วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินซื้อเราไม่ได้ รอให้ตายก่อน ที่มั่นสุดท้ายชีวิต โหน่ง The Standard

ผมกับ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ เจอกันเป็นครั้งที่ 2,

หมายถึงในบทบาท 'คนถาม' กับ 'ผู้ถูกสัมภาษณ์' ครั้งแรกตอนที่เขาช็อกกรณีมีข้อกล่าวหา ขายอุดมการณ์ ทิ้งผู้ร่วมลงขัน ทรยศคนอ่านแลกเงิน 300 ล้าน' ซึ่งเขาบอกกับผมต่อหน้า-หลังกล้องว่า 'แม่งไม่ใช่เรื่องจริง'

จากวันที่เกิดเรื่องไม่นาน เขาโทรมาบอกผมว่า กูกำลังจะลาออกจากบริษัทที่ตั้งมากับมือ เจ็บปวดวะ แต่ไม่ทำอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องนี้กูไม่เกี่ยว ที่สุด สำนักข่าว The Standard เกิดขึ้น 

เกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของสื่อที่แข่งขันมากมาย ผมมีโอกาสได้ออฟฟิศสุดเก๋ ออฟฟิศที่ มีไอศกรีม กาแฟ เบียร์ให้ดื่มฟรี ใจกลางเมืองเดินทางสะดวกสบาย พูดคุยกับเขาถามตรงๆ ทุกเรื่องตั้งแต่อดีต เรื่องสื่อ จุดยืน ชีวิต โมเดลธุรกิจสื่อ เรื่องบ้านเมือง กระทั่งเรื่องคำครหาต่างๆ

-...ตั้งแต่ออกมานายทุนเก่ามีโทรมาบ้างไหม ไม่ได้คุยกันเลย เพราะต่างคนต่างก็มีวิถีของตัวเอง ถามว่าสามารถทำงานร่วมกัน 'คงไม่' เพราะเราเชื่อกันคนละอย่าง

-...เงิน อำนาจ ซื้อเรา ซื้อ The standard ไม่มีวันนั้นใช่ไหม ไม่มีวันนั้น หรือ ไม่ ผมก็ต้องตายก่อน!!

'คนเราต้องมีจุดยืนสักอย่างที่ควรยึดไว้ และสิ่งที่ผมยึดถือคือความถูกต้อง' และย้ำว่า The Standard เป็นที่มั่นสุดท้ายในชีวิตในแง่ของงานที่ทำ ผมคงจะอยู่กับมันไปจนตาย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หรือ โหน่ง The Standard ที่แรกและที่เดียว

Q : เขาบอกว่าชีวิตผู้ชายเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ปี คุณมาเริ่มต้นอีกครั้งเอาตอนใกล้จะ 50 เป็นอย่างไรบ้าง

ผมคิดว่าชีวิตมันเริ่มใหม่ทุกวันตั้งแต่เราลืมตาตื่นนั่นแหละ (หัวเราะ) ใช่ครับ ปีที่แล้วเป็นปีที่หนักหนาสำหรับผม อย่างที่ทราบกัน มันเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเข้าใจผิดว่าผมขายบริษัทให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์แล้วได้เงินหลายร้อยล้าน ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องจริงคือผมไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เกี่ยวข้อง และไม่เอาด้วย ซึ่งช่วงแรกมันก็ยากเหมือนกันที่จะอธิบายให้ทุกคนเชื่อ โดยเฉพาะในสังคมเราที่คนไม่น้อยชอบด่วนสรุปโดยอ่านข่าวผ่านๆ มากกว่าอ่านรายละเอียด แต่ผมก็ใช้ข้อเท็จจริงยืนยันว่าผมไม่ได้เป็นอย่างข้อกล่าวหา และในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงจุดยืนและยืนยันความถูกต้อง

สุดท้ายดีลที่จะซื้อบริษัทผมก็ล้มไปด้วยเหตุผลที่เขาแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า เพราะวงศ์ทนงลาออก ต่อมาคนที่เกี่ยวข้องกับดีลซื้อหุ้นนี้ก็ถูกแบล็กลิสต์ บริษัทมหาชนที่จะซื้อบริษัทผมก็ยื่นล้มละลาย มันก็อธิบายเรื่องทั้งหมดได้ชัดเจนว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครผิดใครถูก

Q : ยังจำความรู้สึกช่วงนั้นได้ดี



จำได้ไม่ลืม เชื่อไหมก่อนหน้านั้นผมไม่เคยมีความคิดเลยว่าจะออกมาก่อตั้งอะไรใหม่ ผมคิดว่าจะอยู่อะเดย์ เป็น ‘โหน่ง อะเดย์’ ไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ แต่สถานการณ์ตอนนั้นผมคิดอย่างเดียวว่าต้องแสดงความชัดเจนให้คนเห็นว่าผมไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหา ที่สุดแล้วมันก็ต้องลาออก แล้วก็พาคนที่เคยร่วมหุ้นมาก่อตั้งบริษัทใหม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันหนักหนามาก ตอนนั้นก็กลุ้มใจครับ เหนื่อยใจ เสียใจ เป็นทุกข์ แต่พอทุกสิ่งทุกอย่างผ่านไป เชื่อไหมครับว่านี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ผมชอบที่สุดในชีวิตเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันทำให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่า ชีวิตผมให้ค่าและให้ความสำคัญกับอะไร คำตอบคือ “ชีวิตผมให้ความสำคัญกับความถูกต้อง คนเราต้องมีจุดยืนสักอย่างที่ควรยึดไว้ และสิ่งที่ผมยึดถือคือความถูกต้อง” ผมมีความเชื่อว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเรายืนหยัดอยู่บนความถูกต้องแล้ว ความถูกต้องจะปกป้องคุ้มครองเรา

Q: The Standard เข้ามาในหัวคุณตั้งแต่เมื่อไหร่

พอตัดสินใจว่าจะลาออก ก็คิดว่าชีวิตผม งานที่ผมรัก ผมเชื่อ ผมชอบที่สุดคืองานสื่อสารมวลชน ให้ผมไปทำอย่างอื่นคงไม่ได้ ทำไม่เป็น ใจมันไม่ได้อยากทำ ก็คิดกับคุณนิติพัฒน์ สุขสวย ที่ก่อตั้ง a day มาด้วยกันและลาออกมาด้วยกัน ว่าจะตั้งบริษัทผลิตสื่อ เป็นการคิดแล้วก็ลงมือประสานงานในระยะเวลาที่สั้นมาก เรียกว่าต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะมีน้องๆ ที่ทำงานเดิมลาออกตามผมมาหลายสิบคน ผมต้องดูแลให้พวกเขามีเงินเดือนต่อเนื่อง ในที่สุดทุกอย่างก็ถูกก่อตั้งขึ้นในเวลาเพียงสามเดือนหลังจากผมลาออก นึกไปก็มหัศจรรย์อยู่เหมือนกัน

