วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สมชาย’ แนะ ลงสัตยาบัน เลื่อนเลือกตั้งถูกอัดคิดได้ไง

“กิตติ” แจง สนช. ยื่นศาล รธน. ตีความกฎหมายลูก ส.ว.ให้สิ้นสงสัย หวั่นเกิดปัญหาอนาคต ยันไม่มีเจตนายื้อเวลา คาดศาล รธน.พิจารณา 1-2 เดือนไม่เกินกรอบโรดแม็ป “สมชาย” ย้ำวันเลือกตั้งไม่เคลื่อน แต่ถ้ายื่นตีความกฎหมายลูก ส.ส.เคลื่อนแน่ โยนพรรคการเมืองลงสัตยาบันยอมเลื่อนเลือกตั้ง 3 เดือน พร้อมยื่นทันที ด้าน กรธ.เข้าใจหัวอก สนช.หวั่นโดนด่า “สมชัย” จำแนก สนช. 4 ประเภท จวกพวกไร้จุดยืนกลับไปกลับมา ถามจี้จุด “สมชาย” เป็นพวกไหน “อภิสิทธิ์” ฟันฉับส่อขัดบทเฉพาะกาล แนะตัดทิ้งง่ายสุด อัด สนช.ทำงานชุ่ยไม่รอบคอบ “พงศ์เทพ” เอือมเกมเตะถ่วง ข้องใจ “สมชาย” ถามหาสัตยาบันพรรคการเมืองหน้าตาเฉย ทั้งๆที่ชงเอง-ตบเอง “วรชัย” ตอกกลับมียางอายมั้ย ปลงสารพัดแท็กติกแม่น้ำ 5 สาย ชี้ชัดวันกาบัตรอยู่ที่ใบสั่ง แกนนำตั้งพรรคพลังประชารัฐให้รอเวลา “บิ๊กตู่” แสดงตัว พท.กวักมือต้อนรับลงสนาม ยุรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคไปเลย “นิพิฏฐ์” ไม่ค่อยปลื้ม ปรามคนรุ่นใหม่

สืบเนื่องจากกรณี สนช.ตัดสินใจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ตามข้อทักท้วงของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แม้เคยลงมติเห็นชอบท่วมท้นไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สนช.ไม่ได้ยื่นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.อีกฉบับหนึ่งตีความด้วย เพราะเกรงจะกระทบโรดแม็ป ต้องเลื่อนกำหนดวันเลือกตั้งออกไปอีกนั้น

“กิตติ” ห่วงถูกยื่นตีความในอนาคต

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการร่วมเข้าชื่อยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า เป็น 1 ใน 30 คน ที่เข้าชื่อยื่นร่างกฎหมายลูก ส.ว.ให้ตีความ และเป็นผู้งดออกเสียงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะมีเนื้อหาบางประเด็นที่อาจไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ เกรงจะเกิดปัญหาถ้ามีผู้ไปยื่นตีความภายหลังมีผลบังคับใช้แล้ว อาจทำให้โรดแม็ปสะดุดได้ ดังนั้นจึงคุยกับเพื่อนๆ สนช.ว่า ควรเคลียร์ข้อสงสัยให้ชัดเจนดีกว่า แม้ สนช.จะลงมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อคนระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่เป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายของประเทศทักท้วงมา ยิ่งเน้นให้เห็นถึงข้อห่วงใยในอนาคต จึงได้รวบรวมรายชื่อ สนช.ส่งตีความให้ชัดเจน ยืนยันไม่มีเจตนายื้อโรดแม็ปเลือกตั้ง เพราะดูแล้วศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1-2 เดือน ทันโรดแม็ปแน่นอน สำหรับประเด็นที่จะส่งให้ตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มี 3 เรื่อง คือ 1.การลดกลุ่มอาชีพผู้สมัคร ส.ว. จาก 20 กลุ่ม เหลือ 10 กลุ่ม 2.การเปลี่ยนวิธีเลือกไขว้ ส.ว. เป็นการเลือกตรงจากกลุ่มอาชีพเดียวกัน 3.การแบ่ง ส.ว.เป็น 2 ประเภทคือ สมัครอิสระ และตัวแทนองค์กร

มั่นใจ ก.ม.ลูก ส.ส.ไม่ขัด รธน.

