนี้ให้เรียนกันเลย 

Q : กันตนาในยุคของเต้ มีโมเดลเป็นอย่างไร

ไม่มีหรอก เราคิดว่าสาเหตุที่เราสามารถที่จะประคองธุรกิจครอบครัว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ปรับตัวได้เร็วที่สุด แต่ก็สามารถประคองให้ตนเองสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และอารมณ์ความรูสึก สังคมนั้นๆ ในยุคต่างๆ ได้มาโดยตลอด โดยอยู่กลางๆ ไม่มากไม่น้อยก็ผ่านมาได้ แต่ก็อยู่อย่างระมัดระวัง ว่าเราอยู่ในอาชีพอะไรเรากำลังทำอะไรอยู่ สุดท้ายแล้วเรามอบอะไรให้ใคร แล้วสร้างอะไรต่อบ้าง ยกตัวอย่างรุ่นคุณปู่คุณย่าสร้างรายการที่สร้างสรรค์สังคมเหมือนบาปบริสุทธิ์ ที่มีการแสดงให้เห็นบาปบุญคุณโทษ ถ้าเป็นละครที่คุณปู่คุณย่าเขียนก็ สุสานคนเป็นที่ทำมา 5 รอบก็มีคนดู

ล่าสุดเพลิงพระนางอาจจะไม่ได้เขียนทั้งหมด แต่ก็เป็นเวอร์ชั่นแรก ถึงล่าสุดก็ยังคงให้ความหมายเดิมคือการทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เรื่องเดิมหมด หรือแม้แต่เดอะเฟซก็เหมือนกัน ทำงานไม่ดีแล้วอ้างว่าไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์มา ก็คือเรื่องเดียวกันหมดเลย เพียงแต่กระดาษห่อมันไม่เหมือนกัน นั่นคือยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

Q : ในอดีตเคยคิดว่าโซเชียลจะบูมถึงขนาดนี้ไหม? ตกใจไหม?

คือเราอยู่ในอาชีพที่ไม่ตกใจกับอะไรแล้ว (หัวเราะ) มันเป็นธรรมชาติของคนที่อยู่วงการนี้อยู่แล้ว แต่ถ้ากลับไปที่คำถามเราก็ต้องปรับตัวให้ได้ อยู่ให้ได้อยู่ให้เป็น อ่อนตัวและยอมที่จะเข้าใจว่าเสียเปรียบบ้างเพื่ออยู่ร่วมกันได้แต่ต้องรู้ทัน คุณพ่อจะสอนเสมอว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องได้เปรียบตลอดเวลา ยอมเสียเปรียบ แต่ต้องรู้ทันเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ถ้าเราจ้องแต่จะเอาอย่างเดียวมันก็จะต้องทะเลาะกัน

มันไม่ใช่เรื่องแพ้เรื่องชนะ แต่เป็นเรื่องการประนีประนอม เพราะถ้าแพ้ชนะ ถ้าชนะแล้วมันก็อยากจะชนะอีก นั่นคือสิ่งที่เป็นมาเสมอ แล้วก็อย่างที่บอกไปว่าเป็นคนชอบเป็นจุดสนใจ จะด่าจะว่าก็ได้ไม่ว่ากัน ด่าแรงก็ได้ แต่ว่าถ้าไม่โดนพูดถึงเลยมันจะน่าเบื่อนะ ไม่อยากเป็นคนที่ถูกลืม ไม่อยากเป็นคนที่ไม่น่าสนใจ การที่เป็นคนน่าเบื่อมันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา

แต่ว่าบางคนก็ตีความหมายคำว่าน่าสนใจว่าแปลก ก็เรื่องของฉันจะแปลกก็แล้วยังไง แค่นั้นเอง เคยจิตตกพอมีคนมาว่าแล้วก็เก็บคำนั้นๆ ไปใส่ใจเยอะ แล้วไม่มีภูมิคุ้มกันมันก็เลยดิ่งลง 'แต่วันนี้ ด่ามาเหอะ ด่ามาปุ๊บก็ต้องฟังแล้วเก็บแต่เนื้อความแล้วตัดอารมณ์ออกไป' เหมือนภาพศิลปะที่มันมีเนื้อความเราก็ต้องฟังแล้วคัดกรองเอาเฉพาะเหตุผล

