วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนยังร้อนแรง เหตุบริษัทจดทะเบียนดี-เศรษฐกิจไทยโต

สภาธุรกิจตลาดทุน ชี้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ยังร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แม้ดัชนีลด 8.7% เหตุคาดการณ์ผลประกอบการ บจ.ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยโต คาดดัชนีหุ้นทั้งปี 1,727-1,910 จุด ขณะที่ ส.อ.ท. เผย 2 เดือนแรกปีนี้ ลงทุนเอกชนคึก รับส่งออกดี แต่ห่วงเอสเอ็มอีในประเทศยอดขายยังนิ่ง

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานคณะกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในเดือน มี.ค.61 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 143.09 ลดลง 8.70% จากระดับ 156.62 ในการสำรวจเมื่อเดือน ก.พ.61 แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน โดยปัจจัยหนุนมาจากความเชื่อมั่นคาดการณ์ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ดีขึ้น เศรษฐกิจในประเทศเติบโตดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนให้น้ำหนักการเลือกตั้งในประเทศเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนมากที่สุด รองลงมาได้แก่ นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.นี้ และอาจปรับขึ้นอีกในหลายครั้งปีนี้

“นักลงทุนเชื่อมั่นว่า ตลาดยังคงร้อนแรง โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนหุ้นที่เริ่มชะลอการลงทุนหรือไม่สนใจคือ กลุ่มธนาคาร จากความเสี่ยงในการปรับตัวรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง รองลงมา คือ หมวดธุรกิจแฟชั่น และรับเหมาก่อสร้าง”

สำหรับคำถามที่ว่า นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนคาดการณ์ทิศทางดัชนีหุ้นไทยในระยะ 1 เดือนข้างหน้า และเป้าหมายดัชนีปี 61 อย่างไร ส่วนใหญ่ 55.6% มองว่า ดัชนีหุ้นไทยในระยะสั้นไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ขณะที่ 29.6% มองว่าจะเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวก และ 14.8% มีมุมมองต่อตลาดในทิศทางลบ

นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุน คาดว่า ดัชนีหุ้นเดือน มี.ค.61 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,818 จุด และถ้ามองถึงสิ้นปี 61 คาดจุดต่ำสุดของดัชนีระหว่างปีเฉลี่ยที่ 1,727 จุด ขณะที่จุดสูงสุดเฉลี่ยที่ 1,910 จุด ส่วนเป้าหมายดัชนีสิ้นปี 61 มีค่าเฉลี่ยที่ 1,871 จุด อย่างไรก็ตาม มีผู้ตอบเพียง 3.85% ที่ตอบว่า ดัชนีสิ้นปี จะต่ำกว่า 1,800 จุด ขณะเดียวกัน ยังคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) สิ้นปี 61 ของตลาดเฉลี่ยที่ 111.53 บาท และคาดกำไรสุทธิต่อหุ้นเติบโต เฉลี่ย 11.7% ส่วนหุ้นเด่น ได้แก่ หุ้น BBL ให้ราคาเป้าหมาย 253.2 บาทต่อหุ้น, CPALL ราคาเป้าหมาย 95.7 บาทต่อหุ้น, ERW ราคาเป้าหมาย 9.45 บาทต่อหุ้น, KBANK ราคาเป้าหมาย 249 บาทต่อหุ้น และ PTTGC ราคาเป้าหมาย 113 บาทต่อหุ้น

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์การลงทุนของเอกชนช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปีนี้ว่า เติบโตดีขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) บางกลุ่ม เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้น ทำให้การส่งออกเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเอกชนใช้กำลังผลิตมากขึ้น อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์ ใช้กำลังการผลิตสูงถึง 70-80% รองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

“แม้ภาพรวมการลงทุนเอกชนดีขึ้น แต่เอสเอ็มอีที่พึ่งพาตลาดในประเทศ ยังต้องเฝ้าระวัง เพราะกำลังซื้อในประเทศทรงตัว ราคาสินค้าเกษตรไม่ค่อยดี แต่จากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ทั้งสินเชื่อเอสเอ็มอี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค น่าจะทำให้เอสเอ็มอีกลับมาคึกคักไตรมาส 3 เป็นต้นไป สำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เรียกความเชื่อมั่นภาคเอกชนได้มาก แต่การลงทุนใหม่ต้องรอความชัดเจนของโครงสร้างพื้นฐานก่อน”.

สภาธุรกิจตลาดทุน ชี้ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ยังร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 แม้ดัชนีลด 8.7% เหตุคาดการณ์ผลประกอบการ บจ.ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยโต 13 มี.ค. 2561 09:06 13 มี.ค. 2561 09:07 ไทยรัฐ