วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มากกว่าผิวแตกลาย! ไขรหัสโลชั่นเร่งผิวขาว โศกนาฏกรรมความสวย ราคาหลักพันรักษาครึ่งแสน

“ขาวจริง ขาวเร็ว 100%”

“ผิวขาวใส แบบปลอดภัย ภายใน 7-14 วัน”

“ทาเช้า-เย็น แค่นี้ง่ายๆ คุณก็จะมีผิวขาวใสขั้นเทพแบบมีออร่า ขาว 100%”

เหล่านี้ คือ คำโฆษณาอวดอ้าง ที่มักเห็นและได้ยินบ่อยๆ จากการรีวิวโลชั่น หรือครีมทาผิวในอินเตอร์เน็ต เพราะค่านิยมยุคปัจจุบัน ต้องผิวออร่า ขาว ใส จึงมีครีม โลชั่นหลายแบรนด์เกิดขึ้นมากมายให้เลือกใช้ โฆษณาล่อใจเห็นผลไว จนบางคนลืมนึกถึงความปลอดภัย เกิดผลเสียตามมาร้ายแรง เนื่องจากสารที่มีสรรพคุณดีเกินร้อย มักมีส่วนผสมของ “สเตียรอยด์”

ดังกรณีล่าสุดของสาววัย 21 ปีคนหนึ่งใน จ.ภูเก็ต ซื้อโลชั่นจากทางอินเทอร์เน็ตขวดละ 1,600 มาใช้ ด้วยเหตุจูงใจเห็นเพื่อนซื้อมาใช้แล้วผิวขาวขึ้น แต่ใช้ไปได้ 8 ขวด ผิวก็ขาว สวยสมใจในระยะเวลาแค่ 6 เดือน เพียงข้ามคืนกลายเป็นผิวแตกลายตามร่างกาย เป็นแผลที่ไม่มีวันหาย เจ็บช้ำกายและใจไปตลอดชีวิต

“ครีมโลชั่นเร่งผิวขาวที่โพสต์ขายในเน็ต มันน่ากลัว และอันตรายจริงๆ บางอันอาจจะดีจริงๆ แต่หนูไม่เสี่ยงแล้ว ถ้าใครบอกว่าใช้แล้วไม่เห็นเป็นอะไรก็โชคดีไป โชคร้ายอาจเป็นแบบหนูก็ได้ ร่างกายไม่ได้แย่อย่างเดียวนะคะ สุขภาพจิตเสียด้วย ร้องไห้บ่อยมาก เครียดมากที่เห็นรอยนรกนี้ตามตัวทุกวัน ต้องมานั่งหาวิธีรักษาแบบเดิมๆ ทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ไม่มีวันรักษาให้หาย”

พังทั้งตัว นอกจากผิวแตกลาย หยุดใช้ ผิวเดิมที่เคยขาวกลับดำ

น.ส.แพรวา (นามสมมติ) ระบายความทุกข์ใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ กับ เวลา 2 ปีกว่าที่เธอเครียด และจิตตกทุกวัน ใส่สั้นเดินออกจากบ้านก็ไม่มั่นใจ ไปไหนก็ต้องใส่แต่เสื้อแขนยาวเกงขายาว เพื่อปกปิดรอยเลวร้ายจากโลชั่นเร่งผิวขาว ซ้ำร้ายหยุดใช้ ผิวเดิมที่ดีๆ พอขาวอยู่บ้างกลับกลายเป็นดำไปด้วย

“หนูใช้อยู่ครึ่งปี ผิวเริ่มแตกลาย เพื่อนก็เป็น แต่ไม่หนักเหมือนหนู ตามร่างกายหนู ผิวแตกลายหลายจุด เป็นเยอะสุดตรงน่อง หน้าแข้งก็เป็น ทำให้ไม่กล้าแต่งตัว ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสวยๆ ต้องใส่เสื้อ กางเกงขายาวตลอด ผลเสีย ไม่ได้มีแค่ผิวแตกลาย ผิวตามร่างกายหนูพังทั้งตัว หัวเข่า ข้อศอก ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้าดำมาก ตั้งแต่ผิวแตกลาย หยุดใช้ คิดว่ามันคงจะหายดำ แต่กลับยิ่งเป็น ดำจนดูสกปรก ใช้อะไรขัดถูพอกก็ไม่หาย ใครเห็นก็ทักทุกคน บางคนหัวเราะก็มี ทำให้หนูจิตตก เสียใจมากๆ เครียดกับรอยแตกลายแล้วยังต้องมาเครียดกับผิวที่ดำกว่าผิวเดิมที่พอขาวบ้างอีก” น.ส.แพรวาน้ำตาซึม

