วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ของบ 8 พันล้าน ระบบไอทีรัฐสภาใหม่

ชงครม.13มี.ค. บี้เสร็จปลายปี ‘พรเพชร’ เสนอ สนช.ส่งตีความ ก.ม.ลากตั้งส.ว.

“พรเพชร” ส่งซิกแนะ สนช.เข้าชื่อยื่นศาล รธน.ตีความร่างกฎหมายลูก ส.ว. ยกเหตุ “มีชัย” ทัก ท้วง แบ่งกลุ่มผู้สมัครอิสระกับตัวแทนองค์กรส่อขัดรัฐธรรมนูญ ยันไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง ก.พ.62 กมธ.ปัดไม่ใช่แท็กติกถ่วงเวลา “ครูหยุย” เผย กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายถกนอกรอบเคลียร์ปมร้อนก่อนโหวต หวั่นมือดีย่องส่งศาล รธน.ชี้ขาดหลัง ก.ม.ประกาศใช้ “หมอเจตน์” รับปรมาจารย์สะกิดมาต้องเงี่ยหูฟัง “ธานี” ยื้อตั้งพรรค กปปส. อ้างยังมีเวลาไม่รีบ “สุเทพ” ไม่มาขอลุยเอง “พลังธรรมใหม่” กลับลำเลิกชู “ประยุทธ์” นายกฯคนนอก “ไพบูลย์” ไม่หวั่น “บิ๊กตู่” เรตติ้งตกยังหนุนต่อ เร่งรัฐสภาใหม่เปิดใช้ปลายปี ชงขอ 8 พันล้านติดตั้งระบบไอที

หลังจากฝ่ายการเมืองจับตามาตลอดว่าแม่น้ำ 5 สายภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามยื้อโรดแม็ปการเลือกตั้งออกไปโดยใช้เทคนิคกฎหมาย ล่าสุดนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุได้ให้คำแนะนำแก่สมาชิก สนช. เข้าชื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะประเด็นการแบ่งผู้สมัครออกเป็น 2 ส่วนคือ ผู้สมัครอิสระ และตัวแทนองค์กรต่างๆ มีข้อท้วงติงว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

“พรเพชร” ส่งซิกส่งตีความ ก.ม.ลูก ส.ว.

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 มี.ค. ที่อาคารรัฐสภาใหม่ ย่านเกียกกาย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี สนช.จะลงมติร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ในวันที่ 8 มี.ค.ว่า คาดว่าร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับจะผ่านความเห็นชอบ เพราะไม่มีเหตุที่สมาชิก สนช.จะลงมติคว่ำร่างดังกล่าว เนื่องจากได้ข้อสรุปร่วมกันในคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม 3 ฝ่ายแล้ว อย่างไรก็ตามแม้จะผ่านการลงมติเห็นชอบ แต่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทักท้วงว่า มีหลักการอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงแนะนำให้ สนช.เข้าชื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สมาชิก สนช.ต้องมาพิจารณาว่าจะเข้าชื่อกัน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อความชัดเจนหรือไม่

มั่นใจไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง

นายพรเพชรกล่าวอีกว่า หากมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คาดการณ์เช่นเดียวกับนายมีชัยว่า จะไม่กระทบต่อโรดแม็ปการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ไม่เกินเดือน ก.พ.2562 เพราะคาดว่ากระบวนการต่างๆสามารถทำให้เสร็จสิ้นได้ในระยะเวลาที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขยายเวลาบังคับใช้ออกไป 90 วัน โดยประเด็นที่กรธ.ทักท้วงว่าร่างกฎหมายลูก ส.ว.อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญคือ กรณีการแบ่งผู้สมัครออกเป็น 2 ส่วนคือ ผู้สมัครอิสระ และตัวแทนองค์กรต่างๆ เพราะรัฐธรรมนูญมีหลักการให้ผู้สมัครโดยอิสระดำเนินการเลือกกันเองทั้งหมด ไม่มีหลักการให้องค์กรต่างๆมากลั่นกรองตัวผู้สมัครก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเอง

เงี่ยหูรับฟังข้อท้วงติง “ซือแป๋มีชัย”