วันหนึ่งเคยทำ Gossip Girl โดนกระหน่ำหนักมาก ขึ้นทวิตเตอร์ทุกๆ วินาทีก็มีมาแล้ว ก่อนจะเริ่มทำเดอะเฟซก็โดนมาแล้ว ถามว่ากันตนาทำเป็นเหรอ รายการแบบนี้ ทั้งๆ ที่เราเคยทำ Big Brother มาก่อน แต่นั่นก็รุ่นพ่อแล้ว แต่เขาก็จะคอมเมนต์ต่างๆ นานา จนกระทั่งออกอากาศไป 3-5 ตอนแล้ว คนก็ค่อยๆ ถามถึงว่า ไหนดูซิ ว่าเป็นอย่างไร ก็เลยเข้าใจ แล้วก็พูดถึงเถอะ ดีกว่าแต่ขอเหตุผลนะ ไม่ใช่ว่านึกจะพูดก็ด่าอย่างเดียวเลย ซึ่งมันมีคนประเภทนี้นะ เพราะวุฒิภาวะและอะไรหลายอย่างไม่เท่ากัน แต่เข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเราต้องมองและแยกแยะให้ออกว่าคนนี้เขากำลังบอกด้วยเหตุผลเพราะอยากให้เราดีขึ้น หรือคนนี้ที่เขากำลังด่าเพราะสนุก ก็ต้องฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่งั้นตายเลย แย่เลย ไม่มีใครทำให้ใครถูกใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

Q : เป็นสมัยก่อนหน้านี้ ด่ามา ด่ากลับ

ด่ากลับเพราะใจร้อน ส่วนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แล้วทำไมเราถึงจะไม่มีสิทธิ์ที่จะอธิบายบ้าง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าไม่ต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้ (หัวเราะ) เพราะสมัยแรกเราก็ตั้งใจจะทำแบบนั้น แล้วก็เคยนึกว่า 'ไม่ดูก็อย่าดู' แต่เอาจริงๆ เราก็เสียใจแหละ ไม่รู้สึกผิด แต่รู้สึกเสียใจว่า จริงๆ เราไม่น่าทำ แต่ถ้าให้ย้อนกลับไปแก้ก็ไม่แก้นะ เพราะไม่งั้นก็จะไม่รู้สึกว่าไม่ควรทำ เป็นบทเรียนซึ่งวันข้างหน้าก็จะมีบทใหม่มา แต่ที่ซ้ำๆ ก็อย่าทำอีก แต่บางทีควบคุมตัวเองก็ไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

Q : คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ โดนกระแสถูกด่าแรงๆ ตลอด

เอาจริงๆ ก็ไม่ค่อยฟัง แค่รู้แล้วก็ไป ถ้าเมื่อก่อนรับรู้แล้วก็เก็บหมดแล้วก็ไม่ปล่อยวาง ตอนนี้รับรู้พออีกสักแป๊บก็ปล่อยวาง ถ้าเหนื่อยมาก พ่อบอกว่านอนก่อนลูก ตื่นมาเดี๋ยวค่อยว่ากัน ตอนนี้ใช้วิธีนี้อยู่ก็คือ 'เดี๋ยวนะขอนอนก่อน...เดี๋ยวมาใหม่' คือถ้าโกรธก็โกรธเลย ไม่มีกลับมาโกรธใหม่ ถ้ากรี๊ดก็กรี๊ดเลย ถ้าคุยกันแล้วอย่างนึงแล้วได้อย่างนึง ก็จะพูดเลยแล้วไป แต่ที่ไม่พูดอันนั้นน่ากลัวกว่า

Chapter 3 : สถานภาพ ภูมิใจในความเป็นเกย์

Q : คุยเรื่องส่วนตัวหน่อย สถานะตอนนี้ โสด - ไม่โสด?

