ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    "กอร์ปศักดิ์" เล็งรื้อโครงสร้างภาษีประเทศใหม่

    ไทยรัฐออนไลน์22 ต.ค. 2553 05:00 น.
    SHARE

    เปิดแผนอนาคตไทยอีก 4 ปี  "กอร์ปศักดิ์" รื้อโครงสร้างภาษีประเทศใหม่ เล็งฉวยโอกาสค่าเงินบาทแข็ง ซื้อเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปูทางเตรียมพร้อม ...

    นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เริ่มจัดทำแผนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับประเทศไทยในอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้า เป็นแผนเสนอทางเลือกใหม่ ให้กับประเทศไทย

    ทั้งนี้ นโยบายชุดใหม่คงจะไม่สามารถเริ่มต้นได้ภายในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้อยู่ได้ไม่ถึงปี แต่หากมีเรื่องใดที่เห็นว่าสามารถปูทางไว้ได้ก็จะทำไว้ แต่หากไม่ได้เริ่มดำเนินการก็จะนำไปเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งหน้า

    สำหรับหลักคิดสำคัญ ประกอบด้วย นโยบาย การทำอุตสาหกรรมใสสะอาด เช่น กรณีของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดต้องอยู่ร่วมกับชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ให้ได้ และการมีอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอีกคงยาก ฉะนั้น จะต้องเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยอุตสาห-กรรมใดที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือประเภทของอุตสาหกรรมหนัก จะต้องเลิกทำและคงไม่ต้องมาทำการศึกษากันต่อไปแล้ว เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ที่มีการศึกษากันอยู่ว่าจะไปอยู่ภาคใต้หรือไม่นั้นคงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะธุรกิจหลักของภาคใต้คือ ท่องเที่ยว ที่ต้องอยู่คู่กับสิ่ง-แวดล้อม ดังนั้น พื้นที่ภาคใต้จะยึดธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก

    นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายต่อไปต้องลงทุนสร้างประเทศไทยให้อยู่ได้ กับค่าเงินบาทที่แข็งค่าในอนาคต และทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าในอีก 3-5 ปีต่อจากนี้ไป ไม่คิดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะกลับขึ้นมาแข็งค่าได้ จึงต้องปรับประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ซึ่งในส่วนของภาคส่งออกหากไม่ต้องพึ่งตลาดต่างประเทศมากก็คงไม่โดนผลกระทบมาก ต่อไปเราไม่ควรมานั่งดีใจว่าเงินบาทอ่อนจะช่วยภาคส่งออกได้ แต่ควรมาดูในแง่ของผู้บริโภคที่ไม่เคยได้ประโยชน์เมื่อเงินบาทแข็ง

    "แนวคิดนี้คือแผนการพัฒนาประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ที่ต้องเรียนรู้ค่าเงินที่แท้จริง ขณะที่ช่วงเวลานี้ก็ต้องฉวยโอกาสค่าเงินบาทแข็งซื้อเครื่องจักรเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะราคาถูกลงถึง 10% เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นจาก 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ"

    สำหรับธุรกิจที่ต้องเพิ่มขีดความสามารถ ควรจะใช้ธุรกิจที่เป็นแกนหลักของประเทศ เช่น ท่องเที่ยว และบริการ พร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจการเกษตร เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นครัวของโลกให้ได้ โดยในการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวนั้น ตั้งแต่ จ.เพชรบุรีลงไปในภาคใต้จะต้องพัฒนาชายฝั่งทะเลทั้งสองฝั่งให้ดีที่สุด หากลงทุนตรงนี้จะสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะเราไม่ต้องไปซื้อของจากต่างประเทศ เป็นการทำให้รวยโดยวิธีอื่น ซึ่งแนวคิดใหม่ ต้องไม่คิดใช้สินค้าที่ทำเอง ผลิตเองได้ทั้งหมด แต่จะต้องคิดว่าจะหาของดีที่สุด ราคาถูกที่สุดได้จากที่ไหน เพราะโลกอนาคตเป็นโลกใบเดียว