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า ในการประชุมวิป สนช.เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ไม่ได้หารือถึงกรณีข้อห่วงใยของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ที่เป็นห่วงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. อาจมีเจตนารมณ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อระดับปรมาจารย์กฎหมายท้วงติงมา ต้องรับฟังเพื่อความรอบคอบ ขณะนี้ยังไม่ทราบว่า สนช.จะเข้าชื่อกันยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ใน สนช.จะหารือกัน แต่ส่วนตัวมองว่าการให้มี ส.ว.มาจาก 2 ทาง อยู่ในบทเฉพาะกาลไม่ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ขอให้รอดูในที่ประชุม สนช.วันที่ 8 มี.ค.ว่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้หรือไม่

โบ้ยไม่ใช่แท็กติกถ่วงเวลา

พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ กรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ท้วงติงการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.ของ กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ระบุเรื่องที่มา ส.ว.จากการสมัครโดยอิสระและตัวแทนหน่วยงานส่งมา ไปอยู่ในบทเฉพาะกาล ให้มีผลบังคับใช้เฉพาะ 5 ปีแรกอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขัดข้องหากจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นดังกล่าว ถือเป็นสิทธิของ สนช.ในการเข้าชื่อ 1 ใน 10 ของ สนช.ที่มีอยู่ แต่ยังเชื่อมั่นว่ากรณีที่มา ส.ว.จากการสมัครอิสระและหน่วยงานส่งมา ไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะในชั้นประชุม กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ตอนที่ลงมติเรื่องการนำประเด็นข้อขัดแย้งเรื่อง ส.ว. 3 ข้อไปไว้ในบทเฉพาะกาล กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายลงมติเห็นด้วย 9 ต่อ 2 เสียงและไม่มีข้อตกลงว่าหาก กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย รอมชอมเรื่องร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.แล้ว จะให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในภายหลัง การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคงไม่ใช่แท็กติกถ่วงเวลาการเลือกตั้ง เพราะถึงอย่างไรการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามโรดแม็ปภายในเดือน ก.พ.2562

กมธ.3 ฝ่ายขอทบทวน ก.ม.ก่อนโหวต

นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. กล่าวว่า ในวันที่ 8 มี.ค.ก่อนการประชุม สนช.เพื่อลงมติร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะมีการประชุม กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายของกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ เพื่อพิจารณาถึงข้อท้วงติงและห่วงใยในเนื้อหาของกฎหมายที่ถูกมองว่า อาจจะเข้าข่ายขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มีหลายฝ่ายให้ความห่วงใยไม่ใช่แค่เฉพาะนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เพียงคนเดียว แต่ยังมีคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายของ สนช.และวิป สนช. ยังแสดงความเป็นห่วงด้วย เมื่อหลายฝ่ายมีข้อห่วงใยพร้อมกัน จึงต้องนำมาทบทวนให้เกิดความรอบคอบอีกครั้ง ก่อนจะลงมติโหวตในที่ประชุม สนช. จะได้ไม่เกิดเหตุคว่ำกฎหมายกลางสภา โดยประเด็นที่ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายจะหารือกันอีกครั้งก่อนประชุม สนช. ในส่วนร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.คือ การตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว.คือ ประเด็นการเขียนบทเฉพาะกาลให้ ส.ว.มีที่มาจากการสมัครอิสระและหน่วยงานส่งมา ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะแก้ไขเนื้อหาอะไรหรือไม่

ห่วงเจอยื่นตีความหลังประกาศใช้

นายวัลลภกล่าวว่า มั่นใจว่าร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. และคงไม่มี สนช.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนที่จะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะเท่าที่ดูท่าทีของ สนช.ไม่มีใครติดใจประเด็นเนื้อหาที่ กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายเสนอมา แต่ไม่แน่ใจว่า หลังจากที่ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีใครยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะจะมีผู้ที่สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยื่นวินิจฉัยได้มากกว่าเดิม ทั้ง สนช. ภาคประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย

