วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เจ๊ติ๋ม' เฮ ชนะกสทช. ศาลให้เลิกสัญญาทีวีดิจิทัลได้

คืนเงินประกันอีก 1,364 ล้าน ผิดเงื่อนไขบริการโครงข่าย บอร์ดถกด่วนรับมือเจ้าอื่น

ติ๋ม ทีวีพูล” เฮ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ กสทช. คืนเงินค้ำประกันพันกว่าล้านบาท เหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญา เจ้าตัวพอใจ หลังทุกข์หนักหลายปี ระบุหลายคนเกือบฆ่าตัวตาย เตรียมอุทธรณ์ต่อขอค่าเสียหาย 700 ล้านบาท ขณะที่ “ฐากร-นที” เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลปกครอง ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ที่ต้องการคืนใบอนุญาตได้ กสทช.ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เตรียมเสนอบอร์ดพิจารณาจะอุทธรณ์หรือไม่ ขณะที่ “วิษณุ” เรียก กสทช.-ผู้รับใบอนุญาตทีวี ถกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนออกคำสั่ง ม.44 ช่วยเหลือต่อไป

หลังจากนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือติ๋มทีวีพูล ที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ต่อศาลปกครอง กรณีการขอยุติการประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล มาตั้งแต่ปี 2558 ในที่สุดเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีที่ บริษัท ไทยทีวี จำกัด โดยนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงาน กสทช.เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลของบริษัทไทยทีวี เป็นโมฆะทั้งหมด และเพิกถอนหนังสือ กสทช.ฉบับลงวันที่ 28 พ.ค.2558 ฉบับลงวันที่ 5 มิ.ย.2558 ที่ให้บริษัทไทยทีวีชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่งวดที่สองและฉบับลงวันที่ 22 มิ.ย.2558 ที่ยกเลิกให้บริษัทไทยทีวีได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่พร้อมกับให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ให้ใช้คลื่นความถี่ และให้สั่ง กสทช.คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำนวน 16 ฉบับ

ศาลปกครองกลางพิพากษาว่า การที่ กสทช.ไม่สามารถดำเนินการให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศให้แล้วเสร็จก่อนจัดการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล เป็นเหตุให้บริษัทไทยทีวีฯ เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ตามประกาศสำนักงาน กสทช. และเป็นผู้ชนะประมูลและได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ประกอบกิจการโทรทัศน์ 2 ช่องคือ ไทยทีวี และโลก้า ไม่สามารถถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ตามประกาศเชิญชวนของสำนักงาน กสทช. และตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ เมื่อกสทช.และสำนักงาน กสทช.ไม่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมาย บริษัทไทยทีวีมีสิทธิบอกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ทั้งสองช่องรายการ

เมื่อบริษัทไทยทีวีบอกเลิกใบอนุญาตแล้วจะต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตหรือไม่เห็นว่า เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าบริษัทไทยทีวีมีสิทธิบอกเลิกใบอนุญาตฯแล้ว และบริษัทได้ดำเนินการชี้แจงการยุติการให้บริการให้ประชาชนได้รับทราบผ่านหน้าจอโทรทัศน์ทั้งสองช่องรายการตลอดวันเป็นเวลา 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของ กสทช.แล้วจึงมีผลเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งก็บัญญัติว่าเมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ส่วนเป็นการงานที่ได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การจะชดใช้คืนทำได้ด้วยเงินตามควรค่าแก่การนั้นๆหรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทนก็ให้ใช้ตามนั้น ดังนั้นบริษัทไทยทีวีฯต้องคืนคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตให้ กสทช. โดยไม่มีสิทธิเผยแพร่ออกอากาศรายการโทรทัศน์ทั้ง 2 ช่องอีกต่อไป และต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในงวดที่ 2 รวม ดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ได้ดำเนินการไปก่อนการบอกเลิกใบอนุญาตในวันที่ 25 พ.ค.2558 เป็นเงิน 288,472,000 บาท แก่ กสทช.

ส่วนหนังสือค้ำประกันธนาคารกรุงเทพ ลงวันที่ 10 ก.พ.2557 จำนวน 16 ฉบับ เป็นการค้ำประกันชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแต่ละงวดๆนั้น เมื่อการบอกเลิกสัญญาเป็นไปโดยชอบแล้วก็ไม่จำเป็นต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตหลังการบอกเลิกสัญญาในงวดที่เหลือ นับแต่วันที่ 25 พ.ค.2558 ดังนั้น กสทช.ย่อมไม่มีสิทธิยึดหน่วงหนังสือคํ้าประกันดังกล่าวไว้ พิพากษาให้คืนหนังสือค้ำประกันที่เกินงวด 1, 2 ให้กับบริษัทไทยทีวีฯ หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้จำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ไม่สามารถคืนได้ให้กับบริษัทไทยทีวีฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่คดีถึงที่สุด และคืนค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ตามส่วนการชนะคดีให้แก่บริษัทไทยทีวีฯ

สำหรับที่บริษัทไทยทีวีขอให้ กสทช.ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 713,828,282.94 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ศาลเห็นว่าการดำเนินการล่าช้าของ กสทช.ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้บริษัทไทยทีวีฯ ประสบภาวะขาดทุน แต่ความเสียหายเกิดขึ้นมาจากการดำเนินธุรกิจปกติ กสทช.จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้

ต่อมานางพันธุ์ทิพาให้สัมภาษณ์หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า พอใจที่ศาลชี้ว่า กสทช.ทำผิดจริง ทำให้คนทั้งประเทศรู้ว่า กสทช.ทำผิดจริง ศาลให้ กสทช.คืนแบงก์การันตีให้บริษัทไทยทีวีในงวดที่ 3, 4, 5 และ 6 มูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท แต่ศาลไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 700 ล้านบาทตามที่ขอไป จึงจะยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติมในส่วนนี้ มั่นใจว่ามีเอกสารที่ชี้ให้เห็นว่า กสทช.ทำผิดสัญญาจนทำให้เกิดความเสียหาย

