วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
งานเข้าคนไทย! บินเที่ยวนอก หิ้วไอทีกลับเกิน 2 หมื่น ถูกปรับฐานนำเข้า

งานเข้าคนไทย! บินเที่ยวนอก หิ้วไอทีกลับเกิน 2 หมื่น ถูกปรับฐานนำเข้า

  • Share:

"อรรถวิชช์" ชี้ "ไทยแลนด์ โอนลี่" งานเข้าคนไทยไปเที่ยวนอก กรมศุลฯออกกฎประหลาด ต้องสำแดงกล้อง มือถือ สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เกิน 2 หมื่น ไม่เช่นนั้นต้องถูกปรับเสียภาษี "ฐานนำเข้า" แถมเปิดช่องให้ จนท.ใช้ดุลพินิจชี้ถูกผิดได้

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.61 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 เรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยานว่า กรณีนี้ถือว่า งานเข้าประชาชนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศซะแล้ว และน่าจะมีแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ออกกฎหมายว่า คนพกกล้องถ่ายรูปไปเที่ยวต่างประเทศต้องแจ้งก่อน ไม่เช่นนั้นจะโดนเรียกเก็บภาษี เพราะขั้นตอนปกติคือ คนจะไปต่างประเทศต้องต่อคิวเพื่อเช็กอินออกตั๋วโดยสาร แสดงหนังสือเดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ตรวจค้นสัมภาระตามมาตรฐานรักษาความปลอดภัย แต่ประกาศกรมศุลกากรที่ 60/2561 ได้เพิ่มขั้นตอนที่จะเป็นภาระให้กับคนไทยที่จะไปท่องเที่ยวต่างประเทศอีก คือ ถ้าเราจะเอาของใช้ส่วนตัวไปใช้ต่างประเทศ เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ คอมพิวเตอร์พกพา จะต้องแจ้งกับพนักงานศุลกากรที่ห้องทำการศุลกากรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออกก่อน โดยต้องแสดงของที่จะเอาไป แสดงเครื่องหมาย เลขหมาย (Serial number) แล้วยังจะต้องถ่ายภาพสิ่งของที่เราจะเอาไปอีก 2 ชุดให้กับพนักงานศุลกากร เพื่อออกหลักฐานที่เรียกว่า "ใบรับแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไป" เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันตอนเดินทางกลับมาประเทศไทยว่า ของที่เราเอาติดตัวไปเป็นของที่เราใช้และเป็นเจ้าของตั้งแต่ก่อนออกเดินทางอยู่แล้ว เพื่อไม่ต้องเสียอากรภาษี

นายอรรถวิชช์ กล่าวต่อว่า ส่วนขากลับเข้าประเทศ ตามปกติจะมีการตรวจสัมภาระ 2 ช่องทาง คือกรณีสิ่งของต้องเสียอากร ให้เข้า "ช่องแดง" ที่เขียนว่า "มีของต้องสำแดง" โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่หากไม่มีสิ่งของที่เข้าข่ายให้ตรวจสอบให้เข้า "ช่องเขียว" ที่เขียนว่า "ไม่มีของต้องสำแดง" ซึ่งจะสุ่มตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารบางคน ปกติคนส่วนใหญ่ก็จะเข้าช่องเขียวกันหมด ซึ่งเชื่อว่าจากนี้ไปหลายคนจะต้องเดินเข้าช่องแดง

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า ในกรณีถ้าเราไม่แจ้งยืนยันสิ่งของที่เราเอาติดตัวไปนอกประเทศ เพราะคิดว่าเป็นสิ่งของที่ใช้ตามปกติอยู่แล้วจึงไม่แจ้งสำเนารูปภาพก่อนออกนอกประเทศ และขากลับเข้าประเทศไทยเมื่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรตรวจพบโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ที่เราพกไปด้วย รวมทุกอย่างแล้วมูลค่าเกิน 20,000 บาท ซึ่งไม่มีใบรับแจ้งว่า เป็นสิ่งของที่เรานำติดตัว ผลคือถ้าเดินเข้าช่องเขียว เราจะโดนปรับและแถมถูกดำเนินคดีอาญา แต่ถ้าเดินเข้าช่องแดง เจ้าหน้าที่จะมีดุลยพินิจตัดสินว่า ไอโฟน กล้อง นาฬิกา โน้ตบุ๊กของเราที่ไม่ได้แจ้งสำเนารูปถ่ายไว้ก่อนตอนออกนอกประเทศเหล่านี้ ควรเสียภาษีหรือไม่ เพราะให้แจ้งแล้ว กลับไม่แจ้งก็เข้าข่ายต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถประเมินภาษีใหม่ให้เราชำระที่จุดตรวจได้ โดยชำระเป็นเงินสด หรือจะรูดจ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ได้

"เรื่องนี้มันแปลกประหลาดที่สุดและน่าจะมีแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ออกกฎมาบังคับใช้เช่นนี้ จนคนพูดติดปากว่า Thailand Only ผมขอฝากอธิบดีกรมศุลกากรด้วยว่า จะออกกฎใหม่ทั้งที ทำไมยังฝืนธรรมชาติจนทำให้คนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศทุกคนเข้าข่ายผิดได้หมด โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถใช้ดุลยพินิจตัดสินชี้ถูกชี้ผิด แบบนี้ไม่สมควรทำในยุคสังคม 4.0 ขอได้โปรดเอาใจเขามาใส่ใจเราก่อนมีคำสั่งบังคับใช้ทางกฎหมายกับประชาชน จนส่งผลกระทบตามมาทั้งที่ไม่ควรทำ" นายอรรถวิชช์ กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้