วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปฏิรูปสอบสวนรอต่อไป

ปฏิรูปสอบสวนรอต่อไป

  • Share:


คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว นายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการและโฆษกคณะกรรมการ ชี้แจงว่าจัดทำข้อเสนอและแนวทางการปฏิรูปเรียบร้อยแล้ว และนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการต่อไป เชื่อว่าถ้าทำตามข้อเสนอของคณะกรรมการมันจะดีอย่างเรื่องการป้องกันการซื้อขายตำแหน่ง และเชื่อว่าจะมีการปฏิบัติ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจมีมาแล้วหลายคณะ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติตามข้อเสนออย่างจริงจัง แต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับไว้ว่า ให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และภารกิจของตำรวจ กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของตำรวจ ให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม มีหลักประกันว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้โดยอิสระ

จะเห็นได้ว่าภารกิจที่คณะกรรมการได้รับมอบหมายมีหลายด้าน เริ่มต้นด้วยการกำหนดภารกิจของตำรวจให้ชัดเจน ให้โอนงานที่ไม่ใช่ภารกิจโดยตรงให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ เช่น ตำรวจป่าไม้ ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจร เป็นต้น แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สำเร็จ สตช.ต้องรับภาระต่อไปเกือบทุกอย่าง โอนได้แค่บางภารกิจ

ส่วนระบบการแต่งตั้งโยกย้ายคณะกรรมการเสนอให้คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ดูแลแค่ด้านนโยบาย ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ.ตร. เพราะต้องการให้ปลอดการเมือง และให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ.ตร. และให้แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภายในแต่ละกองบัญชาการ ห้ามย้ายข้ามห้วย

ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะสามารถทำให้วงการตำรวจปลอดการเมืองได้ เพราะการเมืองเข้าแทรกแซงและครอบงำ ในทุกยุคทุกสมัย ทั้งในยุครัฐบาลทหารและรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะตำรวจมีสถานะเทียบเท่ากองทัพ มีนายพลเกือบ 500 คน อาจจะมากกว่าบางกองทัพเสียอีกทั้งยังติดอาวุธ และมีอำนาจจับคนเข้าคุก นักการเมืองจึงอยากควบคุมและใช้เป็นฐานการเมือง

แต่ข้อเสนอที่ดูเหมือนว่าจะสำเร็จมากที่สุด คือการเพิ่มเงินเดือนตำรวจระดับประทวนเป็นเดือนละ 15,630 ถึง 16,330 บาท ระดับรองสารวัตร 33,790 ถึง 36,790 บาท ฟู่ฟ่ากันถ้วนหน้า แต่ที่ล้มเหลวได้แก่งานสอบสวน ที่หลายฝ่ายเสนอให้แยกจากตำรวจ แต่คณะกรรมการซึ่งเป็นตำรวจถึง 15 คน ฟันธงว่าแยกไม่ได้ เพราะเป็นงานของตำรวจ

ผู้เสนออ้างเหตุผลว่า การแยกงานสอบสวนจากตำรวจ เพื่อสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุล ระหว่างตำรวจผู้ใช้กำลังอาวุธจับกุมประชาชน กับพนักงานสอบสวน ไม่ให้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนเดียวกัน หรือองค์กรเดียวกัน ระบบการบังคับบัญชาของตำรวจไทยมีชั้นยศแบบทหาร ไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานสอบสวน ส่วนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งต้องการอิสระ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้