“สมชัย” เตือนทุกพรรคอย่าชะล่าใจ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.โพสต์เฟซบุ๊กเตือนพรรคการเมืองอย่าชะล่าใจ เร่งดำเนินการรับมือเพื่อรองรับการเลือกตั้ง โดยระบุว่า กรอบเวลาในการดำเนินการต่างๆให้แล้วเสร็จของพรรคการเมืองตามคำสั่งของ คสช.ที่ 53/2560 คือ ต้องทำให้เสร็จใน 180 วัน นับแต่ 1 เม.ย. 2561 ดูจากกรอบเวลาคล้ายว่าจะมีเวลามาก แต่สิ่งที่พึงระมัดระวังคือ ถ้า กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ประกาศในราชกิจจาฯ เร็วกว่าที่คาด วันเลือกตั้งมีสิทธิกลับมาอยู่ในช่วงปลายปี 2561 ไม่ใช่ต้นปี 2562 เช่น หากนายกรัฐมนตรีสามารถทูลเกล้าฯ ได้ภายใน 15 มี.ค.2561 หากมีการโปรดเกล้าฯ ลงในภายใน 1 เดือน ไม่ใช่กรอบเต็ม 3 เดือนตามกฎหมาย นับจากกลาง เม.ย.ปฏิทิน 90 วันที่ชะลอใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.จะเริ่มนับตามด้วยการเลือกตั้งใน 150 วัน ถ้า กกต.ไม่ใช้เวลาเต็ม 150 วัน ในการจัดการเลือกตั้ง วันเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 ตัวเลขเวลาที่ปลอดภัยในการเตรียมการของทุกฝ่ายจะสั้นลง

งานหินหาตัวแทนให้ครบตามเกณฑ์

นายสมชัยระบุว่า ระยะเวลาปลอดภัยจะไม่ใช่ 6 เดือน อาจเหลือเพียง 4 เดือนนับจาก 1 เม.ย.2561 นอกจากนี้จำนวนสมาชิกในสาขาภาค 4 ภาค ภาคละ 500 คน และตัวแทนจังหวัด จังหวัดละ 100 คน ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการส่งผู้สมัครเขต แปลว่าหากจะส่งครบทุกเขตเพื่อหวังคะแนนให้มาก เพื่อไปคำนวณปันส่วนไปยังจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีสมาชิกจากทุกจังหวัด รวม 7,700 คน หรือจังหวัดละ 100 คน แต่การคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดควรขยับขึ้นไปเป็น 120-130 คนต่อจังหวัด หรือรวมทั้งประเทศ 10,000 คน โดย กระจายครบทุกจังหวัด

พรรคใหม่ซาจองเพิ่มชื่อเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเปิดรับจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นวันที่ 4 ปรากฏว่าตลอดทั้งวันมีเพียง 1 กลุ่ม มาขอจดแจ้ง คือ พรรคพัฒนาแผ่นดิน นำโดยนายสุนทร สุทธิธาทิพย์ ทั้งนี้ตลอด 4 วัน มีผู้มายื่นจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคแล้ว 47 พรรค

“ธานี” ยื้อจังหวะตั้งพรรค กปปส.

ส่วนการจัดตั้งพรรคของกลุ่ม กปปส. นายธานี เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ น้องชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยฯ (มปท.) และแกนนำ กปปส. กล่าวถึงความคืบหน้าการจดแจ้งเพื่อขอตั้งพรรคการเมืองของกลุ่ม กปปส.ว่า ยังมีเวลาเตรียมความพร้อมอีกมาก เพราะ กกต.ไม่ได้จำกัดระยะเวลาการเข้าจดแจ้งจองชื่อเพื่อขอตั้งพรรคการเมือง อีกทั้งได้เกิดเหตุไม่คาดฝันพระเทพพิพัฒนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าอาวาสวัดใหม่พัฒนาราม พระอารามหลวง ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พระอาจารย์ของตนและนายสุเทพ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ที่บวชอุปสมบทให้เพิ่งมรณภาพ จึงต้องขอมาช่วยจัดงานต่างๆ เกี่ยวกับพระอาจารย์ให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะถึงแม้จะเดินทางไปจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองในช่วงนี้ คือ ไปจดเร็ว มันก็ต้องรอ และไม่สามารถทำอะไรได้ก่อนอยู่ดี จึงขอช่วยงานสำคัญของพระอาจารย์ให้เสร็จก่อน ค่อยทำไปทีละเปลาะก่อน หลังจากนี้หากพร้อมแล้ว เราค่อยไปจดทีหลังยังทัน เวลานี้จึงยังไม่สามารถระบุวันที่แน่ชัดได้