“เราไม่ใช่คนที่ไม่เก่ง ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ หรือไม่มีสายป่านขาดทุนแล้วจึงเลิก แต่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนเก่ง มีความสามารถ เพียงแต่สิ่งที่ กสทช.ทำไม่ได้เอื้อและเป็นอุปสรรคจนทำให้เกิดความเสียหาย ประวัติการทำธุรกิจเกือบสี่สิบปีไม่เคยขาดทุนแม้แต่บาทเดียว ทำไมเราจึงจะมาโง่วันนี้ กลายเป็นคนมองธุรกิจไม่เป็น อ่อนแอเป็นเรื่องที่กระทบภาพลักษณ์มาก การสู้วันนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่สู้เพื่อประชาชน ตอนนี้ช่องอื่นๆก็ลำบากหมด บางคนครอบครัวแตกแยกถึงขนาดเกือบฆ่าตัวตาย ล้วนเกิดจากการกระทำของ กสทช.ทั้งสิ้น ถือว่าเป็นบาปอย่างยิ่ง และแม้ กสทช.ชุดที่อนุมัติเรื่องทีวีดิจิทัลจะพ้นตำแหน่งไปแล้ว แต่ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับผลกรรมนั้น” นางพันธุ์ทิพากล่าว

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กสทช. วันที่ 14 มี.ค. นำคำตัดสินของศาลปกครองที่ให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด เจ้าของสถานีทีวีดิจิทัลช่อง 14 และช่อง 17 สามารถคืนใบอนุญาตได้ ไม่ต้องชำระค่าประมูลงวดที่ 3 เป็นต้นไป เนื่องจากได้ยุติการประกอบกิจการแล้วนั้น ให้บอร์ด กสทช.รับทราบและพิจารณาต่อไป ส่วนจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เป็นอำนาจของบอร์ด กสทช. แต่ส่วนตัวเห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลปกครอง เพราะเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สามารถคืนคลื่นความถี่ คืนใบอนุญาตได้ เมื่อยุติการประกอบกิจการ ขณะเดียวกัน กสทช.ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะผู้รับใบอนุญาตไม่สามารถเรียกค่าเสียหายจาก กสทช.ได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ อาจมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอีกหลายช่อง ขอคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลอีก และส่วนตัวจะไม่ยื่นอุทธรณ์ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมติบอร์ด กสทช. ส่วนเมื่อศาลให้คืนเงินค่าประมูลตั้งแต่งวดที่ 3-6 นั้น กสทช.ก็คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ วงเงิน 1,364 ล้านบาท ให้ธนาคารกรุงเทพไป

เช่นเดียวกับ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. กล่าวว่า ทราบคำตัดสินของศาลปกครองเบื้องต้นแล้ว และจะนำคำตัดสินของศาลในคดีดังกล่าวมาหารือในคณะอนุกรรมการกิจการกระจาย เสียงและกิจการโทรทัศน์ว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ และต้องพิจารณาว่าคำตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานในกรณีอื่นๆหรือไม่อย่างไร โดยส่วนตัวถือเป็นทางออกที่ดี เป็นการช่วยเหลือเอกชน แต่ก็ต้องพิจารณาคำตัดสินของศาลอย่างละเอียด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15 มี.ค.นี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญ กสทช.ตัวแทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล หารืออีกครั้งเกี่ยวกับ แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล รัฐบาลจะออกเป็นคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล อาทิ การเลื่อนการชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัล ออกไป 3 ปี กสทช.สนับสนุนค่าใช้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลร้อยละ 50 เป็นเวลา 3 ปี เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย และคาดว่า คสช.จะออกประกาศ ม.44 ภายในเดือน เม.ย.นี้

สำหรับ บ.ไทยทีวี ที่มี ติ๋ม-พันธุ์ทิพา เป็นเจ้าของ ได้ชนะประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อเดือน ธ.ค.2556 จำนวน 2 ช่องคือ ไทยทีวี ช่อง 17 ประเภทข่าวและสาระ วงเงินประมูล 1,328 ล้านบาท และโลก้า ช่อง 15 ประเภทรายการเด็กและเยาวชน วงเงินประมูล 648 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 1,976 ล้านบาท บ.ไทยทีวีชำระค่าประมูลไปแล้ว 2 งวด รวมวงเงิน 611.20 ล้านบาท ทั้งนี้ บ.ไทยทีวีได้ออกอากาศทีวีทั้งสองช่องตั้งแต่เดือน เม.ย.2557 เป็นต้นมา แต่เมื่อเดือน พ.ค.2558 เป็นเดือนที่ครบกำหนดต้องชำระค่าประมูลงวดที่ 3 วงเงิน 358.20 ล้านบาท ทาง บ.ไทยทีวีไม่มาชำระ แต่ได้ยื่นฟ้องร้องศาลปกครองเพื่อขอยุติการออกอากาศ และได้ยุติออกอากาศหรือจอดำทั้งสองช่องในเวลา 00.01 น. วันที่ 1 พ.ย.2558 จนถึงปัจจุบัน

“ติ๋ม ทีวีพูล” เฮ ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ กสทช. คืนเงินค้ำประกันพันกว่าล้านบาท เหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญา เจ้าตัวพอใจ หลังทุกข์หนักหลายปี ระบุหลายคนเกือบฆ่าตัวตาย... 14 มี.ค. 2561 00:51 14 มี.ค. 2561 02:20 ไทยรัฐ