วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดเบื้องลึก ทรู-เอไอเอส หวัง ม.44 ผ่อนค่าคลื่น 900

การต่อรองระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารกับภาครัฐหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อจบบทหนึ่งก็จะมีบทใหม่เสมอ และที่สำคัญสิ่งที่ต่อรองอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการแท้จริง เพราะนี่คือผลประโยชน์นับแสนล้าน

บทล่าสุดของการต่อรองเป็นเรื่องราวที่เอกชนยักษ์ใหญ่สื่อสาร 2 บริษัท คือ บริษัทในเครือ ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ที่ยื่นขอผ่อนจ่ายเงินค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ตั้งแต่ปลายปี 2560 ในงวดสุดท้าย มูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท และรัฐบาลได้ส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 
หรือ กสทช. พิจารณาพ่วงกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่ส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุน ที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการตัดสินเรื่องนี้

เรื่องนี้ถูกคัดค้านทั้งจากนักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เห็นว่าไม่ควรทำตามข้อเสนอเอกชน เพราะส่วนหนึ่งทั้งสองบริษัทมีรายได้และกำไรดี และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้ออกแถลงการณ์ว่าไม่เห็นด้วย จนล่าสุดนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ออกมาแถลงว่าไม่ใช่เรื่องที่ กสทช.เสนอให้ คสช.พิจารณา แต่เป็นเรื่องที่ทั้งสอง 2 บริษัทเสนอต่อรัฐบาลเอง 

แน่นอนว่าผู้บริหารของกลุ่มทรูได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่าบริษัทพร้อมเคารพในการตัดสินใจของ คสช. แต่หากไม่ได้รับความช่วยเหลือก็จะกระทบต่อแผนการลงทุน และแผนการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ในอนาคต 

นี่คือความพยายามในการจัดสรรเงินทุน และคลื่นความถี่ ที่ต้องหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ เพราะทรัพยากรสำคัญในการให้บริการ ทั้งโทร เล่นเน็ต เล่นโซเชียล คือคลื่นความถี่ที่ใครยิ่งมีมากก็ยิ่งได้เปรียบ ที่ขณะนี้เอไอเอสและทรูมีคลื่นมากพอกัน จากเดิมที่กลุ่มบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)​ หรือ ดีแทค มีคลื่นมากที่สุด เพราะเมื่อครั้ง กสทช.เปิดประมูลคลื่นใหม่ การแข่งขันรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นกับการแข่งประมูลอย่างดุเดือด 2 ครั้งก่อนหน้านี้ของคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ยังเป็นที่จดจำ

คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ประมูลเมื่อ พ.ย.2558 กลุ่มทรู เอไอเอส ดีแทค และ บริษัทแจส โมบาย จำกัด ใช้เวลาแข่งประมูล 34 ชั่วโมง มีการไล่ดันราคากันระหว่าง ทรู เอไอเอส และ แจส โมบาย จนปรากฏว่า ทรูและเอไอเอสชนะประมูล ด้วยราคา 39,792 ล้านบาท และ 40,986 ล้านบาท รวม 80,778 ล้านบาท

ครั้งที่สอง คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เปิดประมูลในเดือนถัดมา แข่งขันกัน เสนอราคายาวนาน 87 ชั่วโมง และไล่ตัวเลขจนสูงลิ่ว จบประมูลกันที่กลุ่มทรูชนะไปที่ 76,298 ล้านบาท และแจส โมบาย ชนะไปด้วยราคา 75,654 ล้านบาท

สำหรับทรูแล้ว บริหารฐานะการเงินได้ ส่วนแจส โมบาย ไม่สามารถนำเงินก้อนแรกประมาณ 8,000 ล้านบาทมาจ่ายให้ กสทช.ได้ ดังนั้นคลื่นในส่วนที่แจส โมบาย ทิ้งไปนั้น ต้องหารายอื่นมารับแทน และคำตอบสุดท้ายจึงอยู่ที่เอไอเอส ที่รับแทนแจส โมบาย ในรูปแบบที่ กสทช.จัดประมูลให้เอไอเอสเคาะตามเงื่อนไข โดยใช้เวลาเพียง 15 นาที เอไอเอส ต้องจ่ายราคาเริ่มต้นตามที่ แจส โมบาย เสนอไว้ที่ 75,654 ล้านบาท