ยันลุยแน่ แม้ “สุเทพ” ไม่มา

เมื่อถามว่า นายสุเทพประกาศแล้วว่า จะไม่ตั้งพรรคการเมืองและไม่รับตำแหน่งทางการเมืองจากพรรคใดทั้งสิ้น นายธานีกล่าวว่า นายสุเทพไม่ตั้งพรรคเป็นเรื่องของนายสุเทพ ไม่เป็นไร เราตั้งพรรคเองได้ เรามีคนที่จะมาร่วมกันอยู่แล้ว ตอนนี้มีเยอะแล้ว ส่วนที่ยังไม่ไปยื่นขอจองชื่อพรรคใหม่ เนื่องจากยังมีเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบ ต้องเตรียมตัวในทุกด้านให้พร้อมก่อน เพราะหากจะยื่นจดแล้วทุกอย่างจะต้องพร้อม เมื่อถามอีกว่า พรรคใหม่ที่จะตั้งนี้จะให้นายสุเทพมาเป็นที่ปรึกษาหรือไม่ นายธานีกล่าวว่า ท่านคงไม่เอา

“ณัฐวุฒิ” จี้ทุกค่ายโชว์จุดยืนให้ชัด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนหน้าใหม่ตั้งพรรคการเมืองว่า เป็นบรรยากาศที่ดี มีหลายกลุ่มแสดงความพร้อมตั้งพรรคเพื่อลงสู่สนามเลือกตั้ง นอกจากนโยบายเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องแล้ว การต่อสู้ในหลักการประชาธิปไตยกับอำนาจระบอบเผด็จการจะเป็นกระแสสูง ไม่ว่าพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่หรือพรรคเล็กต้องแสดงจุดยืนเรื่องนี้ให้ชัด เมื่อถามว่า นปช.ยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยังคงสนับสนุนหลักการประชาธิปไตย เรายังเป็นมิตรและแนวร่วมกันอยู่ พรรคใดที่มีแผนอยู่ในใจที่จะจับมือกับการสืบทอดอำนาจและหวังผลประโยชน์ทางการเมืองขอให้ประชาชนช่วยกันจับตาดู กลุ่ม กปปส.นั้นคิดว่าเตรียมตั้งพรรคการเมืองแน่นอน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ มปท.พร้อมจะมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง แต่น่าจะผิดคิว เดิมจะก่อตั้งโดยสมาชิกกปปส.และเชิญนายสุเทพมาเป็นที่ปรึกษาพรรค แต่นายธานี เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กลับบอกว่าเป็นพรรคที่นายสุเทพจะตั้งขึ้นมาเอง ทำให้รีรอกันอยู่ หากฝ่ายผู้มีอำนาจร่วมมือกันให้มีการสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง ต้องเกิดพรรคจาก กปปส.อยู่ดี แต่ไม่น่ามีอะไรต้องวิตกกังวล อยู่ที่ประชาชนตัดสินใจ

“นิพิฏฐ์” ตอก “เต้น” แค่บัวใต้น้ำ

วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่เคยพูดชัดๆว่าจะไม่ร่วมมือกับ คสช.สนับสนุนนายกฯคนนอก อุดมการณ์คือ ร่วมทอดอำนาจเผด็จการหรือไม่นั้น อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศเมื่อ 6 เม.ย.2489 เราต่อต้านทั้งเผด็จการในสภาฯและนอกสภาฯ เราจึงประกาศว่า หลังเลือกตั้งเราสนับสนุนหัวหน้าพรรคของเราเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิอย่าห่วงพรรคประชาธิปัตย์เลย ว่าแต่ว่านายณัฐวุฒิหาหัวหน้าพรรคของตัวเองให้เจอก่อนแล้วค่อยมาแขวะพรรคอื่น จนถึงวันนี้แล้ว ยังแยกไม่ออกว่า อย่างไหนคือเผด็จการ อย่างไหนคือประชาธิปไตย แบบนี้ เปรียบเหมือนบัวใต้น้ำ ได้แต่เป็นอาหารของปลาและเต่าไปวันๆ

“ไพบูลย์” ย้ำยังหนุน “ประยุทธ์”

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือถึง คสช.ผ่าน กกต.ไปเมื่อวันที่ 6 มี.ค. เพื่อขอเปิดประชุมพรรค คาดว่าช่วงปลายเดือน มี.ค.จะจัดประชุมพรรคครั้งแรกได้ เพื่อดำเนินการทางธุรการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคมาจากสาขาอาชีพ รวมถึงอดีตนายทหารยศ พล.อ.หลายคน เมื่อถามว่าโพลคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและห้วหน้า คสช.ลดน้อยลงนายไพบูลย์ตอบว่า จุดยืนยังเหมือนเดิม ถ้าเทียบแบบตัวต่อตัวแล้วคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ดีกว่าทุกคนที่มีชื่อว่าจะเป็นนายกฯคนต่อไป และไม่ได้มองพรรคใหญ่ยังได้เปรียบ ให้ไปถามเขาดูว่าจำนวน ส.ส.จะลดลงเท่าใดดีกว่า