แรกๆ ผิวขาวมาก ใช้นานไป โดนแดดผิวแสบร้อน รุ่งขึ้นแตกลาย

แรกเริ่มที่ซื้อมาทีเดียว 3 ขวด ขวดละ 1,600 บาท น.ส.แพรวาใช้ทาเหมือนอาบ ว่างตอนไหนก็ทา ผลระยะแรกๆ ผิวขาวมาก นานๆ ไป เวลาโดนแดดรู้สึกผิวแสบร้อน ผิวบางลง แต่ก็ยังไม่เอะใจ และทาโลชั่นน้อยลง จากนั้นก็เริ่มคันมากๆ ตรงน่อง เกาเท่าไหร่ก็ไม่หายคัน เช้าอีกวัน ตื่นมาก็พบว่าผิวตรงน่องทั้ง 2 ข้าง แตกลาย ซึ่งไม่ได้มีอาการค่อยๆ แตกทีละนิด พอวันอื่นๆ ก็แตกลายขึ้นมาอีกโดยไม่รู้ตัวตรงขา แต่ก็ยังใช้โลชั่นอยู่ด้วยอีกเกือบเดือน จนแม่เห็นรอยแตก ก็บอกให้หยุดใช้ และหาทางรักษาทุกวิธี หมดเงินเกือบ 5 หมื่น ก็ไม่หาย

“หมอเห็นผิวปุ๊บ ถามเลยว่าใช้โลชั่นอะไร เพราะมันเกิดจากโลชั่นที่มีสเตียรอยด์ผสมเยอะ หนูรักษามาเกือบทุกวิธีก็ไม่ดีขึ้น ทั้งเลเซอร์หลายครั้งก็ไม่ดีขึ้น หมดไปสี่หมื่นกว่าบาท ทายา ฟอกสบู่ สารพัดวิธี ติดต่อหมอผ่าตัดหลายที่มากๆ หมอบอกว่า แผลแบบนี้ผ่าไม่ได้ ผ่าได้แค่รอยแตกจากคนท้อง คนอ้วนเท่านั้น แต่ของหนู ผิวมันแตกจากโลชั่น ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำใจอย่างเดียว”

ผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ ทำให้เป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ซึ่งนับตั้งแต่ที่เป็น น.ส.แพรวา ไม่เคยทำใจได้เลยจริงๆ เธอแชร์ประสบการณ์ทั้งคราบน้ำตากับทีมข่าว หวังเตือนสติ ไม่อยากให้ใช้โลชั่นในเน็ต ใครที่กำลังคิดจะใช้โลชั่นที่อวดสรรพคุณกว้างใหญ่ไพศาล เห็นผล 3-7 วันนั้น ไม่มีจริง หมอเองก็บอกว่าผิวขาวใน 14 วันก็ยังเร็วไป ภัยร้ายของสเตียรอยด์ยังทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย

“เป็นมา 2 ปี ชีวิตหนูลำบากมาก กลายเป็นคนขาดความมั่นใจ ร่างกายก็ไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ยืนนานๆ จะเมื่อยขา นอนอยู่รู้สึกขาล้า ทีแรกนึกว่าพักผ่อนไม่พอ แต่หมอบอกว่าสเตียรอยด์มีส่วนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แผลผิวแตกลาย หมอบอกว่าไม่มีทางรักษาให้หายขาด นอกจากสีจางลง ถ้าไม่โดนเเผลก็ไม่เจ็บ แต่หากเผลอไปโดนตอนใส่เสื้อผ้าก็จะรู้สึกเสียวแปลบๆ”

กับเจ้าของแบรนด์ น.ส.แพรวา เคยทักไปถามว่าทำไมผิวแตกลาย จะรักษาอย่างไรได้บ้าง ไม่ได้เรียกร้องสิทธิ์อะไร และไม่คิดโจมตีหรือดิสเครดิต เขาตอบกลับว่าไม่มีทางเป็นไปได้ พร้อมถามย้อนมาว่าใช้ถูกหรือเปล่า และให้ไปพบเพื่อพาไปรักษา แต่เธอปฏิเสธ

“เข็ดมาก ไม่กลับไปซื้ออะไรใช้ที่มาจากอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว หนูไม่ได้กล่าวหาแบรนด์ หนูแจ้งความส่งฟ้องศาลเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้ต้องการให้เขามาจ่ายเงินให้ แค่ต้องการให้เขาหยุดทำร้ายคนอื่นแบบนี้อีก แค่อยากให้คนอื่นระวังจะเป็นแบบหนูค่ะ” น.ส.แพรวากล่าวทิ้งท้าย