นายกิตติกล่าวว่า ส่วนที่นายมีชัยต้องการให้สนช.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยนั้น สนช.เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องยื่น เพราะประเด็นที่ กรธ.ทักท้วงไม่ใช่สาระสำคัญของกฎหมาย เป็นแค่เรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุผล และเรื่องการช่วยเหลือผู้พิการในการลงคะแนน เรื่องเหล่านี้แม้มีผู้ไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญภายหลังและปรากฏว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้กฎหมายต้องตกไปทั้งฉบับ เพียงแก้ไขประเด็นที่มีปัญหาให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่มีผลอะไรมากมาย เบื้องต้น สนช.และ กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย เห็นว่าไม่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ

“สมชาย” ย้ำไม่กระเทือนโรดแม็ป

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ หากตรวจสอบรายชื่อ สนช.ที่ลงชื่อแล้วไม่มีปัญหา คาดว่าจะยื่นในวันที่ 19 มี.ค. และเชื่อว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาไม่นานไปกว่าร่าง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ที่ใช้เวลาวินิจฉัยเดือนเศษ และกรณีนี้ก็เป็นเรื่องกฎหมายที่ไม่น่าจะยุ่งยาก การส่งศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะไม่ทำให้โรดแม็ปเลือกตั้งเลื่อนออกไป และไม่น่าทำให้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ตกไปทั้งฉบับ เพราะเรื่องที่ส่งตีความอยู่ในบทเฉพาะกาล หากขัดก็นำมาปรับแก้เท่านั้น และยืนยันการยื่นศาลไม่ได้มาจากทฤษฎีสมคบคิดแต่อย่างใด

ท้าลงสัตยาบันตีความ ก.ม.ลูก ส.ส.

นายสมชายกล่าวว่า เหตุผลที่ สนช.ไม่ยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย เนื่องจากเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้ง และเนื้อหาที่ กรธ.ท้วงติงมาเรื่องการตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งข้าราชการการ เมือง หากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่ได้ไปล่วงละเมิดเสรีภาพบุคคลเกินขอบเขต แต่เป็นการตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ส่วนประเด็นการช่วยคนพิการในการลงคะแนนเลือกตั้ง ถือเป็นการอำนวยความสะดวกเพื่อช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ ประเด็นเหล่านี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน อย่างไรก็ตามหากภายหลังมีผู้ไปยื่นตีความ และศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าขัด จะมีผลกระทบกับการเสียสิทธิของบุคคลแค่บางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญทำให้ร่างกฎหมายลูก ส.ส.ตกทั้งฉบับ ที่ยังเป็นห่วงกรณีไม่ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยนั้น ขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคทำเป็นสัตยาบันร่วมกันมาเลยว่า ยินยอมให้เลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งออกไป 3 เดือน สนช.จะส่งร่างกฎหมายลูกให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความทันที

กรธ.เข้าใจ สนช.ไม่กล้าเสี่ยงโดนด่า

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. กล่าวว่า กรณีที่ สนช.ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.เพียงฉบับเดียว กรธ.คงไปบีบบังคับให้ สนช.ทำตามข้อห่วงกังวลทั้งหมดไม่ได้ เหตุผลของ สนช.ที่ไม่ยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะกังวลโรดแม็ปจะเลื่อนออกไปอีกคิดว่ามีเหตุผล เพราะเมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และกว่าร่างกฎหมายจะถึงมือนายกฯเพื่อดำเนินตามขั้นตอนจะล่าช้าออกไป และจะกระทบต่อทั้งวันประกาศใช้และวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่แต่ละฝ่ายไม่มีใครกล้าเสี่ยง เพราะขณะนี้เริ่มมีคนต่อว่ารัฐบาลแล้วในเรื่องการยื้อวันเลือกตั้ง สนช.จึงยกให้เป็นเรื่องของประชาชนหลังวันที่กฎหมายประกาศใช้ ทั้งนี้ กรธ.คงจะไม่เสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เพราะถือว่าเราได้แจ้งต่อสาธารณชนแล้ว

“สมชัย” ชำแหละ สนช. 4 ประเภท

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. 202 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 13 เสียง รวม 216 เสียง จาก สนช. 248 คน ขาดประชุม 32 คน การลงชื่อของ สนช.เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข่าวระบุว่ามี 30 คนที่ร่วมลงชื่อ ในจำนวนอาจประกอบด้วยหลายแบบคือ 1.ถ้าเป็น 1 เสียง ที่ลงมติไม่เห็นด้วย ต้องขอคารวะ เนื่องจากท่านเป็น สนช.ที่มีจุดยืนชัดเจน มั่นคง กล้าที่จะโหวตไม่เห็นด้วย (หากไม่กดผิด) และกล้ายืนหยัดความเห็นอย่างถึงที่สุด สมควรได้รับการยกย่องในด้านจุดยืนการทำงาน 2.ถ้าเป็นหนึ่งใน 13 เสียงที่งดออกเสียง แสดงว่าท่านเองในวันลงมติลึกๆ อาจไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าแสดงออกอย่างชัดเจน เมื่อมีโอกาสในการลงชื่อเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญท่านกล้าใช้โอกาสแสดงถึงจุดยืน