ถือว่าโสดอยู่ สาบานว่าโสด แต่หัวใจไม่ว่าง ตอนนี้ดูๆ กันอยู่ แก่ขนาดนี้แล้วมันต้องมีนั่นแหละ แต่ถามว่าเป็นเรื่องเป็นราวไหม ก็ยังไม่ได้ขนาดนั้น ก็ขอเวลาอีกสักครู่นึง แต่ไม่ได้เปิดตัวนะ แต่ก็ไม่ได้ปิดอะไร ถ้าเจอคนที่ใช่เราอาจจะแต่งก็ได้ เราอาจจะแต่งงานกับเพื่อนรักก็ได้ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นสุภาพสตรีก็ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพศใด ถ้ารักกันจริงก็แต่งงานกันได้

Q : คุณเต้ มีแฟนเป็น หญิง หรือ ชาย?

คือถ้าจะมีก็คงต้องเป็นผู้ชายแหละ เพราะเราก็เป็นเกย์นี่แหละชัดเจน ชัดเจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร มันตอบยากว่าเป็นผู้ชายแท้ (หัวเราะ) เรารู้ตัวตั้งแต่เด็ก มันไม่ได้เป็นเรื่องที่รู้หรือไม่รู้ มันแค่มีความรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ เราแค่รู้สึกว่าเราเป็นมนุษย์ แล้วก็รู้สึกว่าเราก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ามีใครขัดขวางใดๆ ทั้งสิ้น

อย่างที่พูดไปก็คือโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวศิลปินที่เขามีอิสระทางความคิด และเขาก็น่าจะเห็นและเข้าใจธรรมชาติของคนที่อยู่ร่วมโลกในสังคมเดียวกันมาตลอด ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอะไร

Q : ถามตรงๆ รู้สึกว่าแปลกแยกไหม

แปลก แล้วก็ต้องฝ่าฟันค่อนข้างเยอะ อย่าลืมว่าเราไปโตที่ต่างประเทศ แล้วโรงเรียนที่เราเรียนเป็นโรงเรียนประจำรวมทั้งชายทั้งหญิง แต่บังเอิญโรงเรียนที่ไปเรียนอยู่ค่อนข้างอนุรักษนิยม ก็จะโดนคำถามมากมาย โดนรุมโดนแกล้ง อยู่โรงเรียนก็จะมีห้องที่นอนพักติดอยู่กับอาจารย์เสมอ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงให้นอนห้องที่ติดอยู่กับที่พักอาจารย์ เพิ่งมาเข้าใจตอนโตว่า เขากลัวคนมาทำร้ายเรา เพราะว่าเวลาเด็กผู้ชายอยู่รวมๆ กัน แล้วเรามีความไม่เหมือนเขา นอกจากเป็นเอเชียแล้วยังมีบุคลิกลักษณะที่ไม่เหมือนใคร มีความซ้ำซ้อนซึ่งก็อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีกับเราได้ ทั้งๆ ที่อยู่ในสังคมที่ดีแล้วทางที่ดี ก็จะโดนแบบว่า อย่าไปเดินที่มืดกลางค่ำกลางคืน อย่าใส่เสื้อที่มีชื่อโรงเรียนไปเดินนะเพราะจะโดนนั่นโดนนี่ อยู่ในชั้นเรียนก็จะโดนแกล้งค่อนข้างเยอะ

