วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปปช.ตามเช็กบิล เขมือบเงินชาวเขา

ปปท.สอบทุนเสมา ‘ซี8’ รับผิดคนเดียว

โกงเงินคนจนลามอีก ป.ป.ช.ตรวจพบขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ส่งเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลพบเส้นทางทุจริตชัดเจน ขณะที่บอร์ด ป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ตั้ง 5 ข้อหา ข้าราชการสาวซี 8 ยอมรับผิดคนเดียว พร้อมประสาน ปปง.เช็กบัญชีทรัพย์สินและเส้นทางการเงินบุคคลที่เกี่ยวข้อง ด้าน “น้องแบม” ร่วมวงเสวนาองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่ร่วมกันต้านโกงทุกรูปแบบ เลขาฯ ป.ป.ท.ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์ กระชากหน้ากากจอมบงการงาบเงิน คนจน “บิ๊กตู่” โอดพบทุจริตโผล่เพียบ ยังรู้ไม่หมด ยันตรวจสอบทุกอย่างไม่ละเลย

ยิ่งขุดยิ่งเจอขบวนการโกงเงินคนจนบานปลายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ลุยตรวจสอบขบวนการทุจริตเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดต่างๆ รวมทั้งการทุจริตเงินงบประมาณของนิคมสร้างตนเองอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ จ.สตูล โกงได้แม้กระทั่งถุงยังชีพและแว่นตาที่นำไปแจกชาวบ้าน

ความคืบหน้าการล้างบางขบวนการงาบเงินคน จนล่าสุดตรวจพบการทุจริตเงินของศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาอีกแห่ง เมื่อวันที่ 20 มี.ค. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เผยว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบพบการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม.เพิ่มเติมอีกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เป็นการทุจริตเกี่ยวกับเงินอุดหนุนสงเคราะห์ชาวเขา จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริงรวบรวมข้อมูลเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นพบว่ามีเส้นทางทุจริตชัดเจนน่าจะเอาผิดกับผู้ทุจริตได้ ส่วนการทุจริตเงินของศูนย์นิคมสร้างตนเองนั้น สั่งการให้สำนักไต่สวนภาค 3 ไปแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าการทุจริตมีรูปแบบคล้ายกรณีเงินทอนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องดูต้นทางการทุจริตว่ามีผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวข้องหรือไม่ อยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างละเอียดกับ ป.ป.ท.

ที่สำนักงาน ป.ป.ท. เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 มี.ค. นายกิตติ ลิ้มชัยกิจ ประธานคณะกรรมการสำนักงาน ป.ป.ท. หรือบอร์ด ป.ป.ท.เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) วาระแรก มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนความผิด พร้อมประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและเส้นทางการเงินบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่พบทรัพย์สินที่น่าเชื่อว่าทำให้ร่ำรวยผิดปกติ เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งต่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พ.ต.ท.วันนพ สมจินตนากุล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. เผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ป.ป.ท. ยังไม่มีวาระ เรื่องการพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเพิ่มเติม คาดจะเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ส่วนการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เป็นลักษณะการโอนเงินทุนการศึกษาของกองทุน เข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 ระยะเวลารวม 10 ปีเป็นเงินกว่า 88 ล้านบาท ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการหญิงระดับซี 8 และมีผู้เกี่ยวข้องอีก 4 ราย ป.ป.ท.จะตรวจสอบและหาข้อมูลการกระทำความผิดข้าราชการคนดังกล่าว รวมทั้งสอบสวนไปถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้าน พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. เผยความคืบหน้าการดำเนินคดีผู้ทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตว่า หลังจาก ศธ.แจ้งความพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ให้ดำเนินคดีนางรจนา สินที นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ระดับ 8 กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าหน้าที่เบียดบังงบประมาณปี 60 นำเงินไปเข้าบัญชีบุคคลอื่นเป็นเงิน 18.8 ล้านบาท ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต ส่งสำนวนมาให้ ป.ป.ท.สอบสวนขยายผลถึงผู้ร่วมกระทำความผิดพร้อมติดตามทรัพย์

“หลังจาก ศธ.ตรวจสอบภายในพบเบาะแสทุจริต รมว.ศธ.จึงสั่งการให้ตรวจสอบย้อนหลังไปถึงปี 2551 แต่ละปีกองทุนเสมาฯจะได้รับอนุมัติงบประมาณปีละ 10-30 ล้านบาท พบถูกโอนเงินไปพักไว้ในบัญชีแม่ น้องชาย น้องสาว น้องสะใภ้ และลูกศิษย์ของนางรจนา รวมถึงบัญชีของบุคคลอื่นๆ รวม 22 บัญชี จากนั้นโอนกลับเข้าบัญชีของตนเอง ในชั้นสอบสวนนางรจนาสารภาพว่าเป็นผู้ดำเนินการเพียงคนเดียว มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขาจดบันทึกรายงานการประชุม หลังการประชุมแทนที่จะนำเงินเข้าบัญชีของนักเรียนแต่กลับทำเอกสารระบุรายชื่อบัญชีของเครือญาติมาสอดแทรกเข้าไปเสนอผู้บังคับบัญชาอนุมัติเงิน ล่าสุดที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนางรจนา ตั้ง 5 ข้อกล่าวหาตามมาตรา 147, 151, 161, 162 และมาตรา 157” พล.ต.อ.จรัมพรกล่าว

ที่หอศิลป์กรุงเทพฯ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ประเทศไทย จัดสนทนาในหัวข้อชวนสังคมร่วมปกป้องพลเมืองตื่นรู้ สู้โกง และเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น หวังให้สังคมไทยร่วมกันปกป้องคนดีและกล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย โดยได้เชิญ น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม นิสิตสาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือ มมส. และ น.ส.ณัฐกานต์ หมื่นพล หรือน้องเกม อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ที่ออกมา เปิดโปงขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่นมาร่วมสนทนา