เรื่องน่าแปลกใจคือ ตอนที่ผมตัดสินใจลาออก มีเพื่อน มีรุ่นพี่หลายคนโทรมาพูดกับผมคล้ายๆ กันว่า เหตุการณ์นี้มันดีสำหรับผมมากเลยนะ ลองคิดดูว่าถ้าผมอยู่ที่เดิมไปเรื่อยๆ มันเหมือนเป็นการสุดเพดานของผมแล้ว แต่เหตุการณ์นี้มันเหมือนทำให้ผมเกิดใหม่อีกครั้ง แล้วก็เป็นการได้ไปทำในสิ่งที่ผมเชื่อและชอบมันอย่างแท้จริง อธิบายชัดๆ คือพออายุมากขึ้น ความคิดความสนใจของผมมันไปในทางซีเรียสมากขึ้น หลายปีมานี้ผมไม่ได้สนใจเรื่องเล็กๆ ที่งดงามแล้ว แต่สนใจเรื่องปัญหาสังคม เรื่องการเมือง เรื่องสิทธิมนุษยชน พูดง่ายๆ ผมสนใจอยากทำสื่อฮาร์ดนิวส์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคม มากกว่าทำเรื่องซอฟต์ๆ สวยๆ งามๆ มันก็เป็นโอกาสดีที่ได้มาเริ่มต้นทำในสิ่งที่สนใจแท้จริง ซึ่งในแง่หนึ่งมันช่วยจุดไฟในการทำงานให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง

Q โมเดลของ the Standard แบบชัดๆ มันคืออะไร

The Standard คือสำนักข่าวครับ เหมือนไทยรัฐ เดอะการ์เดียน อินดิเพนเดนต์ ฮัฟฟิงตันโพสต์ อัลจาซีรา นี่แหละ เรานำเสนอข่าวสารรายวันทั้งในประเทศและต่างประเทศทุกแวดวง ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง บันเทิง กีฬา และไลฟ์สไตล์ นิยามเราคือ สำนักข่าวที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารในแนวทางสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และแรงบันดาลใจแก่ผู้คน ถ้าสโลแกนก็ “Stand up for the people”

Q : ในเวลา 7-8 เดือน The Standard ได้อย่างที่เราตั้งใจไหม

มากกว่าที่คิด จริงๆ ผมไม่คิดเลยว่า The Standard จะเกิดเร็วขนาดนี้ เราเพิ่งเปิดมาได้ 7-8 เดือนเอง แต่จนถึงวันนี้คนเชื่อแล้วว่า The Standard คือสำนักข่าว มากกว่านั้นผมคิดว่าคนเชื่อว่า The Standard เป็นสำนักข่าวที่แตกต่างจากสำนักข่าวทั่วๆ ไปที่มีอยู่

The Standard เป็นสำนักข่าวออนไลน์เต็มรูปแบบ เรามีคอนเทนต์ที่ครอบคลุมทุกด้าน นำเสนอผ่านทุกแพลตฟอร์มบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าเว็บไซต์ เฟซบุ๊กเพจ ทวิตเตอร์ ยูทูบแชนเนล อินสตาแกรม เรามีเนื้อหาให้อ่าน มีวิดีโอให้ดู มีพอดแคสต์ให้ฟัง เรามีนิตยสารด้วย เรียกว่าไม่ว่าใครชอบเสพสื่อแบบไหน จากไหน เรามีหมด ผมคิดว่าเราน่าจะเป็นสำนักข่าวเดียวในเมืองไทยด้วยซ้ำที่มีครบและทำมันอย่างแอ็กทีฟ

Q : ยากกว่าตอนเริ่มทำอะเดย์ไหม

เงื่อนไข ปัจจัย ช่วงเวลามันต่างกันครับ ตอนที่ผมทำอะเดย์ตอนนั้น มันคือนิตยสารเล่มหนึ่ง สโคปงานมันเล็กๆ คนที่เราจะสื่อสารเป็นกลุ่มไม่ใหญ่นัก ดังนั้นสเกลการทำงานไม่ได้ยากเท่าไหร่ แต่มันก็คงยากด้วยความที่ตอนนั้นผมอายุแค่ 30 ปี มีประสบการณ์ไม่มาก และก็เพิ่งเคยเป็นเจ้าของธุรกิจเอง มันก็ต้องลองผิดลองถูกอะไรเยอะเหมือนกัน แต่พอมาทำ The Standard พูดง่ายๆ คือ ผมผ่านร้อนผ่านหนาวกับชีวิตการทำงานมาพอสมควร ฉะนั้นมันจะมี HOW TO ประมาณหนึ่งที่เราเอามาใช้ได้ ผมว่าประสบการณ์ในการทำงานเป็นรากฐานสำคัญ อีกอย่างคือตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผมทำงาน ผมได้พิสูจน์ฝีมือด้วยการสร้างผลงานอะไรต่างๆ ออกมาไม่น้อย มันก็เป็นแต้มต่อที่ดีที่ช่วยให้ผมได้เริ่มต้นใหม่โดยไม่ยากลำบากนัก

แต่ความยากของ The Standard คือ สำนักข่าวมันเป็นสนามใหญ่ มีเจ้าถิ่น มีผู้มาก่อน มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่เต็มไปหมด ทุกค่ายเก่งทั้งนั้น มีประวัติยาวนาน มีฐานแฟนมากมาย เราเป็นผู้มาใหม่ เราก็ต้องคิดให้เยอะว่าต้องทำยังไงให้แทรกเข้าไปแจ้งเกิดท่ามกลางผู้เล่นเก๋าๆ เหล่านี้ ซึ่งมันก็เป็นความยากที่ผมว่าท้าทายดี

Q ตอนนี้ The Standard แบ่งเป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าแบ่งตามประเภทสื่อ เราทำทั้งสื่อดิจิทัลและสื่อสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ก็นำเสนอผ่านเว็บไซต์ thestandard.co แล้วก็โซเชียลมีเดียทุกชนิด ส่วนสิ่งพิมพ์เรามี The Standard Magazine เป็นนิตยสารภาพข่าวแจกฟรีรายเดือน คล้ายๆ นิตยสาร LIFE น่ะครับถ้าใครเกิดทัน

Q ตอนเริ่มต้น The Standard Magazine เป็นรายสัปดาห์ แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นรายเดือน มันสะท้อนอะไร คุณตัดสินใจผิด หรือว่าเพราะเหตุผลอะไร

มี 2 เหตุผลครับ เหตุผลแรกคือการทำนิตยสารรายสัปดาห์มันเป็นงานหนักเกินไปสำหรับทีมงานผม ซึ่งอันนี้เป็นความผิดพลาดของผมเอง เพราะผมไปคิดว่า The Standard เป็นสำนักข่าว ดังนั้นทุกสื่อที่ทำออกไปมันต้องมีความทันกระแส ทันข่าวสารที่เกิดขึ้นในโลก ผมเลยวางให้มันเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ ซึ่งในช่วงต้นเราก็ทำได้อยู่นะครับ แต่พอทำไปเรื่อยๆ บริษัทผมมันไม่ได้ใหญ่มากเมื่อเทียบกับที่อื่น มีเพียง 80 คน คนทำคอนเทนต์จริงๆ แค่ 40 คน นิตยสารทำกันอยู่ 6 คน