จะรู้ได้อย่างไร โลชั่นที่ใช้มีสเตียรอยด์

ด้าน พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง ให้คำแนะนำหลังจากทีมข่าวส่งภาพผิวแตกลายของ น.ส.แพรวา ให้ดู ระบุว่าผิวแตกลาย หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “Stretch marks” หรือ “Striae” เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์ผสมเป็นระยะเวลานาน หากใครเป็นแล้วไม่มีทางรักษาหายแม้จะหยุดใช้ หรือไม่ว่าจะทำเลเซอร์ก็ได้แค่จางลง

สาเหตุมาจากโลชั่นมีส่วนผสมของ steroid ทาในปริมาณมากๆ ใช้ไปนานๆ ติดต่อกัน เกิดผิวหนังฝ่อและแตกลาย เพราะมันไปลดการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน ทำให้ผิวเสียความยืดหยุ่น ทำให้ผิวบาง จนบางคนเห็นเส้นเลือดฝอยบนผิวอย่างชัดเจน เวลาผิวแตกช่วงแรกๆ จะเป็นสีม่วงเข้ม เพราะชั้นใต้ผิวมีเส้นเลือดเยอะ เส้นเลือดจะยุบลงไปด้วย จึงเห็นเป็นรอยแตกลายแดงๆ ม่วงๆ และจะค่อยๆ จางลงเป็นสีขาว แต่ไม่มีทางหายเป็นปกติ

มีงานวิจัยว่าเลเซอร์บางชนิดพอจะทุเลาอาการได้ แต่ไม่รับผลประกัน คือ result-not promising ถ้าผู้ป่วยสะดวกก็อาจจะเข้ามาตรวจและปรึกษาที่สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ได้ หรืจะเป็นที่สถาบันใกล้อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือสถาบันโรคผิวหนังสาขาศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ (ตึกบี ชั้น 1 ประตู 1) ได้

หากสงสัยว่า โลชั่น ครีม ที่ใช้อยู่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ พญ.มิ่งขวัญอธิบายว่าไม่สามารถดูไม่ออกด้วยตา แต่สามารถทดสอบได้ด้วยตัวเอง โดยใช้ชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น (Steroid test kit) ที่ใช้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันคือ ชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีวางจำหน่าย หากพบอาการผิดปกติใกล้เคียงกับการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆ ให้ส่งตัวอย่างตรวจที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต หรือ โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)

นำ “สเตียรอยด์” ผสมในครีม มีโทษจำคุก 3 หรือ 5 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนหรือ 5 แสนบาท

จากกรณีคนไทยหันมาใช้ครีมทาผิวขาวที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ และเกิดอันตรายต่อผิวหนัง เภสัชกรสมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เตือนให้หยุดใช้ครีมเหล่านี้ เนื่องจากสารสเตียรอยด์จัดเป็นยาและไม่สามารถอยู่ในเครื่องสำอางได้

การนำ “สเตียรอยด์” มาผสมในครีมทาผิว ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะสเตียรอยด์ถือเป็นกลุ่มสารซึ่งอาจเป็นยาที่ต้องได้รับการอนุญาตใช้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะเป็นสารที่มีผลข้างเคียง หากใช้ไม่เหมาะสม หรือในปริมาณที่ไม่ถูกต้อง ใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังบางชนิดที่อักเสบเรื้อรัง และผื่นแพ้ เพราะมีคุณสมบัติช่วยเป็นยาแก้แพ้ ลดการอักเสบของผิวได้ดี

“สเตียรอยด์เป็นวัตถุห้ามใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง ถ้าตรวจพบว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าใช้สารกลุ่มสเตียรอยด์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ขายก็จะมีความผิด โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายสมชายชี้ให้เห็นถึงโทษทางกฎหมาย

ขายผ่านเฟซไม่ผิด แต่ใช้คำโฆษณาเกินจริง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน1 แสน

การขายเครื่องสำอางผ่านเฟซ ผ่านโลกโซเชียล สามารถทำได้หรือไม่ มีความผิดหรือเปล่า ซึ่งเป็นประเด็นคำถามที่ทีมข่าวฯ และแฟนไทยรัฐออนไลน์สงสัย นายสมชาย ชี้แจงว่า ถ้าเป็นเครื่องสำอางสามารถขายได้ แต่ถ้าเป็นยา ไม่สามารถขายผ่านทางเฟซบุ๊กได้ ต้องขายในร้านขายยาเท่านั้น