รวมเบ็ดเสร็จเงินรัฐได้เงินประมูลคลื่น 900 จำนวน 151,952 ล้านบาท เมื่อรวมกับคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ก่อนหน้านี้ ได้เม็ดเงินจากค่าคลื่นความถี่ 232,730 ล้านบาท และหากรวมคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ที่ประมูลเมื่อ ต.ค.2555 และได้เงินประมูลรวมกว่า 41,625 ล้านบาท ก็เท่ากับ 274,355 ล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการสื่อสารเปิดเผยว่า ยังมีคลื่นความถี่ที่เหลือประมูลอีกทั้งคลื่น 850 1800 2600 เมกะเฮิรตซ์ ขณะที่ดีแทคในสถานการณ์ที่ส่วนแบ่งการตลาดลดลงเรื่อยๆ และนับถอยหลังรอวันหมดอายุสัมปทานในเดือน ก.ย.2561 นี้ จึงรอเวลาเคาะประมูลคลื่นใหม่ หากรับเงื่อนไขด้านราคาไหว จากปัจจุบันมีคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ให้ใช้ไปอีกประมาณ 10 ปีนับจากนี้ นับจากวันที่ประมูลมาได้ในเดือนต.ค.2555

“ตั้งแต่ปี 2555 เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามชิงคลื่นความถี่ของค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ที่มีการกดปุ่มพาวเวอร์ ในแบบที่ใครมีแรงทุนหนาก็มีโอกาสได้คลื่นไปครอง จุดพลิกผันที่ยังเป็นฝันร้ายของค่ายมือถือ คือการไล่ราคาประมูลคลื่น 900 จนมาถึงการประมูลรอบสองที่เอไอเอสต้องมารับราคาที่แจส โมบายทิ้งไป และคือการปักหมุดราคาของคลื่นความถี่ที่อาจนำไปใช้ในการประมูลคลื่น 1800 และคลื่นอื่นที่กำลังจะมาถึง” แหล่งข่าวระบุ

ทั้งเอไอเอสและทรู รวมไปถึงดีแทค ไม่มีใครอยากประมูลคลื่นที่ราคาเริ่มต้นแพงจนเกินไป นั่นคือความต้องการที่แท้จริงในการทำธุรกิจนับจากนี้

ขณะที่ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทได้คำนวณตัวเลขแจ้งต่อนักลงทุนว่า ข้อเสนอที่ขอผ่อนจ่ายเงินประมูล 60,000 ล้านบาท เป็น 5 ปีโดยยอมเสียดอกเบี้ยให้รัฐร้อยละ 1.5 นั้น ทำให้ประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ประมาณ 1,500 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อหักลบกับเงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้แสนล้านบาทต่อปี ดังนั้นหากไม่ได้ตามนี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่สิ่งที่กังวลคือการประมูลคลื่นใหม่ที่ราคาสูงมากอีก เพราะต้นทุนสูงเกินไป

สุดท้ายหากการประมูลไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะคลื่น 1800 ผู้ให้บริการที่เสียเปรียบที่สุดในเกมนี้คือดีแทค ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ 

หรือนี่คือข้อเสนอซ้อนข้อเสนอ ที่ส่งสัญญาณให้เห็นว่าการจัดประมูลครั้งต่อไป ไม่มีใครอยากจ่ายเพื่อให้ได้คลื่นใหม่ในราคาแพงอีกต่อไป. 

การต่อรองระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารกับภาครัฐหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อจบบทหนึ่งก็จะมีบทใหม่เสมอ และที่สำคัญสิ่งที่ต่อรองอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการแท้จริง เพราะนี่คือผลประโยชน์นับแสนล้าน 9 เม.ย. 2561 18:42 ไทยรัฐ