พอผ่านมา 4-5 เดือน คนทำงานเริ่มเหนื่อยเกินไป เริ่มทำไม่ไหว ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ เพราะความสุขของคนทำงานเป็นเรื่องที่ผมใส่ใจ ผมคิดว่างานที่ดีต้องเกิดจากคนทำงานที่มีความสุข ถ้าเมื่อใดคุณรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันไม่สนุก มันเป็นทุกข์ แสดงว่ามันไม่ใช่แล้ว มันบกพร่อง มันผิดพลาด ก็ต้องลงมือปรับเปลี่ยน

อีกเหตุผลต้องยอมรับความจริงว่า ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของสื่อสิ่งพิมพ์ หลายคนพูดว่ามันเป็นขาลง มันตายแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งถ้ามองในบางแง่มันก็ใช่ อย่างด้านโฆษณา สัดส่วนของเม็ดเงินที่ลูกค้าและเอเยนซี่ใช้กับสื่อออนไลน์และสื่ออื่นๆ มันต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สื่อสิ่งพิมพ์ยังได้งบโฆษณา แต่ได้น้อย เพราะฉะนั้นเงินที่ลูกค้าจะลงกับสิ่งพิมพ์รายสัปดาห์เดือนละ 4 เล่มมันไม่พอ เขาอยากลงนะแต่มีงบให้แค่เดือนละเล่ม มันก็ตอบโจทย์กับที่เราปรับเป็นรายเดือน เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยากอะไร พอเปลี่ยนแล้วทุกฝ่ายก็แฮปปี้ ทั้งคนทำงาน ผู้อ่าน และลูกค้า

นี่อาจจะเป็นข้อดีของบริษัทผมคือ คิดเร็วทำเร็ว ถ้าทำไปแล้วเห็นว่าไม่เวิร์กก็ปรับเปลี่ยน ไม่ต้องมีขั้นตอนรอเสนอบอร์ดให้คณะกรรมการตัดสินใจ ผมเคาะเองเลยว่าเอาอย่างนี้แหละ

Q : ไม่ได้รู้สึกว่าเราไม่ควรทำนิตยสาร

ผมเป็นคนที่เติบโตมากับสื่อสิ่งพิมพ์ อยู่กับสื่อสิ่งพิมพ์มาครึ่งค่อนชีวิต ผมเชื่อและรู้ว่าสิ่งพิมพ์มันมีคุณค่าและมูลค่าที่สื่อดิจิทัลให้ไม่ได้ เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเองนะครับ ถ้าคุณไปดูความเคลื่อนไหวของมีเดียในโลกนี้ รู้ไหมว่าปีสองปีที่ผ่านมา ร้านหนังสือเล็กๆ ในยุโรป อเมริกา มันกลับมาได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น สองปีที่แล้วยอดขายแผ่นเสียงในอังกฤษชนะยอดดาวน์โหลดเพลงในไอจูน หนังสือทำมือมีคนตามซื้อเพราะมองว่ามันเป็นงานคราฟต์ ทั้งหมดนี้สื่อความหมายว่า สื่ออะนาล็อกที่คนคิดว่าพ้นสมัยไปแล้ว ไม่มีใครสนใจ จริงๆ แล้วยังไม่ได้สูญพันธุ์ มันยังมีคนที่เห็นคุณค่าและก็ยินดีที่จะซื้อมันอยู่

กลับมาที่ว่าทำไมผมถึงยังทำนิตยสาร เบื้องต้นเลย ผมชอบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์มันให้อารมณ์ความรู้สึก และให้คุณค่าบางอย่างที่สื่อดิจิทัลให้ไม่ได้ ส่วนเรื่องที่ว่ามันค้าขายไม่ได้แล้วก็ไม่จริง ยกตัวอย่างนิตยสาร The Standard ฉบับสองสามเดือนที่ผ่านมา เกรย์ฮาวด์คาเฟ่เขาครบรอบ 20 ปี เขาให้เงินเรามาเกือบล้านเพื่อลงสื่อในบริษัท โดยเจาะจงว่าเอานิตยสารด้วย แสดงว่าสิ่งพิมพ์มันมีมูลค่าบางอย่างที่จับต้องได้อยู่ ถ้าสร้างโมเดลธุรกิจให้ดี ทำให้ดี ทำให้เป็น มันอยู่ได้แล้วก็ทำเงินด้วย

แต่มากกว่าอะไรทั้งหมดคือ ชีวิตผมเวลาจะเลือกทำอะไร ผมจะเลือกทำในสิ่งที่ผมชอบด้วย ผมไม่ใช่คนที่เห็นสังคมนิยมอะไรก็แห่ไปทำสิ่งนั้นเพราะว่ามันขายดี ผมคิดว่างานบางอย่างเราต้องทำเพื่อสนองความคิดจิตใจ งานหนังสือคืองานประเภทนั้น ถ้ามองอีกด้านการที่บริษัทผมมีนิตยสาร มันก็เป็นจุดขายอย่างหนึ่ง ทำให้เราเป็นสำนักข่าวที่โดดเด่นและแตกต่างจากสำนักข่าวทั่วไป

Q : วิธีการเล่นข่าวของ The Standard หลักการมันคืออะไร

เราเล่นทั้งข่าวในกระแส และข่าวที่ไม่อยู่ในกระแส คือผมเข้าใจนะว่าข่าวหลายๆ ประเภทที่คนหมู่มากสนใจ มันมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้คนสนใจ แต่ว่าในฐานะของคนทำสื่อซึ่งมีหน้าที่ในการที่จะสื่อสารกับผู้คนและสังคม ผมคิดว่าเราต้องคิดให้มากก่อนที่จะคัดสรรหรือลงมือทำข่าวสักข่าวมาเผยแพร่ ว่าข่าวนั้นมัน ‘ให้อะไร’ กับผู้คน ถ้าเนื้อหาข่าวนั้นมันไม่ได้ให้ความรู้ ไม่ได้ให้ความคิด ไม่ได้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง คนอ่านอ่านแล้วไม่ได้เกิดสติปัญญา ตรงกันข้าม อ่านแล้วเข้าใจผิด งมงาย เกรี้ยวกราด โง่ลง เราไม่เลือกเสนอข่าวนั้น

ก่อนที่จะก่อตั้งบริษัทเดอะสแตนดาร์ด เราทำเวิร์กช็อปเรื่องวิธีคิดวิธีทำงานสื่อสารมวลชนกันหลายครั้ง เพื่อให้คิดและเข้าใจตรงกัน ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่เราจะต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า The Standard คืออะไร The Standard จะทำอะไร The Standard จะไปทางไหน ก็เป็นโอกาสที่ทีมงานได้ปรับจูนความคิดกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการที่เราเข้ามาทำอาชีพสื่อสารมวลชนคือ เราต้องการให้ความรู้กับผู้คนในสังคม พอได้ปรับอุดมการณ์กันอย่างนี้แล้ว มันก็ทำให้เราตัดเรื่องที่ไม่ใช่ไม่ออกไปได้พอสมควร

Q :The Standard ไม่เล่นเรื่องหมอดู เรื่องไสยศาสตร์ เรื่องใต้เตียงดารา คุณกำลังโชว์เหนือเหรอ?