พลังธรรมใหม่กลับลำเลิกชู “บิ๊กตู่”

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย นพ.ระวี มาศฉมาดล ผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรมใหม่ แถลงข่าวว่า จุดยืนพรรคสนับสนุนคนดี มีคุณธรรม มีความสามารถเป็นนายกฯ โดยพรรคได้ทำหนังสือขออนุญาต คสช.จัดประชุมพรรคแล้ว คาดอีก 2 เดือนพรรคจะจัดประชุมได้ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค รวม ถึงประกาศวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคเพื่อดำรงตำแหน่งนายกฯ หลังเลือกตั้งพรรคจะรวบรวมเสียงในสภาเพื่อให้คนของพรรคเสนอ 1 ใน 3 คนเป็นนายกฯ แต่ถ้าไม่พอพรรคจะเลือกคนดีที่สุด คาดว่าเมื่อถึงเวลานั้นอาจแข่งขันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กับพรรคเพื่อไทย พรรคขอย้ำชัดเจนว่าไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ และถ้ามีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นชื่อลำดับท้ายๆที่จะตัดสินใจเลือก ส่วนนโยบายพรรคที่วางไว้คือ ป้องกันการทุจริต ปราบปรามคอร์รัปชัน แก้ไขวัฏจักร “โง่ เจ็บ จน”

คสช.จับตา “ธนาธร” จ้อโซเชียล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯให้สัมภาษณ์กรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานบริหารกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ที่เตรียมก่อตั้งพรรคการเมือง ออกมาพูดผ่านโซเชียลมีเดีย จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนเป็นการหาเสียง ทั้งที่ คสช.ยังไม่ปลดล็อกทางการเมืองว่า ไม่อยากไปวินิจฉัย คสช.คงจับตาดูอยู่ ถ้าไปถึงจุดที่ล้ำเส้นเมื่อไหร่ก็จะเตือน ถ้าเกินจากนั้นต้องเชิญมาห้ามปราม

วอนเลี่ยงความเห็นแตกแยก

ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน.กล่าวถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า รัฐบาลให้เสรีภาพทุกคนตามกฎหมาย แต่ต้องหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่ทำให้เกิดความแตกแยกและขอให้ทุกฝ่ายรับข้อมูล ข่าวสารอย่างมีสติ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปเผยแพร่ อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ได้รับบิดเบือนหรือไม่ หากไม่แน่ใจขอให้สอบถามจากหน่วยงานภาครัฐ สิ่งใดที่พบเห็นแล้วผิดแปลกไปจากความเป็นจริงควรตรวจสอบก่อนจะเผยแพร่ ส่วนโครงการไทยนิยม ยั่งยืน กอ.รมน.ได้ลงพื้นที่ร้อยละ 50 ของทั้งประเทศแล้ว ประชาชนแสดงความเห็นมากกว่า 3 ล้านคน แต่ไม่ได้ไปสำรวจความต้องการอยากเลือกตั้ง ยืนยันว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เลื่อนสั่งฟ้องคดีกลุ่มคนอยากลต.

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 6 ปทุมวัน พ.ต.ท.สมัคร ปัญญาวงศ์ พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน นัดหมายกลุ่มผู้ชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง 39 คน เข้าพบพนักงานอัยการเพื่อรับฟังคำสั่งฟ้องไม่ฟ้อง คดีที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน แจ้งข้อหาผู้ชุมนุม 39 คน ที่รวมตัวชุมนุมบนลานสกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง 2 ข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ข้อ 12 และร่วมกันสนับสนุนการจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวังพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความจากศูนย์ทนายความ เพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางมา 20คน ได้ยื่นคำร้องต่ออัยการเพื่อให้สอบพยานเพิ่ม อัยการรับคำร้องและนัดผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเพื่อรับฟังคำสั่งคดีอีกครั้งวันที่ 9 มี.ค.

สอบ นปช.เปิดศูนย์ปราบโกง 17 ก.ค.