แต่การใช้คำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง มีโทษตามกฎหมาย เช่น ช่วยให้ผิวขาวทันใจ, เปลี่ยนจากผิวดําเป็นผิวขาว,เห็นผล 100%, ช่วยปรับผิวขาวเร่งด่วนได้ใน 2 สัปดาห์ เห็นผลจริง พิสูจน์เลย ซึ่งข้อความโฆษณาเหล่านี้เป็นข้อความที่โอ้อวด เกินจริง ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค เนื่องจากผลิตภัณฑ์ไม่สามารถยับยั้งหรือเปลี่ยนแปลงการผลิต เม็ดสีเมลานิน จึงไม่สามารถทําให้สีผิวเกิดการเปลี่ยนแปลง

“การโฆษณาว่าขาวภายใน 3-7 วัน มีการห้ามใช้ถ้อยคำเหล่านี้ในการโฆษณาอยู่แล้ว ถือว่าโฆษณามีความผิด เกินความจริงหรือก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมกับผู้บริโภค โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท”

พร้อมชี้แจงกรณีถ้าบางยี่ห้อ เลขจดแจ้ง อย. ผ่านแล้ว จะใส่สารอันตราย กลุ่มสเตียรอยด์ ตอนจดแจ้งอาจจะแจ้งกับ อย. ไม่หมด แต่ทาง อย. ก็มีการตรวจสอบ ติดตาม เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ สุ่มตรวจว่ามีสารอื่นแปลกปลอมหรือไม่ หากมีเคสร้องเรียนก็จะเก็บตัวอย่าง มาตรวจสอบ แล้วดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่ถ้าเป็นผู้ผลิตรายที่ทำอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมาจะไม่ทำลักษณะนี้ แต่มีบางส่วนที่อาศัยช่องว่างนี้ ไม่ทำตามกฎระเบียบกฎหมาย ซึ่งมีส่วนน้อย ถ้าเจอก็ดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

เช็คข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อความชัวร์ตรวจสอบกับ อย.

รองเลขาธิการ ฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทําให้ผู้ซื้อเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นก่อนการตัดสินใจซื้อเครื่องสําอาง ขอให้ซื้อจากร้านที่มีหลักแหล่งเชื่อถือได้ อ่านฉลากให้ถี่ถ้วน เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก ต้องมีช่ือที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นําเข้าแสดงอยู่อย่างชัดเจน นำมาตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th หรือที่ Oryor Smart Application ว่าเลขที่ใบรับแจ้งที่ฉลากเครื่องสําอางตรงกับฐานข้อมูลของ อย. หรือไม่ และไม่ควรซื้อเครื่องสำอางตามคำโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง social media เพราะอาจเสี่ยงได้รับเครื่องสำอางอันตราย

“ต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อ ถ้าโฆษณาว่าขาวภายในกี่วัน ให้ระวัง อาจใส่สารบางอย่างที่อันตราย เลือกซื้อกับแหล่งที่เชื่อถือได้ มีแหล่งผลิตที่แน่นอน การซื้อผ่านเวบ หรือโซเชียลอาจไม่ได้ของตามต้องการ หรือเมื่อมีปัญหาจะติดตามเอาผิด หรือค่าเสียหายจากใครได้ มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ถ้าไม่แน่ใจอย่าซื้อมาใช้ หาข้อมูลให้ดี เช็คจากเวบของ อย. ว่าจด อย ไหม หรือ สมาร์ท แอปพลิเคชั่น หรือโทร 1556 สายด่วน สอบถามทาง อย.ก่อนได้” 

ความน่ากลัวและอันตรายจากการใช้ครีม โลชั่นเร่งผิวขาวที่ขายกันในอินเตอร์เน็ต เคยปรากฏเป็นข่าวมาหลายครั้ง แต่ก็ยังมีผู้หลงเชื่อ จากการได้พูดคุยกับรองเลขาธิการ ฯ อย. และ น.ส.แพรวา ทีมข่าวฯ หวังว่าคงช่วยเตือนสติให้สาวๆ รอดพ้นภัยนี้  เพื่อความปลอดภัย ก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ มาใช้ ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า แหล่งผลิต ส่วนประกอบ เลขที่ อย. และควรตระหนักอยู่เสมอว่า คำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง คือ การหลอกลวง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง  ขาว = สวย ถอดเปลือกค่านิยมความงาม เหตุไฉนคนไทยคลั่งขาว !?

ค่านิยมคนไทยยุคปัจจุบัน ต้องผิวออร่า ขาว ใส จึงทำให้มีครีม โลชั่นหลายแบรนด์เกิดขึ้นมากมายให้ได้เลือกใช้ โฆษณาล่อใจ เห็นผลไวในเวลา 3-7 วัน จนบางคนลืมนึกถึงความปลอดภัย แต่ผลเสียที่ตามมานั้นร้ายแรงยิ่งนัก 3 ก.พ. 2561 12:01 11 ก.พ. 2561 05:37 ไทยรัฐ