จวกยับพวกไร้จุดยืนกลับไปกลับมา

นายสมชัยกล่าวว่า 3.ถ้าท่านเป็นหนึ่งใน 202 เสียงที่ลงมติเห็นด้วย แล้วกลับมาร่วมลงชื่อเพื่อขอให้วินิจฉัย แปลว่าท่านมีปัญหาในกระบวนการคิดกลับไป กลับมา พร้อมเปลี่ยนใจใหม่เมื่อมีข้อมูลใหม่หรือเมื่อมีคนขอร้องหรือสั่งการ เป็นอาการที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนที่มีหน้าที่ออกกฎหมายสำคัญของบ้านเมือง 4.ถ้าท่านเป็นหนึ่งใน 32 คน ที่ขาดประชุม แต่กลับมาใช้สิทธิในการลงชื่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกลุ่มที่สังคมควรตรวจสอบอย่างยิ่งว่าการลงมติกฎหมายสำคัญของบ้านเมือง ท่านมีเหตุความจำเป็นประการใดในการขาดประชุม หากตรวจสอบแล้วพบว่าขาดประชุมเป็นนิตย์ ลากิจเป็นนิสัย ขนาดการประชุมนัดใหญ่ยังไม่เข้าร่วม แต่มาแสดงความห่วงใยบ้านเมืองด้วยการลงชื่อ ท่านควรใช้สิทธิในการลาออกดีกว่าการใช้สิทธิเข้าชื่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากมีเหตุผลจำเป็นสำคัญมากและจำเป็นจริงๆ สมควรยกย่อง แม้ผลการประชุมมีมติเห็นด้วยกับกฎหมายลูกดังกล่าวแล้ว ท่านยังใช้สิทธิของท่านเพื่อทำให้กฎหมายออกมาดีที่สุดตามที่โอกาสอำนวย

จี้ถาม “สมชาย” เป็นประเภทไหน

“ผมอยากรู้ชื่อเดียวว่า นายสมชาย แสวงการ สนช.สายสื่อ อยู่ในกลุ่มไหน หวังว่าท่านคงอยู่เป็น 1 ใน 30 ชื่อที่ยื่น โดยหากไม่เป็นแบบ 1 ก็แบบ 2 ที่ตนชื่นชม และหวังว่าคงไม่เป็นแบบที่ 5 คือ ยุให้คนอื่นยื่น แต่ตัวเองหลบอยู่ในมุม” นายสมชัยกล่าว

“มาร์ค” ชี้ขัดบทเฉพาะกาลให้ตัดทิ้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี สนช.เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ในแง่ขั้นตอนการพิจารณาคงไม่กระทบการเลือกตั้ง แต่หากวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญต้องมาปรับปรุงแก้ไข ถ้าใช้ไม่ได้บางมาตราคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าวินิจฉัยว่าใช้ไม่ได้ทั้งฉบับคงกระทบการเลือกตั้ง ดังนั้นเป็นหน้าที่ของ คสช.และ สนช. ที่สามารถเร่งรัดตามกำหนดได้ ส่วนตัวคิดว่ากฎหมายลูก ส.ว.ปัญหาอยู่ที่วิธีเลือก ถ้าวิธีเลือกเฉพาะหน้าในรอบแรกคงขัด ทางออกคือตัดส่วนนี้ไป แล้วไปเลือกตามที่บทถาวรเขียนไว้แทน ถ้าจะทำให้เร็วก็ทำได้ อยู่ที่ว่าเขาจะทำหรือไม่ เมื่อถามว่า คิดว่าร่างกฎหมายนี้จะถูกตีตกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ไม่สามารถก้าวล่วงการพิจารณาของศาลได้ ยังเชื่อว่าถ้า คสช.และ สนช.ยึดโรดแม็ปเดิมหลังศาลพิจารณาแล้วมีปัญหา คงแก้เสร็จภายใน 90 วัน ได้ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่