น.ส.ปณิดา หรือน้องแบม เผยว่า ตอนนี้ยังมี คำถามคาใจ หลัง มมส.ออกมาแถลงผลสอบข้อเท็จจริง 6 ข้อมองว่าไม่ตรงกับความเป็นจริง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถึงวันนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะเกิดการรื้อระบบครั้งใหญ่และพบทุจริตไปทั่วประเทศ สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อยากร่วมกันต้านโกง ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าจะระดับเล็กหรือใหญ่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะทั้งหมดคือการโกง ส่วนผู้ใหญ่ต้องกล้ายอมรับว่าการทุจริตเป็นสิ่งเลวร้าย และอยากให้มีการปกปิดข้อมูลเยาวชนหรือผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเพื่อให้คนอื่นๆกล้าออกมาเปิดโปงการทุจริต

ด้าน พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศว่า คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน เป็นการลงรายละเอียดลึกกว่าที่ ป.ป.ท.ตรวจสอบ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีการจ่ายเงินให้กับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง พม.นั้น ได้ตรวจสอบมาพอสมควร คาดใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์จะได้ความชัดเจนมากขึ้น ส่วนจะพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่าที่ตรวจพบขณะนี้หรือไม่ กำลังตรวจสอบอยู่ทั้งเอกสารและพยานบุคคล ขอเวลาอีกไม่นาน ขณะที่ทั้ง 76 จังหวัด จะต้องตรวจสอบให้เสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้

เลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวถึงกรณีที่กระทรวง พม.ประสานขอข้อมูลเจ้าหน้าที่ที่ร่วมทุจริตเพื่อไปดำเนินการทางวินัยว่า พม.ประสานมาแล้ว แต่ข้อมูลที่ขอเป็นข้อมูลพยานหลักฐานที่ใช้ในกระบวนการยุติธรรมอาญา ดังนั้นต้องเสนอขออนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ท.ก่อน สำหรับข่าวการทุจริตที่พบ มากขึ้นในช่วงนี้เกิดจากประชาชนตื่นตัวรักษาสิทธิของตัวเองมากขึ้น ยอมรับว่าเป็นผลพวงมาจากกระแสการเปิดโปงทุจริตเงินช่วยคนจนของ น.ส.ปณิดา หรือน้องแบม และ น.ส.ณัฐกานต์ อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ส่วนการคุ้มครองพยานคดีนี้ ป.ป.ท.ประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ความคุ้มครองตลอด 24 ชม. ขณะนี้ยังไม่พบเบาะแสการคุกคามพยาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตในโครงการของรัฐหลายกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ดำเนินการมาโดยตลอด อยากให้มองว่าไม่ใช่แย่ลงหรือเพิ่มขึ้นหรือดีขึ้น เรายังไม่รู้ทั้งหมดเพราะกลไกการทุจริตมีมากมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา อยากให้เปรียบเทียบดูว่าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตในช่วงรัฐบาลนี้ทำมากน้อยเพียงใด ถึงแม้จะมีอยู่แต่ก็ดำเนินการต่อเนื่องไป หลายๆคดีมีข้อยุติออกมา แล้วและมีการพิจารณาใหม่ ทั้งหมดเป็นคดีที่ส่วนใหญ่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบทั้งสิ้นซึ่งไม่ได้รับความสนใจ การตรวจสอบมีผลสำเร็จหลายราย มีการหลบหนีไปหลายราย สำหรับกรณีของ 2-3 กระทรวงได้สั่งการไปแล้ว เบื้องต้นให้พ้นจากหน้าที่ให้หมดและให้ไปสอบสวนโดยเร็วทั้งในส่วนของกระทรวงและในส่วนของ ป.ป.ท.ก็เข้มงวดมาตลอด มันอยู่ที่การดำเนินการข้างล่างของผู้ที่ใช้จ่ายงบประมาณ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อไปว่า เรื่องกองทุนต่างๆก็เหมือนกัน ตนพยายามไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน หลายกองทุนยุบเลิกไป หลายกองทุนไปพิจารณาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) คณะกรรมการการศึกษาพิเศษ หรือกองทุนเรียนฟรี 15 ปี ที่ต้องหาวิธีการไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงที่สามารถกำหนดได้ว่าเงินในกองทุนฯจะมาใช้ประโยชน์อย่างไร มีคนกี่คน ทำงานที่ไหน วันนี้ให้ติดตามผลสัมฤทธิ์ทุกวัน และกำลังจัดระเบียบทั้งหมดไม่ใช่ปล่อยปละละเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นกลไกภายในที่ทุกคนต้องหารือร่วมกัน หลายคนยังไม่อยากมีการเปลี่ยนแปลงมันก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นหากตัดสินใจอะไรลงไปท่ามกลางความขัดแย้งบางทีก็ไปไม่ได้ เหมือนกฎหมายทุกฉบับที่ออกมาบางทีใช้ยังไม่ได้เพราะคนของเรายังไม่พร้อม แต่ด้วยความหวังดีการออกกฎหมายเพื่อให้ใช้รองรับในระยะยาวจะได้ไม่ต้องแก้ไขบ่อย ถึงเวลาต้องมีการผ่อนผันใช้กฎหมายพิเศษเพิ่มเติมไปบ้างเพื่อให้เวลาในการเปลี่ยนผ่านเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยไม่ต้องไปแก้ไขกฎหมายใหญ่

โกงเงินคนจนลามอีก ป.ป.ช.ตรวจพบขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ชาวเขาในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ส่งเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลพบเส้นทางทุจริตชัดเจน 21 มี.ค. 2561 05:41 ไทยรัฐ