(หัวเราะ) ผมว่าประเทศเรามีสื่อที่เล่นเรื่องพวกนี้เยอะอยู่แล้ว ไปคลิกอ่านจากไหนก็เจอในคอนเทนต์ออนไลน์ที่มีอยู่มากมายตอนนี้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราไม่สนใจและไม่ให้ค่ามันน่ะครับ ผมไม่รู้ว่าเราจะเล่นข่าวพวกนี้ไปเพื่ออะไร เพื่อเอายอดวิวน่ะเหรอ จิตสำนึกของคนทำสื่อน่าจะดีกว่านี้นะ

Q : The Standard เอาเงินหรือเอากล่อง

The Standard เป็นบริษัทจำกัด มีการลงทุน มีผู้ร่วมทุน แล้วก็มีคนทำงานที่จะต้องดูแล ดังนั้นเราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจแน่นอน ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แต่จุดประสงค์สำคัญที่ผมก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้ ผมไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้รวยมหาศาล แต่มุ่งหวังและมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรให้ The Standard เป็นองค์กรข่าว เป็นบริษัทผลิตสื่อที่มีส่วนในการให้ความรู้ ความคิด ความเข้าใจแก่ประชาชน ทำอย่างไรเราจึงจะมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน ทำให้คนในประเทศเรารู้มากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น ผมว่าสังคมที่ทุกๆ คนมีความรู้ความคิด มันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ พูดให้ชัดคือมันควรจะเป็นหน้าที่และอุดมการณ์ของคนทำสื่อทุกคนด้วยซ้ำที่ต้องคิดอย่างนี้

แต่แน่นอนว่า เราไม่ได้เป็นองค์กรการกุศล เราเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ ด้านหนึ่งก็ต้องทำเงิน เพราะว่าทุกอย่างที่ทำมันมีต้นทุน มีค่าใช้จ่าย เราก็ต้องหาเงิน แต่ผมคิดว่าเรามีวิธีหาเงินที่ถูกต้องและตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบใครไม่ว่าผู้อ่านหรือลูกค้า ยกตัวอย่างใน The Standard แฟนประจำจะเห็นว่าคอนเทนต์ไหนที่เป็นโฆษณา เราจะมีข้อความกำกับทุกชิ้นว่านี่คือโฆษณา จะไม่ปกปิดหรือเนียนๆ ทำไป คนเสพสื่อสมัยนี้เขาฉลาดครับ เขาไม่ชอบหรอกโฆษณาแฝง คนเดี๋ยวนี้ชอบการบอกแบบเปิดเผย ตรงไปตรงมามากกว่า ถึงรู้ว่าเป็นโฆษณา แต่ถ้าเนื้อหาคอนเทนต์น่าสนใจเขาก็อยากอ่าน ซึ่งในช่วงแรกพอตั้งธงไว้อย่างนี้มันก็ทำให้เราต้องปฏิเสธลูกค้าไปหลายราย แต่ถึงวันนี้ผมว่าลูกค้าเข้าใจและเห็นด้วยกับแนวทางของ The Standard แล้ว

Q ตกลงเอากล่องหรือเอาเงิน

เอากล่องที่มีเงินด้วยแล้วกัน (หัวเราะ) จบปีนี้ รายได้เราน่าจะเกือบๆ แตะ 100 ล้านบาท มิถุนายนนี้ครบรอบ 1 ปี พนักงาน The Standard จะได้โบนัสคนละเดือน ถ้านับว่าเพิ่งก่อตั้งปีแรกแล้วทำได้ขนาดนี้ ก็ถือว่ายอดเยี่ยมทีเดียว สำคัญกว่านั้นผมดีใจที่สถิติการเติบโตของเราดีมากๆ จำนวนคนอ่านเพิ่มขึ้นทุกวัน ยอดวิวคอนเทนต์บางตัวของเราเป็นหมื่นเป็นแสน วิดีโอบางเรื่องมีคนคลิกดูสองล้านครั้ง แมกกาซีนออนไลน์ของเราฉบับส่งเสด็จในหลวง ร.9 ถูกส่งต่อในไลน์ มีคนดาวน์โหลดมากถึงหนึ่งล้านครั้ง โซเชียลมีเดียทุกตัวของเราเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะทวิตเตอร์ The Standard ผมคิดว่าน่าจะเป็นแอคเคานต์ทวิตเตอร์ที่มีเอนเกจเมนต์สูงสุดในสื่อเมืองไทย ทุกด้านเป็นแนวโน้มที่ดีเกินกว่าที่คาดไว้

Q ลงทุนไปทั้งหมดเท่าไหร่

ทุนจดทะเบียนบริษัท 30 ล้านบาท ปีแรกใช้ไปพอสมควรเพราะต้องลงทุนทั้งเรื่องตกแต่งสำนักงาน ซื้ออุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ แล้วก็จ่ายเงินเดือนพนักงาน โชคดีที่มีรายรับทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดบริษัทเดือนแรก ถึงวันนี้ก็ถือว่าสบายๆ ครับ ปีนี้เสมอตัว แล้วก็หวังว่าปีต่อๆ ไปจะสามารถปันผลให้กับคนร่วมหุ้นได้

Q 30 ล้านนี่คิดว่าเยอะ หรือน้อย หรือพอดีแล้ว

ถ้าเทียบกับสิ่งที่เราทำอยู่คือไม่เยอะเลย ค่อนข้างน้อยด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นความตั้งใจของผมและหุ้นส่วนคือคุณนิติพัฒน์ ว่าไม่อยากเอาเยอะ เพราะถ้าเอาเยอะก็ต้องตอบแทนกันเยอะแล้วมันจะทำงานไม่สนุก เริ่มต้นด้วยทุนเท่านี้แหละพอเหมาะพอดีแล้ว

พูดแล้วนึกถึงหลายปีก่อน ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ความฝันสูงสุดคือเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ซึ่งโชคดีที่ไม่ได้ทำ เพราะถ้าผมลงไปทำ ถึงวันนี้คงบาดเจ็บน่าดู แต่พอมันมาถึงยุคโซเชียลมีเดีย ทุกวันนี้ The Standard มีครบหมดทั้งคอนเทนต์ออนไลน์ให้อ่าน วิดีโอให้ดู พอดแคสต์ให้ฟังด้วยความถี่ในการเผยแพร่แบบรายวัน ล่าสุดเรามี The Standard Daily เป็นรายการบรอดแคสต์ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ทางเฟซบุ๊กไลฟ์และยูทูบไลฟ์ด้วย มองอย่างนี้คือผมมีหมดทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน โทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร อยู่ในบริษัท ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน จะมีให้ครบแบบนี้คุณต้องลงทุนหลายร้อยล้านบาทหรืออาจจะต้องมีสักพันล้าน แต่โซเชียลมีเดียมันทำให้เราสามารถมีทุกอย่างโดยไม่ต้องลงทุนมหาศาล ผมถึงพูดอยู่เสมอว่าผมชอบมากเลย ที่มีชีวิตอยู่มาถึงยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก มันเป็นยุคที่ถ้าคนทำสื่อรู้จักใช้เครื่องมือต่างๆ ให้เป็น มันจะช่วยเผยแพร่สิ่งที่เราทำได้อย่างมากมายและมีประสิทธิภาพ