ซัด สนช.ทำงานชุ่ย ไม่รอบคอบ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สนช.สร้างปมปัญหามาหลายเรื่อง เช่น การสรรหา กกต. เรื่องเหล่านี้ตนไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ว่าแม่น้ำ 5 สายมารวมตัวกัน และมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่กลับทำอะไรที่ขัดแย้งกันเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกดี เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ กรณีร่างกฎหมายลูก ส.ส.บังคับใช้แล้วมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความภายหลังอาจต้องเลื่อนการเลือกตั้งอีก นายอภิสิทธิ์ตอบว่าเป็นข้อห่วงใยตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุ ส่วนตัวก็คิดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ ถ้าบทบัญญัติขัดกับรัฐธรรมนูญจริง แล้วมีใครใช้สิทธิ์โต้แย้งทีหลังจะเป็นปัญหาได้ ประเด็นนี้อยู่ที่ความไม่รอบคอบของ สนช. ส่วนที่ยังไม่ยื่นกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เขากังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าพยายามยื้อการเลือกตั้ง แต่ปัญหาที่ค้างคาจะแก้ปัญหากันอย่างไรนั้น คงต้องคิดกันต่อไป ขอยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายทั้งสองฉบับ เมื่อถามย้ำว่า สังคมวิจารณ์ว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่แม่น้ำ 5 สายไม่คุยกัน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ระบบทุกอย่างเป็นกลุ่มคนเดียวกันหมด ถ้าเกิดปัญหาเช่นนี้ต้องแก้ไขให้ได้ แต่ถึงที่สุดทั้งหมดอยู่ที่หัวหน้า คสช.มากกว่า ท่านต้องใช้อำนาจให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแม็ปก่อน ก.พ.2562

“พงศ์เทพ” เอือมเกมยื้อเลือกตั้ง

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สนช.เตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า จากประวัติจะเห็นชัดเจนว่า คสช.และรัฐบาลต้องการเลือกตั้งเร็วหรือช้า สิ่งที่ สนช.และ กมธ.ร่วมฝ่าย 3 ฝ่ายทำสนองความต้องการ คสช. หรือเปล่า ไปวางระเบิดไว้ในกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ว.ไหมเพื่อจะได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รู้บางมาตราอาจขัดรัฐธรรมนูญ แล้ววางระเบิดเองทำไม ตั้งใจหรือเปล่า เหมือนวางระเบิดไว้และส่งไปให้คนจุดระเบิดหรือเปล่า เป็นเรื่องต้องติดตามดู เพราะพฤติการณ์ของคนที่อยู่ในอำนาจในขณะนี้ การเลือกตั้งช้าไปเท่าไหร่ ขยายยืดต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งได้ประโยชน์ ทั้ง คสช.และรัฐบาล จากนี้คงต้องจับตาจะทำอะไรโจ๋งครึ่มขนาดไหนอีก

คิดได้ไงมาโบ้ยถามหาสัตยาบัน

เมื่อถามว่านายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. ยื่นเงื่อนไขหากจะให้ สนช.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส. ทุกพรรคการเมืองต้องร่วมทำสัตยาบันให้เลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปอีก 3 เดือน นายพงศ์เทพตอบว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาถามหาสัตยาบันกับพรรค การเมือง เมื่อไม่ส่งก็ไม่ส่ง ความจริงลงมติเห็นชอบขนาดนั้นแล้วจะส่งไปทำไม ทำให้สงสัยว่าตั้งใจหรือเปล่า ทุกอย่างที่เป็นปัญหา พวกคุณชงขึ้นมาเอง ทั้งนั้น ไม่มีคนอื่นไปยุ่งเกี่ยวกับกฎหมายตรงนี้เลย จากนี้อยู่ที่ว่าประชาชนที่เขารอการเลือกตั้งยอมให้คนเหล่านี้ถ่วงเวลาไปได้นานขนาดไหน เพราะระหว่าง ที่คนเหล่านี้อยู่ในอำนาจประชาชนก็เดือดร้อน การอ้าง คสช.ต้องอยู่ต่อเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ก่อนยึดอำนาจที่ไม่สงบ เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าใครทำผิดดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช้อำนาจเข้าไปปกป้องคุ้มครองคนผิดปัญหาไม่เกิดหรอก

