วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบงก์ชาติสั่งปิดตายเงินดิจิทัล

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง ความเสี่ยงของเงินดิจิทัลทุกสกุล อุตส่าห์ตั้งชื่อเรื่องว่า IPO–ICO–ICU เพื่อเตือนสตินักลงทุน ให้นึกถึงความเสี่ยงที่มีอยู่มากมาย พอส่งต้นฉบับเสร็จก็มีหนังสือจาก ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งไปถึง ผู้จัดการสถาบันการเงินทุกแห่ง เรื่อง ขอความร่วมมือสถาบันการเงินไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency)

ใครยังไม่ได้อ่าน ผมขอนำ ฉบับเต็ม มาลงให้อ่านกันครับ

“ปัจจุบันวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยได้มีการทำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการทำธุรกรรมทางการเงิน และพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการเงินในลักษณะต่างๆ รวมถึงการกำเนิด คริปโตเคอเรนซี เช่น Bitcoin หรือ Ether โดย คริปโตเคอเรนซี บางประเภทไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน

ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่า หรือ ไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง ซึ่งผู้ที่ต้องการทำธุรกรรมดังกล่าว สามารถทำรายการซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยที่ผ่านมาราคาของคริปโตเคอเรนซีมีความผันผวนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเก็งกำไร ผู้ทำธุรกรรมจึงมีความเสี่ยงจากการขาดทุนสูง รวมทั้งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้

ในประเทศไทย คริปโตเคอเรนซี ยังไม่มีคุณสมบัติเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ ผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงิน ในกรณี ถูกหลอกลวง หรือ เกิดปัญหาในการทำธุรกรรม นอกจากนี้ การใช้คริปโตเคอเรนซีอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการทำผิดกฎหมายได้ เช่น การฟอกเงิน หรือ การสนับสนุนการก่อการร้าย ประกอบกับการทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นการทำผ่านระบบเทคโนโลยีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นสำคัญ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คริปโตเคอเรนซีที่ไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน หรือไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันตามมูลค่า หรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง ธปท.จึงขอความร่วมมือสถาบันการเงินทุกแห่ง ไม่ให้ทำธุรกรรม หรือมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี ในกรณีดังต่อไปนี้

1.การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขายในคริปโตเคอเรนซี เพื่อผลประโยชน์ของสถาบันการเงินเอง หรือผลประโยชน์ของลูกค้า

2.การให้บริการรับแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน

3.การสร้างแพลตฟอร์ม (platform) เพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีระหว่างกัน

4.การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อขายคริปโตเคอเรนซี

5.การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษากับลูกค้า เกี่ยวกับการลงทุน หรือการแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซี

นอกจากนี้ ธปท. ขอให้ สถาบันการเงินทุกแห่ง เพิ่มความระมัดระวังการให้บริการ “ด้านเงินฝาก” และ “ด้านสินเชื่อ” ที่เกี่ยวข้องกับ “การเปิดบัญชี” หรือ “การใช้บัญชี” ที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่อง การรู้จักตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer: KYC) และ ดำเนินการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Dilegence:CDD) อย่างเคร่งครัด ตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่ทางการอาจกำหนดเพิ่มเติมต่อไป รวมทั้งร่วมกันดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้การทำธุรกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นช่องทางในการทำผิดกฎหมาย

งานนี้ แบงก์ชาติ สั่ง “ปิดประตูเงินดิจิทัลทุกประตู” รวมทั้ง โบรกเกอร์ ด้วย

เมื่อ ห้ามใช้บัญชีธนาคาร การซื้อขายก็ทำไม่ได้ นอกจาก ใช้เงินสด เท่านั้น.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง ความเสี่ยงของเงินดิจิทัลทุกสกุล อุตส่าห์ตั้งชื่อเรื่องว่า IPO–ICO–ICU เพื่อเตือนสตินักลงทุน ให้นึกถึงความเสี่ยงที่มีอยู่มากมาย พอส่งต้นฉบับเสร็จก็มีหนังสือจาก ดร.วิรไท สันติประภพ... 14 ก.พ. 2561 12:24