Q ไซส์นี้พอดีแล้ว หรือคิดว่าบริษัทควรจะใหญ่กว่านี้อีก

ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าบริษัทจะต้องโตขึ้นในแง่ของสเกล ไม่ได้อยากลงทุนมากมายเพื่อให้ได้ผลประกอบการมหาศาล ผมคิดว่าผมพบขนาดของธุรกิจที่พอเหมาะพอดีแล้วครับ งบประมาณเท่านี้ บิลลิ่งต่อปีราวๆ นี้กำลังดีแล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากเพิ่มอะไร คงอยากเติมคนทำงานอีกสักหน่อย เพราะทุกวันนี้พนักงานทุกแผนกทำงานเกินกำลังกันพอสมควร อีกอย่างที่ผมอยากลงทุนและก็ทำไปบ้างแล้วคือ การเติมอินพุทให้พนักงานในแง่ของความรู้ ที่ The Standard เราจะมีการจัดเวิร์กช็อปเสมอๆ เพื่อให้คนทำงานเก่งขึ้น ผมว่าบริษัทสื่อ สิ่งที่เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดคือคนทำงาน การลงทุนเพื่อทำให้คนทำงานฉลาดขึ้น เก่งขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีไฟมีพลังในการทำงานมากขึ้น เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและควรทำ ถ้ามองกลับกันในฐานะผู้นำและผู้บริหาร การที่องค์กรมีคนเก่งๆ มารวมกัน มันก็ทำให้เกิดผลงานที่ดี องค์กรเติบโตก้าวหน้าโดยที่คุณไม่ต้องลงมาล้วงลูกให้เหนื่อยเกินไป

Q เคยมองข้ามไปถึงจุดที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทมหาชนไหม

ไม่อยู่ในความคิด เชื่อไหมครับมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เสนอที่จะซื้อหุ้นของThe standard ตั้งแต่เราเปิดมาได้แค่ 4 เดือน แต่ผมปฏิเสธไปเพราะไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุน สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือผมอยากมีอิสระในการทำงาน ผมว่าการทำสื่อมันสำคัญมากๆ ที่คนทำงานต้องมีอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยนายทุน ผมเห็นตัวอย่างองค์กรสื่อหลายสื่อที่ทุกวันนี้เรื่องธุรกิจทำให้อุดมการณ์ต้องแปรเปลี่ยนไปแล้วรู้สึกสะท้อนใจ เป็นเรื่องที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นกับองค์กรผมเด็ดขาด

Q ในฐานะที่ลงมาทำข่าว ใครคือคู่แข่ง

ผมว่าโลกของคอนเทนต์ออนไลน์ เส้นแบ่งของคู่แข่งมันไม่ชัดเจน มันไม่ได้แบ่งหรอกว่าสนามนี้คือสำนักข่าว สนามนี้คือของปัจเจกบุคคล เราต้องคิดว่าคอนเทนต์ที่เราผลิตแล้วโยนมันเข้าไปในโลกออนไลน์ มันต้องแข่งกับทุกคอนเทนต์ ไม่ว่าจะมาจากบริษัทสื่อหรือคอนเทนต์ส่วนบุคคล รวมถึงคอนเทนต์ในประเทศและคอนเทนต์ทั่วโลก ทั้งหมดมันแย่งคนอ่าน คนดู คนฟังกันทั้งสิ้น ดังนั้นผมเลยไม่คิดว่าสำนักข่าวอื่นๆ คือคู่แข่งของ The Standard แต่คู่แข่งของเราคือสื่อทุกสื่อที่อยู่บนโซเชียล โลกวันนี้ทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ สามารถตั้งตัวเป็นสื่อได้ ถ้ามองในแง่นี้คู่แข่งขันมหาศาลเลย แต่ข้อได้เปรียบของสำนักข่าวอย่างเราคือมันมีความเป็นองค์กร มีกระบวนการผลิตคอนเทนต์ที่ผ่านการคิด การออกแบบมาอย่างดี มีความถี่ในการเผยแพร่ที่แน่นอน มันก็ทำให้โดดเด่น ที่สุดแล้วผมว่าต้องแข่งกันที่คอนเทนต์นี่ล่ะ คอนเทนต์ไหนมีคุณภาพก็ชนะ

Q สื่อตอนนี้แข่งกันด้วยอะไร

คนทำสื่อออนไลน์อาจจะตอบว่าความเร็ว แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น สมัยก่อนหนังสือพิมพ์แข่งกันที่ความลึก ความฉูดฉาด การไม่ตกข่าว โทรทัศน์แข่งกันที่สีสัน ความทันกระแส และความคิดสร้างสรรค์ แต่ในยุคสื่อออนไลน์ที่ข่าวสารมันท่วมท้นและเกิดขึ้นนาทีต่อนาที แน่นอนว่าใครเป็นคนพูดก่อนก็จะได้รับความสนใจ แต่ผมคิดว่าไม่เสมอไปหรอก ยิ่งถ้าพูดคนแรกแต่เนื้อหามันผิด มันจะตีกลับไปในแง่ลบด้วยซ้ำ

ดังนั้นที่ The Standard เราให้ความสำคัญกับความถูกต้องมากที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสื่อคือความน่าเชื่อถือ ถ้าข่าวสารข้อมูลจากเราถูกต้อง คนก็จะเชื่อถือเรา ผมว่านี่คือมูลค่าของสื่อที่ไม่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วและรักษาไว้ให้ดี มันจะติดอยู่กับเรายาวนาน ซึ่งเป็นเป้าหมายของผมที่จะพยายามพา The Standard ไปให้ถึงจุดนั้น คือการเป็นองค์กรสื่อที่คนเชื่อถือ

Q คิดว่ามาถึงตอนนี้ ทำได้มากน้อยแค่ไหน

ถ้าในแง่ของการเป็นสำนักข่าวที่คนเชื่อถือและอ้างอิง ผมคิดว่าคนยอมรับเรามากขึ้นๆ นะครับ หลายข่าวของเราถูกแชร์และอ้างอิงจากสาธารณชน ส่วนในแง่ความเร็ว เราก็มี Breaking News เวลาเกิดข่าวสำคัญๆ แบบแทบไม่ตกข่าว ในแง่คนอ่าน ถ้าดูสถิติการเข้าอ่านโดยเช็กจากฐานข้อมูลหลังบ้าน จำนวนคนคลิกอ่านเราโดยเข้าเว็บ thestandard.co โดยตรงเพิ่มขึ้นจากเดือนแรกที่เปิดเกือบ 10 เท่า แสดงว่าฐานแฟนประจำของเราขยายมากขึ้นทุกวัน ในทวิตเตอร์ก็อย่างที่ผมบอก เราน่าจะเป็นแอคเคานต์สำนักข่าวที่เอนเกจเมนต์ดีสุด ส่วนเฟซบุ๊กเราแม้จะค่อยๆ สะสมจำนวนแฟน แต่ดูจากเมื่อเฟซบุ๊กปรับอัลกอริทึ่มต่างๆ เพื่อให้เห็นฟีดน้อยลง จำนวนคนอ่านเราก็ไม่ลด แสดงว่าคนที่ตั้งใจเข้ามาเพื่ออ่านข่าว The Standard เป็นแฟนประจำ ยิ่งพอเรามีเฟซบุ๊กไลฟ์ก็ยิ่งทำให้คนดูเรา อ่านเรามากขึ้น สถิติต่างๆ เหล่านี้ในทุกๆ ด้านเป็นไปอย่างน่าพอใจมาก