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกอบด้วย 1.นายจตุพร พรหมพันธ์ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นางธิดา ถาวรเศรษฐ 4.นพ.เหวง โตจิราการ 5.นายยงยุทธ ติยะไพรัช 6.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ 7.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 8.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 9.นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ 10.นายสมหวัง อัสราษี 11.นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ 12.นายเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ 13.นายอารี ไกรนรา 14.นายสมชาย ใจมุ่ง 15.นายพรศักดิ์ ศรีละมุล 16.นายนิสิต สินธุไพร 17.นายยศวริศ ชูกล่อม และ 18.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ขาดนายศักดิ์ระพี พรหมชาติ ที่ป่วยส่งทนายความมาขอเลื่อนนัดศาล ทั้งหมดมาตามนัดสอบคำให้การอัยการศาลทหารกรุงเทพ แกนนำ นปช.ทั้ง 19 คน ถูกดำเนินคดีฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป จากกรณีร่วมกันแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 59 โดยศาลเลื่อนนัดสอบคำให้การไปวันที่ 17 ก.ค.

นายกฯเรียก รมต.เร่งงานเรียงตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 08.45 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้เดินทางเข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดยเรียกรัฐมนตรีหลายคนเข้าพบเพื่อหารือพูดคุยเป็นรายบุคคล ได้แก่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน ตามลำดับ เพื่อเร่งการทำงานโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและแก้ปัญหาต่างๆ อย่างการพูดคุยหารือกับนายกฤษฎา พล.อ.ประยุทธ์ได้เร่งรัดเรื่องการปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น กระทั่งเวลา 11.30 น. บรรดารัฐมนตรีที่เรียกเข้าพบจึงพากันทยอยเดินทางกลับออกจากทำเนียบรัฐบาล

เจียดงบฯไทยนิยมอุ้มเอสเอ็มอี

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (เฉพาะกิจ) ครั้งที่ 1/2561 โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลเดินหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืน กำลังลงพื้นที่ไปพบประชาชน การสร้างวิสาหกิจชุมชนเป็นสิ่งสำคัญควรต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย เมื่อคณะทำงานสรุปรายงานข้อมูลที่ทีมไทยนิยมยั่งยืนรวบรวมมาแล้ว หากมีโครงการใดจะขอรับการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีขอให้นำมาประกอบการพิจารณาจะใช้จ่ายงบฯเพื่อส่งเสริมด้วย ไม่เช่นนั้นเป้าหมายจะไม่ครบถ้วน และขอให้จัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายงบตามภารกิจตรงความต้องการ โดยขอให้ปรับแนวทางให้ตรงกับเป้าหมายในพื้นที่ทั้งหมด 76+1 จังหวัดให้ทันเวลาในปี 2561 เพื่อจะได้งานที่เพิ่มพูนออกไป ไม่ใช่จะใช้แต่งบฯของโครงการไทยนิยมยั่งยืนอย่างเดียว

เมิน “ทักษิณ” ไม่ยอมรับคดีสัมปทาน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึง กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่ยอมรับการพิจารณาคดีลับหลัง โดยไม่แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับ คดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิตว่า ศาลจะพิจารณาไปฝ่ายเดียว ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นระบบไต่สวน แน่นอนจะเป็นผลเสียต่อนายทักษิณเอง ศาลอาจช่วยซักพยานให้ได้บ้าง แต่คงทำได้ไม่เต็มที่ เหมือนมีทนายมาช่วยซัก การตั้งทนายความมาสู้คดีแบบนั้นดีที่สุด แม้ไม่ซักถามอะไรมานั่งสังเกตการณ์ก็ยังดี

ทนายซัดขัดหลักนิติธรรมสากล

นายวีรภัทร ศรีไชยา หนึ่งในคณะทนายความคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯกล่าวว่า ได้รับทราบจากคนสนิทของนายทักษิณว่า ไม่เห็นด้วยกับกรณีการแก้กฎหมายให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลย และเป็นกฎหมายย้อนหลังอันขัดหลักนิติธรรมสากล นายทักษิณจบปริญญาเอกด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงคัดค้านความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ และการแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต รัฐไม่ได้เสียหาย บริษัทไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เพราะต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าเดิมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือจ่ายภาษีสรรพสามิต อีกส่วนหนึ่งจ่ายให้กับบริษัทรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐได้เงินเร็วขึ้น ไม่ต้องรอปันผลจากรัฐวิสาหกิจ เมื่อคดีอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีของศาล เชื่อว่าศาลจะพิจารณาตรวจสอบว่าการแปลงค่าสัมปทานดังกล่าว เมื่อกระทรวงการคลังได้รับประโยชน์ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จะก่อเกิดความเสียหายแก่รัฐตามฟ้องของอัยการสูงสุดหรือไม่ จะติดตามผลของคดีนี้ต่อไป