แต่ก็ขอบคุณเขาวันนั้นที่ทำให้วันนี้เราพัฒนาตัวเองค่อนข้างเยอะ เพราะไฮสคูลเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุด และต้องเป็นช่วงที่ต้องฝ่าฟันเยอะที่สุด เราไม่ใช่ฝรั่งก็ต้องมานั่งอ่านหนังสือให้ทันเขา แล้วต้องมานั่งระวังตัว ขณะเดียวกันก็ต้องมานั่งพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนแข็งแรงให้ได้ เราเป็นคนมีความสามารถ เช่น เราพูดไม่ได้เท่าเขา ไม่มีใครมานั่งกินข้าวด้วย แต่เราจะขึ้นเวทีร้องเพลงให้ดู กระทั่งวันนึงเราก็ใช้ปมด้อยให้เป็นจุดเด่นแล้วก็เป็นกัปตันทีมเต้นของโรงเรียน แล้วก็ไปเป็นตัวแทนร้องเพลงของโรงเรียนที่มันก็ทำให้เราแข็งแรงขึ้น

ขณะเดียวกันก็ทำให้เราค่อนข้างคิดลบกับคนเหมือนกัน แล้วก็ค่อนข้างมีความกลัวอยู่เยอะ เพราะเราจะคอยระวังตัวว่าเราไม่เหมือนคนอื่น แล้วเขาจะคิดแบบเดียวกับเราหรือเปล่า เขาจะคิดยังไงกับเรา อยู่ตรงนี้มันก็ค่อนข้างอันตรายเหมือนกัน เหยียดเพศ เหยียดผิว มันมีอยู่ ยิ่งต่างประเทศเขาไม่ได้น่ารักกับเราขนาดนั้น หลายอย่างมารวมอยู่ที่คนนี้มันทำให้แข็งแรงจริง แต่ก็ทำให้บอบบางพอสมควร

Q : ตอนนี้สังคมแม้จะเปิดกว้าง แต่ก็ยังไม่กว้างพอสำหรับกลุ่มเพศทางเลือกในเมืองไทย คุณมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

มันก็ไม่ยุติธรรมหรอก ขนาดตัวเองยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าเราจะเป็นอะไร ทำไมมันต้องขนาดนั้น อันนั้นเรามองว่ามันคือความแย่ด้วยซ้ำไปของสังคมด้วยกันเอง กระทั่งกลุ่มเพศทางเลือกด้วยกันยังบอกเลยว่า ฉันดีกว่าเธอ เธอดีไม่เท่าฉัน นู่นนี่นั่น คือคุณไปแยกประเภทกันเอาเอง แต่คุณต้องการให้คนอื่นเขามองคุณแล้วบอกว่าคุณเท่าเขา อันนี้ก็คือความคิดเต้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ก็เลยมีความรู้สึกว่า แล้วยังไง แล้วเขาทำร้ายใครไหม ถ้าดูแล้วไม่สบายใจก็ไม่ต้องดู ก็แค่นั้นเอง 

นั่นคือเจตคติ ก็ไม่ต้องหันมามองฉันก็ได้ แต่ถ้าหันมามองฉันแล้วเธอคุยกับฉัน แล้วเธอดูไปด่าไปก็ยังดีกว่าที่ไม่มองเลย หรือเกลียดไปเลย แล้วถ้าเกลียดไปเลยนั่นคือคุณเหยียดแล้ว อันนี้เราก็ไม่อยากคบอยู่ดี คือพอโตมากับมันแล้วอยู่กับมันได้แล้วก็เข้าใจก็โอเค นั่นคือกลับไปว่าจุดนึงทำไมถึงไม่เข้าใจและมีภูมิคุ้มกันต่ำ