อีกเรื่องที่ผมภูมิใจคือ ภาพลักษณ์ของบริษัทเราค่อนข้างดี The Standard เป็นองค์กรสื่อที่มีคนอยากมาทำงานด้วยเยอะมาก เราเจอประจำว่านักเขียน นักข่าว ช่างภาพหรือคนทำงานสื่อเนี่ยถามอยู่เสมอว่า รับคนทำงานหรือเปล่า (หัวเราะ) นักข่าวกับช่างภาพผมเล่าให้ฟังว่า มีคนถามประจำว่าที่ The Standard รับคนไหม นิสิตนักศึกษามากมายที่เรียนทางด้านสื่ออยากขอฝึกงานกับเรา ผมว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นองค์กรที่มีภาพพจน์ที่ดี น่าทำงานด้วย ส่วนในอีกด้าน คนก็มองว่าเราเป็นบริษัทในฝันที่น่าทำงานด้วย ที่ทำงานน่านั่งเหมือนร้านกาแฟ พนักงานดูมีความสุข ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจของผม

Q ดูคุณให้ความสำคัญกับคนทำงานมาก มันสำคัญอย่างไร

Work-life balance เป็นเรื่องสำคัญมาก ลองคิดดูเราใช้เวลากับการทำงานเยอะมากนะครับ เมื่อเทียบต่อวัน สัปดาห์ เดือน ปี เราใช้เวลาอยู่กับงานและที่ทำงาน มากกว่าอยู่บ้านและใช้ชีวิตส่วนตัวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ควรจะมีความสุขกับงานที่เราทำ เริ่มจากมีสถานที่ทำงานที่สวยงาม น่าทำงาน มีกาแฟให้กินฟรีทั้งวัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง

มีแม้กระทั่งห้องนอนให้นอนพักเวลาคุณเหนื่อยๆ เพลียๆ เรื่องอย่างนี้ผมยินดีลงทุนและคิดว่าคุ้มค่า เพราะมันทำให้พนักงานผมภูมิใจในบริษัท อวดเพื่อนได้ว่าบริษัทเราน่าอยู่ สวัสดิการดี มันก็ส่งผลให้เขาทำงานดีและมีความสุข ผมว่าการที่คนอยากทำงานไม่ใช่เพราะงานนั้นสบาย ทำแล้วไม่เหนื่อย หรือไม่เครียดหรอก งานทุกงานมันเหนื่อย มันมีปัญหาต้องแก้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราทำมันด้วยความสบายใจและมีความสุข เราจะอยากทำงานให้ดีขึ้นทุกวัน สิ่งเหล่านี้ผมว่าคือความยั่งยืนขององค์กร

Q แนวคิด One brand, one standard คืออะไร

ก่อนหน้านี้ผมเคยทำบริษัทที่มีหลายๆ แบรนด์อยู่รวมกันแล้วพบว่า ข้อดีมันก็มี มันเหมือนมีสินค้าให้เลือกหลายตัว แต่ข้อเสียคือมันยากเหมือนกันที่จะสื่อสารอัตลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกัน พอมาทำ The Standard ผมเลยวางไว้ว่า ไม่ว่าสื่อใดๆ ที่ผลิตไปจากเรา จะนำเสนอในนาม The Standard เหมือนกันหมด มีคุณภาพเท่ากัน มีอัตลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์และน่าจดจำเหมือนกัน จริงๆ สินค้าของเราคือข่าวเหมือนกับบริษัททำสื่อทุกบริษัทนั่นแหละครับ แต่ว่าเรามีความแตกต่างที่ความคิดสร้างสรรค์ ความทันสมัยและการออกแบบที่ดี ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้มาจากความเป็นคนที่โตมาจากสื่อสิ่งพิมพ์
คณะบรรณาธิการในบริษัทผมทุกคนเคยเป็นคนทำสื่อสิ่งพิมพ์มาก่อน

จุดแข็งและข้อดีของคนทำหนังสือ ทำนิตยสาร คือมีความละเอียดรอบคอบ มีความลึก มีความประณีตพิถีพิถัน ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของคนทำสื่อรายวัน คุณจะเห็นว่าข่าวหลายๆ ข่าวของสื่อที่เรียกตัวเองว่าเป็นสำนักข่าว ผมกวาดตาดูก็รู้ว่าไม่ได้ผ่านตาบรรณาธิการ ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์อักษรด้วยซ้ำ นักข่าวเขียนเสร็จก็โพสต์เลย มันจึงเกิดการผิดเล็กผิดน้อยไปจนถึงผิดใหญ่โตเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ผมพยายามย้ำให้คนทำงานเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เวลาคุณเขียนผิด นำเสนอข่าวผิด หรือลอกข่าวใครมา คนอ่านเขาไม่คิดหรอกครับว่าเป็นเรื่องของนักเขียนคนเดียว แต่เขาจะคิดว่าสำนักข่าวนั้นไร้ประสิทธิภาพใช้ไม่ได้

ที่ The Standard เราจึงให้ความสำคัญกับการตรวจต้นฉบับ ตรวจคำผิด ไปจนถึงการถ่ายภาพ การออกแบบเลย์เอาต์ การทำภาพประกอบ ขนาดของตัวอักษรในเว็บไซต์ ช่องว่างระหว่างบรรทัดต้องห่างแค่ไหนถึงจะสวยงาม อ่านสบาย กราฟิกแบบไหนน่าดู ดึงดูดความสนใจ เป็นเรื่องที่เราคิดเยอะและออกแบบกันอย่างตั้งใจมาก ซึ่งทั้งหมดก็มาจากการเคยเป็นคนทำสื่อสิ่งพิมพ์ที่ช่วยได้มาก ผมก็คาดหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ออกไปในชื่อ The Standard คนจะเชื่อถือในคุณภาพและมาตรฐานของเรา

Q ในฐานะคนทำงานสื่อ มองวงการสื่อทุกวันนี้อย่างไร

ผมว่ามันเป็นยุคสมัยที่น่าตื่นเต้น การเกิดขึ้นของโซเชียลเน็ตเวิร์กมันเหมือนค้อนยักษ์ที่ทุบโลกการทำสื่อแบบเก่าๆ ให้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ สมัยก่อนใครจะเป็นเจ้าของสื่อได้ ต้องมีต้นทุนประมาณหนึ่ง ไม่ว่าเงินหรือฐานะทางสังคม แต่สมัยนี้ข้อจำกัดพวกนี้แทบไม่มี ข้อดีคือมันทำให้มีคนกระโดดลงมาทำสื่อมากมาย เมื่อรวมกับองค์กรสื่อเก่าๆ ที่อยู่กันมาหลายสิบปี เคยเป็นหนังสือพิมพ์ เป็นสถานีโทรทัศน์ แล้วลงมาทำสื่อออนไลน์สนามนี้มันเลยเปิดกว้างแล้วก็คึกคักมาก