ฉะไม่รอบคอบ วางระเบิดเวลา

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี สนช.ยื่นตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. เป็นเรื่องดี จะได้ชัดเจนว่าร่างกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และคงไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง เพราะยังมีช่วงเวลารอการบังคับใช้ร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ไว้ 90 วันอยู่แล้ว เพียงแต่สงสัยว่าในกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายที่พิจารณากฎหมายดังกล่าวนั้นทำไมไม่ดูให้รอบคอบในตอนนั้น เหมือนเป็นการวางระเบิดเวลาไว้ให้เป็นปัญหาต้องแก้กันอีก เมื่อถามว่าร่างกฎหมายลูก ส.ส. ที่ไม่ได้ยื่นตีความด้วยจะเป็นปัญหาหรือไม่ นายสามารถตอบว่า ประเด็นช่วยคนพิการลงคะแนนไม่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิ รัฐมีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สิทธิ ฉะนั้นผู้พิการอาจมีข้อจำกัดในเรื่องสภาพร่างกาย จึงน่ามีส่วนได้รับการช่วยเหลือได้ ไม่น่ามีปัญหา

“วรชัย” ปลงวันกาบัตรอยู่ที่ใบสั่ง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การร่างกฎหมายของเครือข่ายแม่น้ำ 5 สายใน คสช. ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งมีปัญหามาโดยตลอด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ถูกควํ่าโดยคนในแม่น้ำ 5 สาย ถึงขั้นนายบวรศักดิ์ออกมาพูดว่าเขาอยากอยู่ยาว แต่อะไรที่เป็นความต้องการของ คสช.กลับใช้อำนาจมาตรา 44 ดำเนินการอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่ระหว่างการร่างกฎหมายลูกคสช. ผู้ให้กำเนิดแม่น้ำทั้ง 5 สายจะไม่รู้เห็น ตอนแรก สนช.มีมติผ่านกฎหมายทั้งสองด้วยคะแนนท่วมท้น มาวันนี้กลับยื่นให้ศาลตีความ ถ้าไม่มีใครสั่งการแล้วจะให้คิดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ดังนั้น การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจว่าอยากให้มีเมื่อใด ที่บอกว่าการยื่นตีความกฎหมายลูก ส.ว.จะไม่กระทบโรดแม็ป ผ่านมาเช่นนี้กี่ครั้งแล้ว และการเลือกตั้งก็เลื่อนมาโดยตลอด ไม่มีใครเชื่อ คสช.แล้ว ยิ่งนานไปความเชื่อมั่น ในตัวรัฐบาลจะยิ่งหมดไปเรื่อยๆ และที่สุดถ้าการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปถึง 6 เดือน ตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ออกมาพูดไว้ คนที่รอการเลือกตั้งคงไม่อยู่เฉย ออกมาเรียกร้องกันเต็มถนนแน่

ตอกหน้า “สมชาย” ยางอายรู้จักมั้ย

นายวรชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. ท้าให้นักการเมืองลงสัตยาบัน ยอมให้เลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้ง เพื่อให้ สนช.ยื่นตีความร่างกฎหมายลูก ส.ส.นั้น การเลื่อนเลือกตั้งออกไปมีแต่พวกของนายสมชายที่จะได้ประโยชน์ เพราะได้อยู่ในอำนาจต่อ ฝ่ายการเมืองและประชาชนเขาเฝ้ารอวันเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ นายสมชายต้องการให้มีการยื่นตีความกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปใช่หรือไม่ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเกมยื้อเลือกตั้ง แต่พยายามทำให้แนบเนียนขึ้น อาศัยมือคนอื่นว่าเขาต้องการให้ยื่นตีความ ทั้งที่เป็นความต้องการของตัวเอง ตนยังเชื่อว่าสุดท้ายจะมีการยื่นตีความร่างกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกับร่างกฎหมายลูก ส.ว. แล้ววันเลือกตั้งก็ต้องขยับไปอีก การที่นายสมชายเล่นเกมโดยใช้มือคนอื่นแบบนี้ อยากรู้ว่านายสมชายรู้จักคำว่ายางอายหรือไม่

ให้รอเวลา “บิ๊กตู่” แสดงตัวชัดเจน

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล แกนนำตั้งพรรคพลังประชารัฐ และ ตท.12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์เตรียมเปิดตัวในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐในเดือน มิ.ย.ว่า ตนคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะเพื่อน เรื่องการเมืองท่านบอกรอด้านธุรการการจดทะเบียนพรรคให้เรียบร้อยก่อน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เปิดเผยอยู่แล้ว จะเล่นหรือไม่เล่นการเมือง และถ้าท่านจะเล่นคงไม่ต้องเทียบเชิญ ท่านคงมาสู่กระบวนการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ก่อนหน้านี้ หลายคนมอง พล.อ.ประยุทธ์ จะมาช่องทางนายกฯคนนอกมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง พ.อ.สุชาติตอบว่า การมาโดยเป็นนายกฯคนนอกกับสังกัดพรรค แน่นอนความยากลำบากแตกต่างกัน แต่การมาจากพรรคการเมืองสง่างามมากกว่า