    "ในส่วนตัวผมไม่เชื่อว่าการที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 7-8% และมีอุตสาหกรรมส่งออกเป็นอุตสาหกรรมแกนหลักของประเทศ แต่เชื่อในแนวทางที่จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อหารายได้ให้มากขึ้น เพราะคนนิยมการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น และมีคนสูงอายุมากขึ้น ธุรกิจบริการดูแลสุขภาพก็จะดีขึ้นตาม ถ้าหากเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ดี ไม่มีมลพิษ"

    อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านี้จะมาทดแทนการส่งออกสินค้าได้ การส่งออกรถยนต์ก็ต้องมีอยู่ การส่งออกเสื้อผ้าก็ต้องปรับให้มีแบรนด์ของตัวเอง ขนาดเสื้อผ้าของอิตาลียังส่งออกได้อยู่แม้ว่าจะมีราคาแพง จุดประสงค์ ไม่อยากให้ไทยเป็นเหมือนประเทศญี่ปุ่น ที่พลาดไม่ได้เตรียมทำธุรกิจแบบไหนดี เพราะสิ่งที่ทำอยู่ถูกคนอื่นแย่งไปหมด ก็ต้องข้ามไปเล่นเรื่องของกรีน อินดัสทรี หรืออุตสาหกรรมไฮเทคไปเลย ซึ่งประเทศ ไทยก็ยังข้ามไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทคไม่ได้

    นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายต่อไปอยากให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศมีรายได้ยั่งยืน ซึ่งนโยบายประกันรายได้เป็นจุดเริ่มต้นนำภาษีคืนมูลค่าเพิ่มที่เกษตรกรจ่ายคืนไปให้กับเกษตรกร ด้วยการโอนเงินประกันรายได้โอนเข้าบัญชีเกษตรกร 5 ล้านครัวเรือนโดยตรง โดยให้กำไรกับเกษตรกร 40% จึงจะไม่เกิดการขาดทุนอีกแล้ว โดยรัฐบาลได้ใช้งบประมาณสำหรับประกันรายได้รอบละ 40,000 ล้านบาท ถือเป็นการใช้งบที่คุ้มมากและไม่เกิดการรั่วไหล และทำให้เกิดกำลังซื้อในประเทศมากขึ้นเพราะเกษตรกรเหล่านี้ได้เงินมาก็นำมาจับจ่ายซื้อของไม่เหมือนพวกคนรวยหรือบริษัทใหญ่ๆ ที่ขนเงินออกต่างประเทศหมด

    นอกจากนั้น ในอีก 4 ปีข้างหน้า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดซึ่งยังเป็นความเห็นส่วนตัวยังไม่ใช่ของพรรคประชาธิปัตย์ คือ ถึงเวลาที่ต้องปรับโครงสร้างภาษีของประเทศใหม่ทั้งหมด สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่กล้าพูดจนกว่าจะทำ ยกเว้นเรื่องภาษีที่ดินที่ต้องออกเป็นกฎหมายใหม่

    "ผมไม่เคยเห็นบรรดาเศรษฐีเพื่อนผมต้องเสียภาษี มีแต่ตั้งเงินเดือนตัวเองให้ดูต่ำกว่าความจริง เพราะฉะนั้น รายได้ของรัฐบาลจึงมาจากมนุษย์ เงินเดือน ซึ่งเป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่รายได้ จากภาษีที่เป็นธรรมกับสังคม ควรเป็นรายได้จากกำไรที่เกิดขึ้น ซึ่งในตลาดหลักทรัพย์ เรียกกันว่า Capital Gain หรือกำไรจากการซื้อขายหุ้น ดังนั้น จึงมีแนวคิดให้มีการจัดเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้นของเจ้าของบริษัทดั้งเดิม ผมเห็นว่าต้องเข้ามาดูตรงนี้อย่างจริงจัง ในที่สุดอาจจะไม่ได้เม็ดเงินเยอะ แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพราะคนเหล่านี้อยู่บ้านหลังใหญ่โตเป็นร้อยล้านแต่ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าใครถามก็บอกแต่ว่าขายหุ้นได้กำไรจากในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ไม่ต้องเสียภาษี ตลาดหลักทรัพย์จึงกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของเศรษฐี ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรไม่ได้เลย นอกจากนั้น ต่อไปจะต้องเก็บภาษีปริมาณการใช้สาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า แอร์ของบรรดาเศรษฐีพวกนี้ด้วย".

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 19:36 น.