สิ่งที่ผมชอบคือทุกคนที่อยู่ในสนาม มันไม่ได้มีหลักประกันรับรองว่าคุณเป็นเจ้าใหญ่ที่สุดหรือเงินหนาที่สุดจะชนะ คุณเป็นเจ้าเล็กเงินน้อยต้องแพ้ ไม่ใช่ มันแพ้ชนะกันได้ตลอด เพราะแพลตฟอร์มที่มีอยู่อย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ มันใช้ฟรี ใครใช้ก็ได้ ไม่เหมือนสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หรือโรงพิมพ์ที่เป็นสัมปทานของใครของมัน

ฉะนั้นถ้าเปรียบเป็นกีฬา ตอนนี้มันเลยเหมือนไม่มีใครมีแฮนดี้แคป เจ้าใหญ่ก็แย่ได้ถ้าทำไม่ดี เจ้าเล็กก็เกิดได้ถ้าคุณทำได้ดีและโดนใจคน เป็นยุคที่วงการสื่อสนุกแล้วก็ท้าทายมาก

Q คุณอยู่ในวงการสื่อมา 20 กว่าปี อยากฝากอะไรถึงคนทำสื่อบ้าง

ข้อดีของโซเชียลมีเดียคือ มันวัดได้ ว่ามีคนอ่าน คนดู คนฟังเท่าไร ตรงไปตรงมา ไม่เหมือนสมัยก่อนที่นอกจากผู้ผลิตแล้วไม่มีใครรู้ข้อมูลนี้ ในแง่บริษัทหรือคนทำงาน ผมว่าการได้รู้ข้อมูลมันก็เป็นประโยชน์ในการนำมาวิเคราะห์เนื้อหาและปรากฏการณ์ ในส่วนคนทำงานก็ภูมิใจว่างานที่เราทำออกไปมีคนเห็น ในส่วนลูกค้าก็พอเป็นตัวชี้วัดได้ถึงความคุ้มค่าในการลงโฆษณา แต่ข้อเสียมันก็มี ข้อเสียคือถ้าผู้บริหารหรือองค์กรนั้นเอาแต่ดูสถิติหลังบ้าน ว่าคนอ่านอะไรเยอะ แล้วก็มุ่งผลิตแต่คอนเทนต์ที่เน้นปริมาณคนอ่านมากๆ

สุดท้ายเราก็จะได้แต่คอนเทนต์ที่มันหวือหวา อื้อฉาว ไร้สาระ คนดราม่าเยอะๆ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์กับผู้คน สำหรับ The Standard แนวทางหลักของเราไม่ใช่ผลิตคอนเทนต์ที่มีคนอ่านคนแชร์มากมายแต่ไม่ได้ให้อะไรกับคนอ่านแน่นอน เรามีมาตรฐานของเรา ก็อยากฝากไปถึงเจ้าของสื่อทั้งหลายว่าอย่าเอาแต่ดูยอดวิว ควรมองไปที่คุณภาพของเนื้อหาสาระแล้วก็เห็นอกเห็นใจคนทำงานด้วย ผมเชื่อว่าคนทำสื่อส่วนใหญ่อยากนำเสนอเรื่องที่ดี แต่บางทีนโยบายบริษัทมันทำให้เขาต้องจำใจทำเรื่องที่ไม่อยากทำ

Q ตั้งแต่ทำ The standard มีผู้มีอิทธิพล โทรมาติดต่อหรือระงับสื่อบ้างไหม

มาเบรกไม่มี มีแต่มาชวนไปกินข้าว ทุกวันนี้ทุกฝั่งการเมืองขอทำความรู้จัก ชวนไปกินข้าว

Q แล้วคุณไปไหม

ผมไม่ไป ให้บรรณาธิการไป แต่ถามความสะดวกใจของเขาก่อนนะครับ ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะทำความรู้จักกันไว้ ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองก็อยากจะสร้างสัมพันธ์กับสื่อ แต่เราก็มีหลักของเรา ก็รักษาระยะไว้ เพราะเราก็มีอุดมการณ์ มีจุดยืนที่ชัดเจนของเราในความเป็นสื่อ

Q ในทางการเมือง ดูเหมือน The Standard จะพยายามสร้างมาตรฐานในการอยู่ตรงกลาง ทำได้จริงหรือ

ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 เดือนก่อน ตอนที่ The Standard เปิดตัว เราถูกกระแสลบไม่น้อยเนื่องจากคนเข้าใจผิดว่าเราเลือกข้าง ซึ่งก็เป็นความผิดพลาดของเราเอง เรื่องนี้เราไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่หลังจากนั้นเมื่อนำเสนอเนื้อหาออกมาเรื่อยๆ ผมคิดว่าคนจำนวนมากเริ่มเชื่อแล้วว่า The Standard ไม่ใช่สื่อข้างใดข้างหนึ่ง แต่พยายามให้พื้นที่กับทุกฝักทุกฝ่ายทางการเมือง ถ้าถามผม ผมก็ยืนยันว่าเราเป็นกลาง ส่วนใครจะคิดต่างจากนี้เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นที่เราถือว่าเป็นมาตรฐานของเรา คือแม้จะประกาศว่าเป็นกลาง แต่สำหรับบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมความถูกต้อง เราบอกได้เลยว่าเราเลือกข้าง และข้างที่เราเลือกคือข้างคนที่ถูกรังแก คนที่ถูกเอาเปรียบ จากอำนาจและความอยุติธรรมต่างๆ ในทางกลับกันอะไรที่เราพิจารณาแล้วว่าไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม เห็นถึงลับลมคมใน เราก็ไม่ลังเลที่จะเลือกยืนหยัดว่าเราไม่เห็นด้วย ยกตัวอย่างเรื่องคดีน้องเมย เรื่องนาฬิกาหรู หรือเรื่องล่าสัตว์ป่า ใครอยู่กับข้อมูลก็รู้ว่ามันไม่ชอบมาพากล มันเห็นชัด เราก็ต้องแสดงออกชัดเจนว่า เราไม่เห็นด้วย แต่ถึงอย่างไรก็พยายามให้พื้นที่กับทุกฝ่าย ซึ่งก็แน่นอนว่ามันคงไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เท่ากันเป๊ะเสียทีเดียวหรอก เส้นของความเป็นกลางของ The Standard ที่ว่าคืออย่างนี้

Q คุณแยกความคิดความเชื่อส่วนตัวกับของ The Standard อย่างไร เพราะในแง่หนึ่งคุณก็ถือเป็นบุคคลสาธารณะ ความคิดคุณกำหนดความคิด The Standard ไหม