“สุชาติ” เผยคุยนายกฯให้กำลังใจ

เมื่อถามว่า มองเหตุผลอะไรที่จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจเล่นการเมือง พ.อ.สุชาติตอบว่า ต้องยอมรับว่าภาระงานบ้านเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีอีกเยอะ ตั้งใจแก้ปัญหาประเทศในหลายๆเรื่อง ช่วงที่เป็นนายกฯมีอะไรต่างๆ ที่ทำให้ท่านเองทำงานยากลำบากมากพอสมควร เป็นกระแสลบ ในทีมงานของนายกฯก็รู้ๆว่าใครบ้างค่อนข้างจะถูกจับตามอง ทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราในฐานะเพื่อนอยากให้ท่านได้ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองที่เป็นจริง อย่าไปแบกภาระที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากเป็นข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับนายกฯหรือไม่ พ.อ.สุชาติตอบว่า ได้มีโอกาสคุยเพราะข่าวโดยเฉพาะเกี่ยวกับตนออกมาเยอะเหลือเกิน ก็กลัวท่านไม่สบายใจ ซึ่งท่านบอกว่าไม่เป็นไร เป็นเรื่องปกติ

พท.ยินดีกวักมือ “บิ๊กตู่” ลงสนาม

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.จะเปิดตัวเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นเรื่องดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าร่วมพรรคการเมือง ทางที่ดีควรเป็นหัวหน้าไปเลย จะได้เกิดความชัดเจนกับประชาชนว่าเลือกพรรคนี้แล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯอีกครั้ง ดีกว่ารอเป็นนายกฯคนนอกแบบนั้นไม่สง่างาม เราพร้อมต้อนรับทุกคนเข้าสู่เวทีเลือกตั้งที่ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจเลือกตัวแทนของตัวเอง และพรรคเพื่อไทยพร้อมต่อสู้ อาสาเป็นตัวแทน ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรพร้อมยอมรับ ถึงเวลานั้นประเทศจะได้เดินหน้าตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มที่

“นิพิฏฐ์” ขู่เด็ก! ปรามคนรุ่นใหม่

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ว่า ประเทศชาติต้องประกอบด้วยคน 3 วัย ผมจำได้เลาๆ ว่าในนิยายเรื่อง “อยู่กับก๋ง” มีคำกล่าวว่า ครอบครัวที่อบอุ่น มั่นคง ต้องมีทั้งเสียงไอของคนแก่และเสียงร้องของเด็ก หมายถึงต้องมีคน 3 วัยอยู่ด้วยกัน คนแก่หมายถึงประสบการณ์ เด็กหมายถึงอนาคตและความหวัง คนกลางคนหมายถึงกำลัง ความเข้มแข็ง หากถอดแบบครอบครัวมาเป็นประเทศ ประเทศก็ต้องมีคน 3 วัยร้อยรัดเข้าด้วยกัน หากประเทศมีเฉพาะเด็กก็คงล่มสลาย ไม่สามารถปกป้องตัวเองและบ้านเมืองได้ มีแต่คนหนุ่มไม่มีผู้สูงวัยก็ไม่มีประสบการณ์อาจนำไปสู่ความล่มจมได้เหมือนกัน หรือมีแต่ผู้สูงอายุแม้มากประสบการณ์บ้านเมืองก็คงไม่มีอนาคตที่สดใส ผมเห็นคนรุ่นหนุ่มรวมตัวกันทำกิจกรรมทางการเมืองก็ดีใจ ผมจำได้ว่า ฌอง ฌาค รุสโซ่ นักปรัชญาด้านการเมืองของโลกกล่าวไว้ในหนังสือ contract social (สัญญาประชาคม) ว่า “เมื่อพลเมืองกล่าวว่าเรื่องของรัฐ ไม่ใช่เป็นเรื่องของตน เมื่อนั้นรัฐก็กำลังเข้าใกล้ความล่มสลาย” เมื่อคนหนุ่มสาวเอาเรื่องรัฐมาเป็นเรื่องของตน ก็วางใจได้ว่ารัฐจะเติบโต เข้มแข็ง ผมให้กำลังใจและสนับสนุนคนหนุ่มคนสาวให้เข้าสู่การเมืองเสมอ เพียงแต่บางครั้งก็รำคาญคำพูดของคนหนุ่มสาวบ้าง อยากบอกเป็นปริศนากับคนหนุ่มสาวว่าผมได้เปรียบคนหนุ่มสาวอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ผมเคยมีอายุเท่าคุณ แต่คุณไม่เคยมีอายุเท่าผม