Q : วงการสื่อมักเอาเพศทางเลือกไปล้อเลียน คิดว่ามีวิธีแก้ไหม

ไม่ชอบ ไม่ชอบจริงๆ ถ้าจะให้แก้ก็คงยาก มันอยู่ในรากของทุกๆ วัฒนธรรม เราว่านะ มันเป็นการทำให้ดูสนุก ทำให้ตลก แต่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ มันทุกเรื่องแหละ คนตัวหนา ตัวผอมไปก็โดน ใครที่แตกต่างจากบรรทัดฐานก็กลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด เคยเศร้า แต่ก็ไม่รู้จะเศร้าไปทำไม แต่ก็โชคดีที่มีครอบครัว แล้วก็มีที่ปล่อยของแต่เป็นทางที่ถูกที่ควร แต่ก็มีบ้างนะเป็นบ้างที่ตัวเองเกเร แต่สุดท้ายแล้วก็เข้าใจ หาตัวเองพอได้ แล้วอยู่กับมันว่าเออเป็นอย่างนี้ นั่งคุยกับตัวเองว่ามันแก้ได้มั้ย ซึ่งมันก็แก้ไม่ได้แหละ แต่ว่าพัฒนาได้

Q : ในฐานะที่เราเป็นไอดอลของเพศทางเลือก อยากจะบอกอะไรถึงเขาบ้าง

ทำตัวเองให้ดีก่อน ดีในแบบของตัวเองในเวอร์ชั่นตัวเองนะ อย่าดูถูกตัวเองว่าคนอื่นดีกว่าหรือคนอื่นไม่ดีกว่า เพราะดีของแต่ละคนไม่เท่ากัน 'เรามีสิทธิ์ที่จะตัดสินคนอื่นได้ แต่อย่าลืมว่าคนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินเราได้เหมือนกัน' เข้าใจนะถ้าวันนึงเขาเห็นว่าเธอดี พรุ่งนี้เขาก็จะเห็นอีกอย่างหนึ่ง สักวันมันก็จะมีคนดีกว่า ฉะนั้นต้องเข้าใจแล้วก็อดทน อดทนเด็กรุ่นพี่เต้ก็จะมีความอดทนน้อยมากเลย

รุ่นใหม่ยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะทุกอย่างมันเร็วหมดเลย ได้เร็ว เสียเร็ว เอาใหม่แล้วได้เลย มันจึงกลายเป็นว่ากลายเป็นธรรมชาติอันดับสองของเด็กรุ่นนี้ว่าอดทนน้อย แล้วพออดทนน้อยมันไปแสดงออกในโซเชียลมีเดีย มันไปแสดงออกในหลายๆ ทางที่ไม่จำเป็น แล้วไม่ทันระวังตัว วันนึงพอย้อนกลับมาแล้วมันเสียหายมาก ก็นึกได้ว่ามันไม่ควรทำ ต้องอดทนๆ

Q : สื่อมวลชนที่ดีในนิยามของ เต้ กันตนา

คือมันต้องมีศีลธรรม ไม่ได้บอกตัวเองเป็นคนวิเศษที่มีศีลธรรม ไม่ใช่ แต่อย่างน้อยแยกแยะว่าโอเค ฉันเป็นคนไม่ดีแต่ไม่ได้เป็นคนชั่ว หรือเป็นคนชั่วแต่ไม่ได้เป็นฆาตกร มันมีเส้นนั้น ซึ่งเราเป็นสื่อมวลชนที่กำลังจะบอกว่า ถ้าคุณทำไม่ดี นี่คือสิ่งที่จะเกิด และถ้าทำดีนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งต้องให้เขาไปคิดเอาเอง เหมือนรายการเดอะเฟซที่ทำออกมา ถ้าเด็กคนไหนทำดีแล้ว ยังถูกดวงพาให้เข้าห้องดำ แปลว่าดวงคุณมาได้แค่นี้ แต่คุณทำดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าคุณทำไม่ดีเลย ไม่มีความพยายาม แถมไปกลั่นแกล้งคนอื่น แต่ไปต่อได้ไกล ก็แปลว่าคุณก็คงจะอยู่ได้ไม่นาน อันนี้คือสิ่งที่ต้องไปคิดเอาเอง