ผมเป็นซีอีโอ The Standard ในแง่ของความเป็นผู้นำองค์กร แน่นอนอยู่แล้วว่าผมต้องเชื่อมโยงกับองค์กร แต่ในอีกบทบาทหนึ่งผมก็มีความคิด และทรรศนะส่วนตัวของผมซึ่งแสดงออกผ่านทวิตเตอร์ @wongthanong ซึ่งไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับ The Standard พูดง่ายๆ คนทำงาน The Standard ไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือทำตามความคิดผมทุกเรื่อง เพราะผมยึดถือหลักประชาธิปไตยมากๆ คนทำงานทุกคนมีสิทธิคิด มีสิทธิเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ยกตัวอย่างเรื่องความเชื่อทางการเมือง คุณจะเลือกข้างไหนก็ได้ มันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคน

แต่ถ้าในเรื่องที่มันเป็นหลักใหญ่ๆ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องการเอาเปรียบคนด้อยโอกาส เรื่องคอร์รัปชั่นต่างๆ เราต้องยืนยันไปในทางเดียวกัน ซึ่งผมก็ดีใจที่ทุกคนในบริษัทมีความคิดความเชื่อเหมือนกันในเรื่องยึดหลักความถูกต้อง พอเรายึดเรื่องนี้เป็นหลักแล้ว เรื่องอื่นๆ มันก็กลายเป็นเรื่องรองลงมา

ผมคิดว่าสื่อควรนำเสนอข้อเท็จจริงให้มากที่สุด และเวลามีกรณีใดเกิดขึ้น ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสพูด ในระดับที่แล้วแต่ความเหมาะสม ถ้าคุณเอาหลักยึดตรงนี้มาใช้ มันจะทำให้คุณเกิดสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรมและจริยธรรม แต่ส่วนมากที่เราเห็นทุกวันนี้สื่อจะเลือกข้างและเน้นการโน้มน้าวคนด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล เราจึงได้เห็นกันบ่อยๆ ว่าเวลามีข่าวอะไรเกิดขึ้น คนจะแห่กันไปคอมเมนต์ด่ากันสาดเสียเทเสีย จนกระทั่งหลงลืมเหตุผล ผมก็หวังว่าวันหนึ่งสื่อจะพัฒนาในเรื่องนี้ และมีสำนึกว่างานสื่อสารมวลชนมันให้คุณให้โทษกับสังคมได้จริงๆ ส่วนคนในสังคม ผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งทุกคนจะสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเอง จนเกิดเป็นวิจารณญาณที่มีเหตุมีผล แยกถูกแยกผิดได้ ซึ่งก็น่าดีใจว่าผมเห็นแนวโน้มที่ดีของการพูดคุยแลกเปลี่ยนแบบใช้เหตุผลของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มพัฒนาไปในทางที่ดีมากขึ้น

Q ถึงวันนี้ นายทุนเก่ามีโทรมาหาบ้างไหม

หลังจากออกมาก็ไม่ได้คุยกันเลย เพราะต่างคนต่างก็มีวิถีของตัวเอง แต่น้องๆ ในบริษัทเดิมยังเจอกันอยู่บ้างตามงานครับ บางทีพวกเขาก็มาหาที่ The Standard

Q ถ้าได้เจอกัน คิดว่าจะสามารถพูดคุยหรือทำงานร่วมกันได้ไหม

ทำงานร่วมกันคงไม่ เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เห็นแล้ว่า เราเชื่อกันคนละอย่าง แต่ในแง่ของสัมพันธภาพ ผมเชื่อว่าคนที่เคยทำงานร่วมกันมาสิบกว่าปี มันไม่ถึงขนาดว่าไม่มองหน้าไม่ยกมือไหว้ทักทายกันหรอก ย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 เดือนที่แล้วตอนที่เกิดเหตุการณ์ ยอมรับว่าผมเต็มไปด้วยความโกรธ ขุ่นเคือง ไม่พอใจ แต่พอเวลาผ่านไปเรื่องนี้มันเล่าได้ด้วยคำพูดไมกี่คำ คือ เราเห็นไม่ตรงกัน เราเชื่อไม่ตรงกัน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ เราแยกทางกัน ไปทำตามในสิ่งที่ตัวเองเชื่อดีกว่า แค่นั้นเอง

Q หลังจากนี้จะไม่มีวงแตกอีกแล้วใช่ไหม

(หัวเราะ) The Standard น่าจะเป็นที่มั่นสุดท้ายในชีวิต ในแง่ของงานที่ผมทำ ผมคงจะอยู่กับมันไปจนตาย หรืออยู่ทำงานไปจนวันหนึ่งพบว่าตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรกับน้องๆ หรือองค์กรแล้ว ก็คงจะบอกตัวเองให้หยุด แต่ถ้าถามตอนนี้ ผมแฮปปี้กับคนและงานที่ทำอยู่มากๆ คนทำงานที่ทำด้วยกันตอนนี้มันเหมือนได้คัดสรรกันมาแล้ว ว่าเราเชื่อเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน มีอุดมการณ์ความคิดต่อสังคมเหมือนกัน การทำงานมันเลยไม่ใช่แค่ทำงาน แต่มันเหมือนการมาใช้ชีวิตทำสิ่งที่มีคุณค่าร่วมกัน

Q คิดว่าจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่ เคยคิดจะเกษียณตัวเองบ้างไหม

ไม่เคยอยู่ในความคิดเลยครับ ทุกวันนี้ผมทำงานโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระ แต่มันเป็นสิ่งที่กลมกลืนกับชีวิต เหตุผลเพราะผมได้ทำงานที่ผมรักและศรัทธามันอย่างแท้จริง นั่นก็คือ งานสื่อสารมวลชน ผมมีความมุ่งหวังที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อที่ดีให้กับผู้คนในประเทศนี้ ทุกวันนี้ทำงานทุกวันเหมือนได้รางวัลทุกวัน จากเสียงสะท้อนของผู้คนที่เห็นว่างานของเรามีประโยชน์ต่อชีวิตเขา ผมเลยไม่เคยรู้สึกเบื่องานจนอยากเลิกทำ มีแต่อยากจะตื่นไปทำงานทุกวัน

Q เงิน อำนาจ ซื้อเรา ซื้อ The standard ไม่ได้ใช่ไหม

(หัวเราะ) ไม่มีวันนั้นหรอกครับ หรือไม่ผมก็ต้องตายก่อน

INTERVIEW : Raydo_T

VDO Content : HELOG VDO

Editor : NOOSAII

CAMERA  :  GUIIDE LifeStyle

อ่านเพิ่ม : ที่แรก!หลังดีลลับล้ม 'วงศ์ทนง' กับ 'เดอะ สแตนดาร์ด'

อ่านเพิ่ม : 'สิ่งหนึ่งที่จะไม่ทำคือโกงคน ผมลาออก' วันที่โหน่งไม่มีคำว่า aday ที่แรก - คลิป

โหน่งอะเดย์ โหน่ง The Standard เปิดใจ โหน่ง อะเดย์ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ลาออก โหน่งอะเดย์เปิดใจ โหน่งอะเดย์เป็นโหน่ง The Standard 27 ก.พ. 2561 15:12 ไทยรัฐ