วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“บิ๊กตู่”สั่งยกเครื่องบีโอไอ สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ปั้นวิสาหกิจชุมชน

บอร์ดบีโอไอสั่งปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ให้หลากหลายมิติกว่าเดิม รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมเชื่อมโยงภาคเกษตร ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการลงทุนรัฐวิสาหกิจชุมชน ด้าน “กอบศักดิ์” เล็งเสนอ ครม.แก้ไขกฎหมายล้าหลัง ลุ้นการจัดอันดับยากง่ายธุรกิจ (Doing Business) ดีขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด บีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คิดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่หลากหลายมิติมากขึ้น โดยคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วปรับวิธีการจูงใจเพื่อการส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยให้จัดลำดับความสำคัญ และจำแนกความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรม โดยให้เชื่อมโยงภาคเกษตร ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและนิเวศ และให้มองในมุมที่วิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นที่จะลงทุนรวมทั้งให้เริ่มคิดมิติของผู้ประกอบการใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ นอกจากนั้น ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีบางพื้นที่ที่ถือเป็นหัวใจ เช่น การสร้างแรงจูงใจที่สูงพอให้มีการเข้ามาลงทุนในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) เพื่อสนองต่อเป้าหมายที่ต้องการเน้นตั้งสถาบันผลิตบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมายของอีอีซี

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ที่ประชุมมอบการบ้านให้บีโอไอไปรวบรวมมาตรการส่งเสริมการลงทุนของทั้งบีโอไอและหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยให้มองแบบรอบด้านและครอบคลุม 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การหาทางสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในประเทศไทย 2.การหาทางส่งเสริมอุตสาหกรรมหลักที่เป็นเป้าหมายของประเทศ และ 3.การส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมสำหรับกิจการในท้องถิ่น หรือวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็กให้สามารถเติบโตขึ้นมาได้ ซึ่งมาตรการทั้งหมดต้องจัดทำออกมาเป็นแพ็กเกจ เพื่อเดินสายชักชวนนักลงทุนต่อไป

ขณะเดียวกัน บอร์ดบีโอไออนุมัติให้กำหนดกลุ่มประเภทกิจการเป้าหมาย 116 ประเภท เพื่อรองรับการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมายของคณะกรรมการนโยบายอีอีซี ซึ่งทำให้ประเภทกิจการเป้าหมายแต่ละเขตมีผลใช้บังคับทันทีที่คณะกรรมการนโยบายอีอีซีออกประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) และกิจการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบมาตรการเพื่อสนับสนุน การยกระดับความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการลดผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานและค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น โดยให้ปรับปรุงเพิ่มเติมมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยขยายขอบข่ายให้ครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ โดยกิจการจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิมเป็นระยะเวลา 3 ปีในวงเงิน 50% ของมูลค่าเงินลงทุน โดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน และให้ปรับปรุงมาตรการเพื่อความสามารถในการแข่งขันโดยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เช่น ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ชั้นสูง (Big Data Analysis, Internet of Things) เป็นต้น โดยได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 200% ของเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้อง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในกลางเดือน มี.ค. เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องใน 4 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับการปรับขึ้นจากการจัดอันดับความยากง่าย (Doing Business) ของธนาคารโลก ได้แก่ 1.เรื่องการขออนุญาตการก่อสร้าง 2.การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 3.การค้าต่างประเทศและ 4.กระบวนการล้มละลาย ยกตัวอย่างเช่น การขออนุญาตก่อสร้าง เดิมกระบวนการต่างๆ ต้องใช้เวลา 110 วัน จะขอมติ ครม.ปรับปรุงให้เหลือ 37 วัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้อันดับความยากง่ายการทำธุรกิจของไทยดีขึ้น และคาดว่าจะอยู่อันดับที่ต่ำกว่า 20 จากปัจจุบันอยู่อันดับ 26

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจเพิ่มเติม ให้ทุกข้อบัญญัติที่เกี่ยวกับธุรกิจทั้งหมดให้นำไปขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกัน และจะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย หรือสร้างภาระแก่ประชาชน โดยมีสำนักงานอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยตัวแทนทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ที่จะทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย คาดว่าในเดือน พ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศเกาหลีใต้ใช้ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย ลดต้นทุนลงได้ 150,000-200,000 ล้านบาทในปีแรก และเพิ่มเป็น 300,000 ล้านบาทในปีที่ 2 ส่วนของไทยหากปรับแก้กฎหมายได้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ศึกษาในเบื้องต้นพบว่าไทยมีต้นทุนทางธุรกิจที่เกิดจากกฎหมายอยู่ที่ 2-4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือ 500,000 ล้านบาทต่อปี.

บอร์ดบีโอไอสั่งปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ให้หลากหลายมิติกว่าเดิม รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมเชื่อมโยงภาคเกษตร ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการลงทุนรัฐวิสาหกิจชุมชน 15 ก.พ. 2561 09:25 15 ก.พ. 2561 09:25 ไทยรัฐ