แต่เรามีหน้าที่จะต้องเสนอ 13 ตอนให้เห็นแบบนี้กับแบบนี้ ถ้าคุณทำดีเกินไป คุณก็อาจจะไม่โดดเด่น อันนี้ต้องคิดเอาเองว่าคุณควรจะเป็นแบบไหนในเวลาไหน หรือถ้าคุณคิดว่าคุณทำดีที่สุดแล้ว แต่อย่างอื่นมันไม่ดี ก็ต้องคิด ซึ่งมันคือวิธีนำเสนอในแบบคุณเต้ สำหรับคุณเต้มันคือนำเสนอ แต่ไม่ชี้นำจนมากเกินไป แต่ควรจะชี้นำไปในทางที่ถูก แต่ไม่ใช่การบอกว่า อันนี้ถูก อันนี้ผิดแน่ๆ เพราะบางทีก็ต้องทำผิดบ้างเพราะเราเป็นมนุษย์

Chapter 4 : อนาคต และข้อความถึงคนไม่ชอบ

Q : อนาคตอีก 5 ปี จะเห็นคุณเต้เป็นแบบไหน

ไม่รู้ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่าช่วงนี้โดยเฉพาะปีนี้ยังไม่แข็งแรงในความหมายของคำว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำอยู่ ถ้าเปรียบเป็นมนุษย์คนหนึ่งเขาเหมือนกับอยู่มัธยมเอง กำลังจะจบ ฉะนั้นเข้าปี 1 ปี 2 เพิ่งจบ ม.6 เขาจึงยังเป็นคนที่ไม่สมบูรณ์นักสำหรับเรา ก็เหมือนเดอะเฟซ คนอาจจะให้กำลังใจเยอะ แต่เดอะเฟซยังเป็นวัยรุ่นพอสมควร ถ้าเลี้ยวผิดก็อาจจะไม่ดี แต่ถ้าเลี้ยวผิดก็อาจจะไปได้ต่อแต่ไม่แข็งแรง

ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุดที่เต้พยายามจะประคองให้เขาแข็งแรงที่สุดเท่าที่เขาจะเป็นได้ด้วยธรรมชาติของเขาเอง เราเป็นพ่อแม่เรามีหน้าที่ระวังซ้ายระวังขวา แต่เขาก็ต้องเดินของเขาเอง วันนี้ต้องการจะเห็นคนคนนี้ที่กำลังจะจบเลี้ยวให้ถูก ตั้งไข่ให้ถูก เรียนมหาวิทยาลัยให้จบ พอจบเสร็จมีครอบครัวมีลูก ซึ่งหวังว่าคงจะเร็วๆ นี้ เพราะว่าก็เหนื่อยเหมือนกัน (หัวเราะ) แล้วก็คงจะเกษียณตัวเองไป เพราะว่าไม่คิดว่าทำได้อีกนาน คิดว่าเรามีอายุของเรา ซึ่งคิดว่าคงจะอีก 3-5 ปี แล้วก็คงจะนิ่งขึ้น แต่ตอนนี้ใช้อะไรรีบใช้ก่อน เพราะรู้ตัวดีว่ายังอยากทำอยู่ แล้วก็สนุกที่จะทำ ทำแบบไม่แข่งกับใคร อยากทำให้ดี

มันยังมีความอดทนและยังมีแรงอยู่ อย่างเช่นเดอะเฟซ 2 ปีนะ กว่าจะได้ทำ แดรคเรซ 3 ปีนะ ก็ต้องมีความอดทนเหมือนกันกว่าจะได้ทำ พอได้ทำแล้วก็ต้องประคองเขาในแบบที่เขาเป็น ซึ่งตอนนี้ก็มีโปรเจกต์ที่ค่อนข้างประคองพร้อมๆ กันอยู่หลายโปรเจกต์ ด้วยจังหวะอะไรก็แล้ว แล้วทุกๆ คนก็เป็นเหมือนกัน ไม่ได้ทำอยู่คนเดียวนะ แต่ก็อยากจะรับผิดชอบให้ดีที่สุดทุกงาน เดือนนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะเปลี่ยน