พท.อัดผลไม้พิษจากรัฐประหาร

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2557 จากสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ในชั้น กมธ.ร่างกฎหมายทราบว่าตัวแทนฝ่ายศาลยุติธรรมไม่เห็นด้วย ถือเป็นสิทธิที่นายทักษิณคัดค้านกฎหมายดังกล่าว ที่เป็นผลไม้เป็นพิษจากการปฏิวัติรัฐประหาร เสียดายที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกว่าช่วยไม่ได้ที่นายทักษิณไม่ส่งทนายสู้คดี ถือเป็นคำพูดที่ไม่ควรใช้พูดซ้ำเติมกัน นายวิษณุทำหน้าที่อะไรเกี่ยวข้องกับการเสนอกฎหมายที่นายทักษิณถูกดำเนินคดีนี้หรือไม่ ทางที่ดีควรชี้แจงว่าขณะนั้นทำหน้าที่ใดด้วยเพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบต่อไป

สภาฯใหม่เริ่มต้นใช้งานปลายปี

เมื่อเวลา 11.30 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมคณะสนช.ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปจากเจ้าหน้าที่ นายพรเพชรกล่าวว่า คืบหน้าไปแล้ว 50% คาดว่าจะส่งคืนพื้นที่อาคารรัฐสภาปัจจุบันให้สำนักพระราชวังได้ในช่วงที่ตนออกจากตำแหน่งพอดีหรือช่วงการเลือกตั้งเดือน ก.พ.2562 จะเร่งรัดก่อสร้างห้องประชุมใหญ่และห้องทำงานที่จำเป็นก่อน หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น อยากให้สภาชุดใหม่ได้เข้ามาทำงานที่รัฐสภาใหม่ ห้องประชุม ส.ว.คาดว่าจะเสร็จในปลายปีนี้ ห้องประชุม ส.ส.คาดว่าจะเสร็จ มี.ค.2562 แต่จะเร่งรัดให้เร็วกว่านี้ อย่างไรก็ตามสมัยทำสัญญาก่อสร้างได้ตัดรายการบางอย่างคือ ระบบไอที และระบบโสตทัศนูปกรณ์ ออกเพื่อให้อยู่ในวงเงินงบประมาณ จึงต้องขอจาก ครม. เพื่ออนุมัติงบฯดำเนินงานดังกล่าว จะต้องมีการประมูลใหม่

ชงขอ 8 พันล้านติดระบบไอที

นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้โครงสร้างภายนอกของอาคารรัฐสภาใหม่เสร็จไป 98% ส่วนงานตกแต่งภายในเสร็จเพียง 20% แต่ได้เร่งรัดให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยเฉพาะห้องประชุมจันทรา หรือห้องประชุม ส.ว. ความจุ 300 ที่นั่ง ห้องประธานกรรมาธิการ ห้องทำงานสมาชิก ห้องทำงานข้าราชการวุฒิสภา จะให้ย้ายข้าราชการมาปฏิบัติหน้าที่บางส่วนภายในสิ้นปีนี้ ส่วนห้องสุริยัน หรือห้องประชุม ส.ส. ความจุ 800 ที่นั่ง จะเร่งรัดให้เสร็จสิ้นในเดือน มี.ค.2562 ส่วนงบประมาณการตกแต่ง และระบบไอทีได้ของบประมาณไป 8 พันล้านบาท ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เห็นชอบแล้ว คาดว่าจะเสนองบประมาณต่อ ครม. ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ เพื่อจัดทำระบบเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการก่อสร้าง

“พรเพชร” ส่งซิกแนะ สนช.เข้าชื่อยื่นศาล รธน.ตีความร่างกฎหมายลูก ส.ว. ยกเหตุ “มีชัย” ทัก ท้วง แบ่งกลุ่มผู้สมัครอิสระกับตัวแทนองค์กรส่อขัดรัฐธรรมนูญ ยันไม่กระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง ก.พ.62 ... 8 มี.ค. 2561 01:13 8 มี.ค. 2561 04:50 ไทยรัฐ