วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เป็นความจริงต่อมโนสำนึก

อย่างหนา ตราช้าง

ผมไม่ได้พูดเองนะครับ...แต่เป็นบทเปรียบเทียบเรื่อง “นาฬิกาหรู” ที่เรื่องยังคาราคาซังกลายเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาล

พูดถึงเมื่อไรก็ฮา...กันไปทุกครั้ง เพราะนาฬิกา 25 เรือน บนข้อมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นของเพื่อนที่ยืมใส่วนกันไป

ในรัฐบาลนั้นไม่มีรัฐมนตรีคนไหนนำมาพูด มีแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯเท่านั้นที่ออกโรงปกป้องมาตลอด

ทว่าล่าสุดมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” ไปพูดกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจในงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน

ด้วยการยกตัวอย่างที่นายไมเคิล เบตส์ สมาชิกสภาของอังกฤษ พรรคอนุรักษนิยม ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรู้สึกละอายใจที่เข้าร่วมประชุมสภาสาย

“เทเรซา เมย์” นายกฯอังกฤษ ได้ยับยั้งเอาไว้...

“แต่ที่เมืองไทยมีนาฬิกาใส่ 25 เรือนยังไม่เป็นไร”

จากนั้นก็ได้ขยายความกับนักข่าวบีบีซีไทยว่าไม่มีทางที่จะเห็นนักการเมืองไทยลาออก ไม่มีทาง เพราะไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีลึกๆอยู่ในสายเลือด

“การรู้ว่าอะไรควร อะไรถูก มาสายไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดจริยธรรม เมื่อไม่ได้ฝึกมาแต่เด็กให้หน้าบาง เมืองไทยไม่มีทาง เมืองไทยเป็นอย่างหนาตราช้าง”

“เรื่องนาฬิกาถ้าผมถูกเปิดโปงเรือนแรกผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไรให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้คนไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้วมันจะมาไล่ผมออกหรือ”

เนื้อหาใจความทั้งหมดนี้เลยเป็นปมร้อนๆขึ้นมาทันที

ต่างก็มีคำถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลอย่างไร นายกฯจะเลือกใครระหว่าง “พี่ใหญ่ที่เคารพกับรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล”

ถ้าให้ “ลาออก” ไปรัฐบาลก็ยุ่งและเสียหาย

หากอยู่ทำงานร่วมกันต่อไปคงเป็นปัญหา “กินใจ” และจะทนอยู่กันไปได้นานแค่ไหน และ พล.อ.ประวิตร จะคิดอย่างไรในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ของรัฐบาล

ปรากฏว่า “หมอธี” ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ มีการพูดคุยกันไม่นานนักก็ได้ข้อสรุปคือทำงานร่วมกันต่อไป ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีความร้าวฉาน รักใคร่กันดี หากใครพาดพิงใครไป “ขอโทษ” ก็จบ

นพ.ธีระเกียรติเผยด้วยการยอมรับเขาพูดจริง แต่ไม่คิดว่าจะมีการอัดเทป แต่พร้อมที่จะทำงานต่อไป เพราะเชื่อมั่นในตัวนายกฯ 100%

“ผมเสียมารยาท แต่ได้ขอโทษแล้ว”

เป็นอันว่าจบกันไป แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่ามโนสำนึกของ “คน” นั้นมีความแตกต่างกันโดยเฉพาะในแง่จริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะบุคคลที่เข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อผลแห่งการกระทำ

ยิ่งรัฐบาลชุดนี้แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ได้ประกาศเจตนารมณ์เอาไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการแก้ไขปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบ

เป็นแนวทางหนึ่งต่อการปฏิรูปประเทศ...

สิ่งที่สำคัญก็คือเมื่อเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างเพื่อสอดรับกับสิ่งที่ประกาศเอาไว้

มิใช่กล่าวหาแต่ “นักการเมือง” แต่ปกป้องพวกเดียวกัน

ผมไม่รู้ว่ารัฐมนตรีท่านอื่นๆ จะคิดอย่างไร แต่สิ่งที่ “หมอธี” เปิดปากพูดไปอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะมีสำนึกในเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้จะปิดปากมานาน

แต่ถึงวันหนึ่งก็คงอึดอัดจนทนไม่ได้...มันก็เลยเป็นอย่างนี้.


“สายล่อฟ้า”

อย่างหนา ตราช้าง ผมไม่ได้พูดเองนะครับ...แต่เป็นบทเปรียบเทียบเรื่อง “นาฬิกาหรู” ที่เรื่องยังคาราคาซังกลายเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาล 14 ก.พ. 2561 12:52 ไทยรัฐ