Q : อยู่ในวงการมานาน มีคำถามไหนที่ฟังแล้วหงุดหงิด ไม่อยากตอบ

ไม่มี ถามได้หมด อยู่ที่ตอนนั้นเราอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี (หัวเราะ) ไม่หรอก มันแล้วแต่วัน เป็นคนนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งว่ากำลังดีๆ แล้วถ้ามีอะไรมาสะกิดนึดนึงก็สามารถขึ้นได้ แล้วก็จะกู้อารมณ์กลับมาก็จะยากหน่อย มันแล้วแต่ว่าวันนั้นเจออะไรบ้าง เพราะว่าไม่เคยที่คิดสิ่งเดียว ก็จะคิดหลายอย่างในเวลาเดียวกัน อย่างที่พูดคือเป็นคนเซ็นซิทีฟ แล้วก็จะคิดนู่นนี่ตลอด

Q : อยากจะบอกอะไรกับคนที่ไม่ชอบเราบ้าง

เจอคำถามนี้บ่อย ก็จะตอบว่า ก็ไม่เป็นไร ถ้ามีความสุขที่จะเห็นสิ่งที่เราสร้างสรรค์ออกไป ก็ด่าบ้างก็ได้ ด่าถึงตัวเราด้วยก็ได้ ติชมได้ ด้วยเหตุผลด้วยอะไรก็แล้วแต่ เราไม่ว่ากัน เพราะว่าตัวเราเองบางทีเรายังตัดสินเธอเลย เรายังตัดสินทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักเธอเลยด้วยซ้ำไป แล้วใครมันจะมานั่งรู้จักกันทุกคน แล้วใครจะมานั่งรู้จักเราทุกคน เพราะฉะนั้นไม่ขอความเห็นใจ ไม่แก้ตัว แค่อย่าทำร้ายกันก็พอแล้ว เราไม่ได้มีเจตนาอะไร เพราะจริงๆ แล้วเราอยู่ในครอบครัวที่ทำความบันเทิงให้ เราอยากจะเห็นโลกนี้มีความสวยงาม แต่มันเป็นไปไม่ได้ ธรรมชาติก็เหมือนกัน ห้ามให้คนเกลียดเราคงยาก แต่ก็อย่าทำร้ายกันก็จะดี

Chapter 5 : สนับสนุนให้เกิดการแต่งงานเพศที่ 3

Q : อนาคตคุณเต้จะแต่งงานมีลูกไหม

อยากมี ซึ่งมีวิธีหลายวิธีที่จะมีลูกได้ เป็นพ่อด้วยเป็นแม่ด้วย เขาก็ทำกันแล้วบนโลกนี้ เราอยากมีสิทธิ์เท่าเทียม อยากแต่งงานได้ อยากให้ประเทศนี้มีสิทธิ์อย่างนั้นด้วยซ้ำไป เพราะเราคิดว่าเราก็คือบุคคลคนหนึ่งที่มี รัก โลภ โกรธ หลง อยากจะมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนทุกๆ คนเลย ถ้าวันหนึ่งมันเป็นอย่างนั้นได้ในประเทศของเราเอง

นอกจากจะมีความสุขมากขึ้น เศรษฐกิจอาจจะดีขึ้นด้วยก็ได้ ถ้าเกิดเราไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปแต่งงานที่ประเทศอื่น แต่จะมีคนอื่นที่จะมามีความสุขและแต่งงานในประเทศเรา คิดดูว่าเศรษฐกิจเราก็อาจจะสวยงามขึ้นก็ได้ เพราะงั้นจะตอบคำถามเลยว่า อยากมีลูก อยากแต่งงานเหมือนทุกคน แต่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ถามว่าคิดว่าจะได้เห็นกฎหมายแบบนั้นไหม อยากเห็นจังเลย แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็น

แต่ก็ขอบอกเลยว่าเป็นคนที่สนับสนุนเรื่องเพศทางเลือกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะตัวเองก็โดนมาตลอด ก็เลยเข้าใจดีทุกอย่าง ขอให้อดทนสักวันจะมีวันของเรา.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้