“มาร์ค” ชี้อานุภาพพลังโซเชียล

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้บริหารการสื่อสารมวลชนด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับกลาง รุ่นที่ 7 จัดงานสัมมนาสาธารณะในหัวข้อ “พลังโซเชียล เปลี่ยนการเมืองไทยจริงหรือ” โดยมีผู้เข้าร่วม อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นต้น โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวตอนหนึ่งว่า พลังในสื่อโซเชียลส่งผลกับการเมืองโดยตรง เช่น ประเด็นนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับความนิยมในรัฐบาลและ คสช. รวมไปถึงหน้าที่การตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกจับตามองจากสังคม จนไม่สามารถบิดเบือนการตรวจสอบได้ และยังมีประเด็นการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปล่าเสือดำในทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ถือเป็นพลังในการกดดันการตรวจสอบถ่วงดุลของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ในบางเรื่องโซเชียลยังมีจุดอ่อนที่ต้องระมัดระวัง คือ ประเด็นการเลือกตั้ง ที่อาจจะนำมาซึ่งผู้นำที่เป็นประชานิยม บวกกับเผด็จการ เนื่องจากโซเชียลจะเน้นเรื่องความรวดเร็ว ง่ายดาย แต่ขาดการไต่ตรอง แลกเปลี่ยน ซึ่งส่วนตัวมองว่า การที่ กกต.สั่งห้ามไม่ให้คนโพสต์โซเชียลก่อนการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้จริง ขณะที่ประเทศไทยจะต้องตั้งรับกับการแก้ไข จัดการปัญหาข่าวลวง ข่าวปลอมที่เกิดขึ้น

ห่วง “เฟกนิวส์” ระบาด–จัดการยาก

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระบวนการทางการเมืองต้องระมัดระวังพลังโซเชียล เพราะมันเผยแพร่ง่ายและไปได้เร็ว ขณะที่การตรวจตราไตร่ตรองกลับน้อย ฉะนั้น การเมืองต้องมีการไตร่ตรองที่ดีในทุกด้านเพื่อรองรับการเผยแพร่โดยเร็ว ซึ่งปัญหาที่ทำให้คนกลุ้มใจมากที่สุดในปัจจุบัน คือ เฟกนิวส์ หรือข้อมูลเท็จ ที่สามารถเผยแพร่ได้โดยเร็วเช่นกัน และถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องหาทางป้องกันแก้ไขโดยเร็ว ควบคู่การบริหารจัดการและการตัดสินที่เป็นธรรม พร้อมเชื่อว่าปัจจุบันและในอนาคตก็ยังถือเป็นปัญหาที่จะจัดการได้ยาก

“ปริญญา” หวั่นจุดรวมตัวพวกสุดโต่ง

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ข้อเสียของโซเชียล คือ คนสุดโต่ง หากันเจอได้มากขึ้นและง่ายขึ้น เช่น กรณีการก่อการร้าย และในระบบการศึกษา มีการสอนให้ใคร่ครวญน้อยมาก ประกอบกับในยุคปัจจุบัน ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ แต่คนรับสารยังขาดพิจารณาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ทั้งนี้ในปัจจุบันตามเพจในโซเชียล เริ่มมีการตรวจสอบกันเอง จึงเชื่อได้ว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้ในเรื่องนี้ และทั้งหมดถือเป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้น ส่วนตัวมองว่าประเด็นในโซเชียล ที่จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาล คือ กรณีการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 อายุ 19 ปี ประเด็นนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร และการขยับโรดแม็ปการเลือกตั้งของรัฐบาล

นายกฯถกรับข้อเสนอทีมไทยแลนด์

สำหรับภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค. ณ นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 มี.ค. เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) นายกฯได้หารือร่วมกับกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลออสเตรเลียเข้าร่วมการประชุมซีอีโอฟอรั่ม ประกอบด้วย นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมเนอร์ โฮเทลกรุ๊ป นายกฤษฎา มณเฑียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประธานกรรมการบริษัท STP&I จำกัด น.ส.สุภามาศ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย โดยนายกฯรับที่จะนำข้อเสนอขอให้ออสเตรเลียอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ อาทิ พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การออกวีซ่า หารือกับนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย

2 ผู้นำหารือชื่นมื่นหลังว่างเว้น 5 ปี

ต่อมาเวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาตินครซิดนีย์ นายกฯหารือทวิภาคีกับนายมัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกฯออสเตรเลีย ถือเป็นการพบปะหารือกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ 2 ผู้นำ หลังว่างเว้นกันมากว่า 5 ปี ถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกรอบแนวคิดอินโด-แปซิฟิก ที่เน้นความร่วมมือในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจคู่ขนานกันไป มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าหลังเปิดเขตการค้าเสรีในปี 48 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญให้นักลงทุนของออสเตรเลียไปลงทุนในอีอีซี และฝากให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจไทย ซึ่งผู้นำออสเตรเลียรับปากว่าจะนำข้อเสนอไปพิจารณา ขณะที่ทั้ง 2 ผู้นำทั้งเห็นพ้องจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 65 พร้อมเชิญผู้นำออสเตรเลียไปเยือนประเทศไทยในปีหน้า ในโอกาสที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนด้วย

สักขีพยานลงนามต่อต้านก่อการร้าย

จากนั้นนายกฯได้ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกับผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุม ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างถ่ายภาพนายกฯได้พูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรมว.ต่างประเทศเมียนมา ต่อมานายกฯได้ร่วมงานเลี้ยงน้ำชาแผนโคลัมโบฉบับใหม่ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาออสเตรเลียที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อในประเทศสมาชิกอาเซียนและนักศึกษาในประเทศสมาชิกอาเซียนที่ได้ทุนรับมาศึกษาต่อที่ออสเตรเลีย ที่มีนายกฯออสเตรเลียและนางจูลี บิชอป รมว.ต่างประเทศออสเตรเลีย เป็นเจ้าภาพ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และผู้นำประเทศอาเซียน ร่วมประชุมว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย ระหว่างเลขาธิการอาเซียนและ รมว.ต่างประเทศออสเตรเลีย บนความร่วมมือของภูมิภาคอาเซียนและออสเตรเลีย จากนั้นได้ร่วมงานเลี้ยงรับรองต้อนรับผู้นำประเทศและผู้แทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมการประชุม รวมถึงร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำที่นายกฯออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพ ก่อนที่นายกฯจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ 2018 แบบเต็มคณะในวันที่ 18 มี.ค.

เดินหน้าลุยงบโป่งพองรัฐสภาใหม่

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายชัชวาลย์ อภิบาลศรี สมาชิกสนช. ฟ้องคดีหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท หลังตนออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงงบประมาณติดตั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่เพิ่มจากเดิม 3,000 ล้าน เป็น 8,000 ล้านบาทว่า ขอบคุณที่ให้เกียรติฟ้อง เพราะตนเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่การฟ้องครั้งนี้ไม่อาจหยุดยั้งการตรวจสอบการทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ได้ กลับเป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะด้วยอำนาจศาลจะขอพยานเอกสารจากทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด เพื่อให้ศาลได้เห็นถึงความผิดปกติในการตั้งงบประมาณงบโป่งพองอย่างมโหฬาร มั่นใจว่าข้าราชการรัฐสภาทั้ง 4,000 คนรู้อยู่แก่ใจว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ใครรักษาผลประโยชน์ของชาติ ใครโกหกสังคม แม้ตนเป็นเพียงอดีต ส.ส.ตัวเล็กๆก็ภูมิใจที่สามารถหยุดยั้งการอนุมัติงบฯ 8,658 ล้านบาท ของชาติไว้ได้ชั่วขณะ ยังไม่เข้าสู่ ครม. เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยขอฝากบอกรัฐมนตรีที่จะเข้าร่วมประชุม อนุมัติเรื่องนี้ทุกคนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในอนาคตด้วยหากมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะมีการทักท้วงล่วงหน้าแล้ว

“กิตติ” แจง สนช. ยื่นศาล รธน. ตีความกฎหมายลูก ส.ว.ให้สิ้นสงสัย หวั่นเกิดปัญหาอนาคต ยันไม่มีเจตนายื้อเวลา คาดศาล รธน.พิจารณา 1-2 เดือนไม่เกินกรอบโรดแม็ป 18 มี.ค. 2561 05:42 18 มี.ค. 2561 05:44 ไทยรัฐ